ในสังคมประชาธิปไตยที่สมาทานตนเองว่า ผู้คนภายในรัฐใช้สิทธิทางการเมืองของตนในการเลือกและกำหนดอนาคตตนเองได้ หรือกล่าวอย่างง่าย ๆ ว่า ‘ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ’ และ ‘อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน’ นั้น ประชาชนทุกคนย่อมคาดหวังให้มีระบบการเมืองการปกครองที่มีประสิทธิภาพ และสามารถตรวจสอบถ่วงดุลรัฐและผู้มีอำนาจได้ หากกระทำสิ่งใดที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน หรือสร้างความเสียหายต่อสังคม หลักการนี้เป็นหลักการพื้นฐานที่สังคมประชาธิปไตยพึงมี อันรัฐไทยซึ่งอ้างตนเองว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยนั้น ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเปิดโอกาสและพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง ทั้งในส่วนของการใช้สิทธิออกเสียง สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง และการวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจรัฐ โดยหวังว่าเสียงของตนจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ไม่มากก็น้อยแก่สังคม

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐกับประชาชนคนไทยในปัจจุบันนั้น ดูไม่มีท่าทีจะเป็นอย่างนั้นเสียเท่าไร ทั้งในเรื่องความสำคัญของเสียงและผู้แทนประชาชน ระบบรัฐสภาที่ควรจะ ‘พูดแทน’ แต่ทั้งในสภาฯ และนอกสภาฯ เสียงของประชาชนกลับดูไม่มีความหมายเท่าไรนัก ซ้ำร้ายยังถูกมาตรการทางกฎหมายฟ้องปิดปากเพื่อสกัดกั้นการมีส่วนร่วม กฎหมายที่ควรจะเป็นกฎกติการ่วมกันในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนก็ดูเหมือนจะไม่ศักดิ์สิทธิ์นัก แต่กลับถูกใช้และตีความตามใจผู้มีอำนาจเสียมากกว่า

ในคนรุ่นผมมีวลีชุดหนึ่งที่ใช้ในการอุปมาอุปไมยความสัมพันธ์ว่าดีหรือไม่ นั่นคือคำว่า Red Flag (ธงแดง) ซึ่งหากจะอธิบายอย่างรวบรัดนั้นหมายถึง ความสัมพันธ์ที่ไม่ดี และทำให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกเจ็บและเสียใจ ไม่มีความวางใจซึ่งกันและกัน

แม้วลีดังกล่าวมักใช้กับความสัมพันธ์เชิงโรแมนติก แต่สำหรับผมแล้ว ในทุกๆ ความสัมพันธ์ เราย่อมประเมินซึ่งกันและกันได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก เพื่อน ฯลฯ1 รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ‘รัฐ’ กับ ‘ประชาชน’ ว่าความสัมพันธ์ที่ดำรงอยู่นั้นเป็นความสัมพันธ์ที่ดีหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อก้าวขาเข้าสู่ประเด็นทางการเมืองอันเป็นเรื่องสาธารณะแล้วนั้น เรายิ่งต้องพิจารณาเป็นพิเศษ ในบทความนี้ ผมจึงจะพาไปส่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนไทยในระบอบประชาธิปไตย ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสอง เป็นความสัมพันธ์ Red Flag หรือไม่ และเกิดจากอะไร รวมถึงหากจะพัฒนาความสัมพันธ์ต่อไป เราควรจะแก้ไขอะไรบ้าง

อนึ่ง การอุปมาอุปไมยถึงความสัมพันธ์แบบ Red Flag Relationship ในบทความนี้อาจไม่ได้ถูกต้องตามหลักการอธิบายทางจิตวิทยา ซึ่งผู้สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่บทความของ The Momentum เรื่อง เมื่อ Toxic, Red Flag และ Boundaries ถูกใช้อย่างพร่ำเพรื่อจนความหมายผิดเพี้ยน อาจนำไปสู่การวินิจฉัยโรคเองแบบผิดๆ ในการยกคำดังกล่าวของผู้เขียนในที่นี้ ผู้เขียนต้องการเปรียบเทียบความสัมพันธ์กับระบอบประชาธิปไตยกับถ้อยคำดังกล่าว เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพตามได้มากขึ้นเท่านั้น 

Red Flag คืออะไร

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจคำคำนี้กันก่อน ความสัมพันธ์ธงแดง (Red Flag relationship) คือการอุปมาความสัมพันธ์กับพื้นที่ที่มีการปักธงแดง ว่าเป็นพื้นที่อันตรายและไม่ควรที่จะเข้าใกล้ ซึ่งในความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกนั้น แสดงออกมาได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกที่รุนแรง การที่ไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน การชอบบังคับบงการอีกฝั่งหนึ่ง ฯลฯ ซึ่งเมื่อได้ชื่อว่าเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic) และทำให้อยู่ด้วยแล้วไม่มีความสุข สิ่งที่เราควรทำกับพ่อหนุ่มหรือคุณผู้หญิงธงแดงก็คือ การหลีกเลี่ยงไม่เข้าใกล้ (แต่ในความจริงทำได้ไหม คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

