ชายคนหนึ่งยกเก้าอี้เหล็กขึ้นเหนือศีรษะ ตรงหน้าเขาคือร่างของชายอีกคนที่ถูกแขวนอยู่กับต้นไม้ ร่างนั้นไม่ขยับแล้ว ขณะที่รอบข้างมีผู้คนยืนล้อมเป็นวง บางคนมอง บางคนยิ้ม และเด็กชายคนหนึ่งที่อยู่เกือบกึ่งกลางภาพกำลังส่งรอยยิ้มออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ภาพนี้อาจเป็นหนึ่งในภาพถ่ายทางการเมืองที่คนไทยรู้จักมากที่สุด และทำให้คนจดจำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ได้มากที่สุด
ภาพนี้ถูกบันทึกโดย นีล อูเลวิช (Neal Ulevich) ช่างภาพของสำนักข่าว AP ช่วงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 บริเวณสนามหลวงด้านนอกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุดภาพเหตุการณ์ความรุนแรงในกรุงเทพฯ ที่ทำให้อูเลวิชได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ สาขา Spot News Photography ในปีถัดมา โดยคณะกรรมการพูลิตเซอร์อธิบายผลงานชุดนี้ว่าเป็นภาพของ ‘ความวุ่นวายและความโหดร้ายบนท้องถนนกรุงเทพฯ’
แต่หลังจากเช้าวันนั้นผ่านไปประมาณ 4 ปี ภาพดังกล่าวกลับปรากฏขึ้นอีกครั้งในสถานที่ซึ่งดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยเลย
ภาพนั้นกลายเป็นภาพบนปกซิงเกิล Holiday in Cambodia ของวงพังก์อเมริกัน Dead Kennedys ชื่อบนปกพูดถึงประเทศกัมพูชา เพลงกล่าวถึงระบอบเขมรแดง แต่ภาพที่คนฟังมองเห็นก่อนวางเข็มลงบนแผ่นเสียง กลับเป็นภาพการสังหารโหดในประเทศไทย
และสิ่งที่ประหลาดยิ่งกว่านั้นคือ ผ่านมา 50 ปีหลังภาพถูกถ่าย เรารู้ว่าใครเป็นคนกดชัตเตอร์ รู้ว่าภาพเดินทางไปอยู่บนปกเพลงอะไร รู้แม้กระทั่งว่าภาพนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ อย่างไร
แต่จนถึงวันนี้ ยังไม่รู้แน่ชัดด้วยซ้ำว่าชายที่ถูกแขวนคอในภาพนั้นชื่ออะไร
ย้อนกลับไปที่ท้องสนามหลวงวันนั้น อูเลวิชไม่ใช่ช่างภาพที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยเพื่อถ่ายเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ โดยเฉพาะ เขาเคยทำงานให้ AP ในเวียดนาม ก่อนถูกย้ายมาประจำกรุงเทพฯ ในปี 2518 ช่วงเวลาที่สงครามเวียดนามเพิ่งเดินทางมาถึงจุดจบ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
อูเลวิชให้สัมภาษณ์ผ่านเพจ 40 ปี 6 ตุลาฯ ว่า ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เวลาประมาณ 06.30 น. สุรินทร์ เรืองดิษฐ์ ผู้สื่อข่าว AP ประจำประเทศไทย โทรศัพท์หาเขา บอกว่ามีเรื่องเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อูเลวิชจึงคว้ากล้องออกจากบ้านพักย่านสีลม และนั่งแท็กซี่มุ่งหน้าสู่ท่าพระจันทร์
ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ตามที่รู้กัน ตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง ตำรวจและกองกำลังฝ่ายขวาเริ่มใช้อาวุธเข้าโจมตีผู้ชุมนุมภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษาและประชาชนที่พยายามหนีออกจากมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งถูกจับกุม ถูกซ้อม หรือถูกลากออกมาทำร้ายบริเวณสนามหลวง
อูเลวิชถ่ายภาพตำรวจยิงเข้าไปในมหาวิทยาลัย ภาพนักศึกษาที่ได้รับบาดเจ็บ ภาพผู้ยอมจำนนถูกบังคับให้นอนคว่ำอยู่บนสนามฟุตบอล และภาพการรุมทำร้ายผู้ชุมนุม
ในบทสัมภาษณ์เดียวกัน อูเลวิชเล่าว่า ที่ต้นไม้ต้นแรก เขาเห็นร่างชายคนหนึ่งถูกแขวนอยู่ และมีชายอีกคนถือเก้าอี้เข้าทำร้ายร่างนั้น
เขาหยุดดูว่ามีใครสนใจเขาหรือไม่ จากนั้นจึงยกกล้องขึ้นถ่ายไม่กี่เฟรม
“ผมไม่อยากเสี่ยงมากเกินไป” เขาอธิบายหลายสิบปีต่อมา พร้อมระบุว่าร่างของชายที่แขวนอยู่เสียชีวิตแล้วในเวลาที่เขาเดินไปถึง และไม่ไกลจากกันยังมีชายอีกคนถูกแขวนอยู่กับต้นไม้อีกต้นหนึ่ง ซึ่งเขาถ่ายภาพไว้เช่นกัน
สิ่งที่น่าสนใจคือ อูเลวิชไม่ได้ตระหนักถึงรายละเอียดทุกอย่างในภาพทันที ภาพที่มองเห็นมีทั้งชายยกเก้าอี้ฟาด ร่างที่ถูกแขวน และวงล้อมของฝูงชน แต่รายละเอียดหนึ่งที่ทำให้ภาพนี้ฝังอยู่ในความทรงจำของผู้คนเป็นพิเศษ คือเด็กชายที่กำลังยิ้มขณะมองการกระทำตรงหน้า
ความน่าหดหู่ของภาพนี้จึงไม่ได้บันทึกเพียงการฆาตกรรม หากบันทึก ‘ผู้ชม’ ของการฆาตกรรมไว้ด้วย ความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นในมุมมืด ไม่ได้เกิดขึ้นหลังห้องปิดตาย หากเกิดในพื้นที่สาธารณะ กลางท้องสนามหลวง ติดกับพระบรมมหาราชวัง
ความรุนแรงในเช้าวันนั้นส่งผลให้มียอดผู้เสียชีวิตฝ่ายประชาชนอย่างเป็นทางการ 45 ราย ตามฐานข้อมูลของโครงการบันทึก 6 ตุลา แต่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา รายชื่อและตัวตนของผู้เสียชีวิตยังมีช่องว่างจำนวนมาก
ในจำนวนผู้ถูกแขวนคอบริเวณสนามหลวง มีหลักฐานว่ามีอย่างน้อย 5 คน บางคนเรารู้แล้วว่าเป็นใคร หนึ่งในนั้นคือ ปรีชา แซ่เฮีย หรือแซ่เอีย ซึ่งตัวตนได้รับการยืนยันจากการตรวจสอบภาพถ่าย ประกอบกับรายงานชันสูตรพลิกศพ อีกคนคือ เปี๊ยก-วิชิตชัย อมรกุล นิสิตชั้นปีที่ 2 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ถูกลากออกไปจากธรรมศาสตร์ ถูกทำร้าย ถูกแขวนคอ และจากงานค้นคว้าในเวลาต่อมา ยังมีหลักฐานว่าเขาคือชายที่ปรากฏในภาพการถูก ‘ตอกอก’ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภาพความรุนแรงที่ถูกบันทึกไว้ในวันนั้น
แต่ชาย 2 คนที่อูเลวิชถ่ายไว้กลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง โครงการบันทึก 6 ตุลาระบุว่า ชายทั้ง 2 คนยังไม่สามารถระบุตัวตนได้ หนึ่งในนั้นคือชายในภาพอันโด่งดังที่กำลังถูกตีด้วยเก้าอี้