แต่ถ้าหากความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนง่ายอย่างนั้นก็คงจะดีสิ เช่น หากเราไม่พอใจรัฐไทย เราก็ย้ายไปอยู่อีกรัฐหนึ่ง คงมีบางคนที่ทำได้ แต่ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศนี้แน่ๆ แม้ว่าเรื่องทางการเมืองที่ทำให้เราเห็นทุกเมื่อเชื่อวันจะทำให้เรารู้สึกเบื่อกับรัฐไทย กับการเมืองไทย กับนักการเมือง และเรื่องอื่นๆ มากแค่ไหน แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวระหว่างรัฐกับประชาชนก็เป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง

ฉะนั้นเราลองมานั่งคิดด้วยกันดีกว่าว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับประชาชนนั้น เป็นความสัมพันธ์แบบ Red Flag หรือไม่ ดังนี้

ไม่ใส่ใจ ไม่รับฟัง ไม่มี Basic Love

ในความสัมพันธ์ชีวิตคู่ของคนเรา เราก็คงต้องการคนที่ใส่ใจและรับฟังปัญหาของเรา เพื่ออย่างน้อยที่สุดก็คือทำให้เราสบายใจหรือแก้ไขปัญหาต่างๆ ไปพร้อมกับเราใช่ไหม ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนก็คงไม่ต่างกันนัก เพราะในระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีพื้นฐานมาจากการมีส่วนร่วมตัดสินใจของประชาชน เสียงของประชาชนย่อมเป็นเสียงที่สำคัญอย่างยิ่งในการรับฟัง ไม่ว่าจะผ่านสภาฯ ซึ่งประชาชนเลือกไปเพื่อออกกฎหมาย หรือการรับฟังประชาชนทางตรง ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมตัดสินใจทางการเมือง ทั้งเรื่องเล็กและเรื่องระดับประเทศ

ซึ่งแม้ว่าผมจะเปรียบเทียบความสัมพันธ์ในเชิงส่วนตัวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในเชิงอุปมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะยกมาเปรียบเทียบโดยไม่ได้มีหลักการใดมารองรับ เพราะในรัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. 2560 ได้บัญญัติถึงสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองในการแสดงความคิดเห็นไว้ทั้งในมาตรา 34 สิทธิในการชุมนุมตามมาตรา 44 ซึ่งสิทธิเหล่านี้ล้วนเป็นสิทธิพื้นฐานอย่างยิ่งในการทำให้รัฐหันมาใส่ใจเสียงของประชาชน และรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชน

แต่สิทธิในทางความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะหลายครั้งที่ผ่านมา เมื่อประชาชนจะใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ผู้มีอำนาจ สิ่งที่ตามมาก็คือกลไกทางกฎหมายในการ ‘ฟ้องปิดปาก’ (Strategic Lawsuit Against Public Participation: SLAPP) ซึ่งการใช้กฎหมายฟ้องประชาชนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ความไม่โปร่งใสในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ ทั้งนี้อาจหมายความรวมถึงกรณีที่บริษัทเอกชนใช้กฎหมายเพื่อฟ้องประชาชนที่มาตรวจสอบการกระทำของตนอันเกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะด้วยเช่นกัน2 รวมทั้งการใช้สิทธิในการรวมกลุ่มชุมนุมของประชาชนผ่านพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การชุมนุมสาธารณะฯ ซึ่งการใช้สิทธิตามกฎหมายดังกล่าวนั้นได้วางเงื่อนไขต่างๆ ให้แก่ประชาชนที่ต้องการจะใช้สิทธิ ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวสร้างทั้งภาระแก่ประชาชน และอาจทำให้ประชาชนมีโทษทางกฎหมายหากไม่ปฏิบัติตาม3

นอกจากนี้ยังไม่นับรวมความแข็งแรงของรัฐสภาไทยที่อาจไม่ได้เป็นพื้นที่ซึ่งรับฟังเสียงของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งประชาชนเลือกมา ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้โดยใช้ ‘มาตรฐานทางจริยธรรม’ เป็นตัวชี้วัด ซึ่งถ้อยคำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ชัดเจนแน่นอน ทำให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามได้4 ส่งผลให้สถาบันนิติบัญญัติซึ่งควรเป็นพื้นที่ในการ ‘พูดแทน’ ประชาชนไม่มีความเข้มแข็ง เพราะบุคคลที่ประชาชนเลือกมาทำงานแทนตนนั้น ถูกกลไกดังกล่าวถอดถอนได้ทั้งสิ้น