กล่าวอีกอย่างคือ ชายที่ผู้คนนับล้านเคยเห็นใบหน้าหรือเห็นร่างของเขาในหนังสือ ในพิพิธภัณฑ์ ในงานรำลึก บนเว็บไซต์ และบนปกแผ่นเสียงพังก์จากอีกซีกโลก กลับไม่มีชื่อที่เราเรียกได้จนถึงปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น งานศึกษาของโครงการบันทึก 6 ตุลาตั้งข้อสังเกตว่า ในเอกสารชันสูตรพลิกศพไม่พบร่างที่เชื่อมโยงกับชายทั้ง 2 คนดังกล่าวได้
ข้อสันนิษฐานหนึ่งคือ หลังจากถูกแขวนและทำร้าย ร่างอาจถูกลากไปเผาร่วมกับศพอื่นบริเวณสนามหลวงและถนนราชดำเนิน จนไม่สามารถพิสูจน์เอกลักษณ์ได้อีก
หากเป็นเช่นนั้น ความรุนแรงต่อชายในภาพจึงไม่ได้จบลงเมื่อเขาเสียชีวิต เพราะแม้แต่ชื่อของเขาก็ถูกทำให้หายไปพร้อมกับร่างกาย นั่นทำให้ภาพของอูเลวิชมีความหมายที่ย้อนแย้งอย่างรุนแรง กล้องช่วยให้โลกเห็น ‘เขา’ แต่ภาพที่ถูกจดจำมากที่สุดภาพหนึ่งของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ กลับไม่สามารถบอกเราได้ว่า เขาคือใคร
เดือนพฤษภาคม 1980 หรือเกือบ 4 ปีหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม Dead Kennedys ปล่อยซิงเกิลลำดับที่ 2 ของวงชื่อ Holiday in Cambodia โดยมีเพลง Police Truck อยู่หน้า B ต่อมาเพลงถูกบันทึกเสียงใหม่และรวมไว้ในอัลบั้มเปิดตัว Fresh Fruit for Rotting Vegetables ในปีเดียวกัน
Dead Kennedys ก่อตั้งในซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ช่วงปลายทศวรรษ 1970 มี เจลโล เบียฟรา (Jello Biafra) เป็นนักร้องนำ และใช้พังก์เป็นเครื่องมือเสียดสีการเมือง วัฒนธรรมบริโภคนิยม อำนาจรัฐ และความหน้าซื่อใจคดของสังคมอเมริกัน
Holiday in Cambodia ก็ทำงานในลักษณะเดียวกัน ชื่อ Holiday ถูกใช้ในความหมายประชดประชัน พูดถึงหนุ่มสาวอเมริกันชนชั้นกลางที่ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย แต่เชื่อว่าตนเองเข้าใจความยากลำบากและการเมืองของโลกดีแล้ว
เบียฟราจึงพาคนเหล่านั้นไปสู่ ‘วันหยุด’ ในกัมพูชาภายใต้เขมรแดง โลกซึ่งคำว่าเสรีภาพแทบไม่มีความหมาย การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นเป็นปกติ และชีวิตมนุษย์ถูกกำหนดโดยอำนาจของรัฐ
กระนั้นเอง ปกแผ่นเสียงกลับกลายเป็นความย้อนแย้ง เพราะภาพบนปกไม่ใช่เรื่องราวของ ‘เขมรแดง’ และสถานที่ในภาพไม่ใช่กัมพูชา หากคือกลางกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร
นอกจากนี้ ผู้ที่รุมทำร้ายชายในภาพคือมวลชนฝ่ายขวาที่ถูกปลุกระดมด้วยวาทกรรมต่อต้านคอมมิวนิสต์ ขณะที่เขมรแดงซึ่งเพลงกล่าวถึงคือระบอบคอมมิวนิสต์สุดโต่ง
กระนั้นเมื่อภาพของอูเลวิชถูกวางไว้ใต้ชื่อ Holiday in Cambodia ความรุนแรง 2 ชุดกลับถูกประกบเข้าหากัน สำหรับคนซื้อแผ่นเสียงในสหรัฐฯ หรือยุโรปในปี 1980 ที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์ไทย ภาพนี้แทบไม่มีเครื่องมือใดบอกว่า นี่ไม่ใช่กัมพูชา
ชายไร้ชื่อจากสนามหลวงจึงถูกพาออกจากสถานที่และประวัติศาสตร์ของตัวเองอีกครั้ง
หาก Dead Kennedys ไม่ได้นำภาพดังกล่าวไปใช้ ผู้ฟังพังก์จำนวนมากในโลกตะวันตกอาจไม่เคยเห็นหลักฐานของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เลย ปกแผ่นเสียงทำให้ภาพของอูเลวิชหลุดออกจากหน้าข่าว เข้าสู่ร้านแผ่นเสียง และเข้าสู่ห้องนั่งเล่นของใครหลายคนตามวัฒนธรรมต่อต้านกระแสหลักช่วงต้นทศวรรษ 1980
ภาพถ่ายข่าวจึงมีชีวิตที่ 2 จากหลักฐานของเหตุการณ์หนึ่ง กลายเป็นงานกราฟิก เป็นปกแผ่นเสียง เป็นสัญลักษณ์ความรุนแรงทางการเมือง และเป็นภาพที่ถูกผลิตซ้ำในอีกซีกโลกหนึ่งที่อาจสับสนระหว่างคำว่า Thailand กับ Taiwan ด้วยซ้ำ
ภาพถ่าย 1 ภาพจึงมีพลังประหลาด เพราะทำให้มนุษย์คนหนึ่งมีชีวิตอยู่ในความทรงจำได้นานกว่าชีวิตจริงหลายเท่า
หลังเหตุการณ์ผ่านไปหลายสิบปี ยังมีความพยายามตามหาบุคคลในภาพ ธงชัย วินิจจะกูล เคยเสนอแนวคิดให้ตามหาชายผู้ถือเก้าอี้ รวมถึงคนที่ยืนหัวเราะอยู่ในภาพ ก่อนที่ พวงทอง ภวัครพันธุ์ และผู้เกี่ยวข้องกับโครงการบันทึก 6 ตุลาฯ จะพยายามสืบค้นต่อ
ชายผู้ถือเก้าอี้ได้รับชื่อชั่วคราวว่า The Chair Man ครั้งหนึ่งมีเบาะแสว่าเขาอาจเป็นครูนาฏศิลป์คนหนึ่งที่เคยเล่าอย่างภาคภูมิใจว่าตัวเองมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ทีมค้นคว้าตามไปถึงครอบครัว เปรียบเทียบภาพถ่ายสมัยหนุ่มกับชายในภาพของอูเลวิช ก่อนจะพบว่าเป็นคนละคน
การตามหาจึงจบลงโดยยังไม่มีคำตอบ ชายผู้ถือเก้าอี้ไม่มีชื่อ ชายที่ถูกเก้าอี้ฟาดก็ไม่มีชื่อ แต่ ‘เก้าอี้’ กลับมีสถานะที่ชัดเจนมากที่สุด ‘เก้าอี้’ ถูกจำลองในงานศิลปะ ถูกอ้างถึงในภาพยนตร์ ในงานออกแบบ และในการรำลึกทางการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า
วัตถุอยู่ในความทรงจำ แต่คนกลับถูกลืม
Holiday in Cambodia อาจทำให้ภาพการสังหารโหดเดินทางไปได้ถึงทั่วโลก แต่ 46 ปีหลังจากแผ่นเสียงนั้นออกวางขาย และ 50 ปีหลังเช้าวันที่อูเลวิชกดชัตเตอร์ การเดินทางของภาพนี้ก็ยังไปไม่ถึงปลายทาง
และจะไม่มีวันไปถึงปลายทาง หากยังหาชายผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกฆาตกรรมใจกลางสนามหลวงไม่พบ
อ้างอิง:
– https://www.matichon.co.th/weekly/special/article_57768
Tags: Dead Kennedys, สนามหลวง, 6 ตุลา, Screen and Sound, 50 ปี 6 ตุลา, Holiday in Cambodia, เก้าอี้ฟาด, นีล อูเลวิช