อีกทั้งในรัฐสภาก็มีการแต่งตั้ง ‘สมาชิกวุฒิสภา’ (สว.) ซึ่งมีที่มาตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้น การแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งดังกล่าวนั้นห่างไกลจากการมีส่วนร่วมกับประชาชนอย่างยิ่ง มีกลไกซับซ้อน และทำให้เกิดความไม่โปร่งใส ดังกรณี ‘ฮั้ว สว.’ ที่เป็นที่พูดถึงขณะนี้ ซึ่ง สว.เป็นตำแหน่งที่มีอำนาจกำหนดทิศทางการบริหารบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นอำนาจในการเห็นชอบกฎหมาย อำนาจแต่งตั้งบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ฯลฯ ซึ่งตำแหน่งที่สำคัญเพียงนี้ ยิ่งสมควรจะมีความเชื่อมโยงกับประชาชน เพื่อให้เป็นตัวแทนของประชาชน แต่ในสังคมไทยและรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม

ในเมื่อเสียงของประชาชนไม่ถูกใส่ใจและรับฟัง ทั้งในเรื่องการมีส่วนร่วมทางตรง การเลือกผู้แทนของตน และโครงสร้างองค์กรทางการเมืองที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน แล้วจะกล่าวได้อย่างไรว่ารัฐไทยมี Basic love พร้อมจะทำเพื่อเราจริงๆ

ไม่น่าไว้ใจ ไม่โปร่งใส 

ความสัมพันธ์ที่ดี อย่างน้อยทั้ง 2 ฝ่ายก็ควรจะมีความไว้ใจซึ่งกันและกัน เพราะหากไร้ความไว้ใจ จะกลายเป็นว่าต่างฝ่ายต่างจะจับผิดอีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้เกิดความอึดอัดในความสัมพันธ์ดังกล่าว และเป็นเหตุให้ไม่มีความสุขได้

แต่ในส่วนนี้ ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลอาจจะแตกต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนอยู่ไม่น้อย เพราะสำหรับความสัมพันธ์ส่วนบุคคลนั้น ทั้ง 2 ฝ่ายควรเริ่มต้นจากความไว้วางใจ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนจะดีเสียกว่า หากเริ่มต้นจากประชาชนที่ไม่ไว้วางใจภาครัฐ เพราะความไม่ไว้วางใจดังกล่าวเป็นรากฐานสำคัญของการมีส่วนร่วมในสังคมประชาธิปไตย เป็นจุดเริ่มต้นของภาคประชาสังคม (Civil Society) ในการกำกับดูแลการใช้อำนาจของรัฐ และเพื่อป้องกันไม่ให้ความไม่ไว้วางใจดังกล่าวสร้างปัญหาในการจัดทำบริการและบริหารประเทศ สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่สำคัญอย่างยิ่งอันหนึ่งคือ ‘สิทธิในการได้รับข้อมูลข่าวสาร’ (Right to Access Information) ซึ่งสิทธิดังกล่าวนั้นถูกบัญญัติไว้ในมาตรา 41(1) แห่งรัฐธรรมนูญ รวมทั้งมีกฎหมายที่กำหนดกลไกการใช้สิทธิเข้าถึงข้อมูลในการตรวจสอบไว้โดยเฉพาะได้แก่ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ

หลักการของกฎหมายดังกล่าวมีให้จำง่ายๆ ว่า ‘เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น’ กล่าวคือ โดยพื้นฐานแล้วนั้น ประชาชนมีสิทธิรับรู้ข้อมูลต่างๆ ที่อยู่กับภาครัฐ เพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจและความโปร่งใสในเรื่องต่างๆ ได้ แม้สิทธิดังกล่าวจะถูกบัญญัติไว้เป็นปทัสถานในรัฐธรรมนูญ ความเป็นจริงของการใช้สิทธิของประชาชนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งวัฒนธรรมของรัฐไทยที่มีมาแต่เดิมอัน ‘วัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูล’ ไม่เป็นสิ่งที่ฝังรากลึกเท่าใดนัก5 จึงทำให้ในทางปฏิบัติ สิทธิของประชาชนในการรับรู้และทราบถึงข้อมูลข่าวสารนั้นใช้ได้ยากในทางปฏิบัติ

ซึ่งสิทธิในการมีส่วนร่วมและเข้าถึงข้อมูลของประชาชน กับความโปร่งใสของรัฐ คงเป็นสิ่งที่สัมพัทธ์กัน กล่าวคือ ยิ่งประชาชนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลมาก ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันว่ารัฐมีความโปร่งใส แต่กลับกลายเป็นว่า เมื่อสิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในไทยนั้นเป็นสิทธิที่ประชาชนยากจะใช้ สิทธิได้จริงในทางปฏิบัติก็ทำให้เกิดปัญหาความไม่โปร่งใสต่างๆ ขึ้นในรัฐไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ ฮั้ว สว.ดังที่ได้กล่าวไป หรือการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น เรื่องประกันสังคม และเรื่องอื่นๆ ในสังคมที่ปรากฏอยู่ก็เช่นกัน

ความไม่โปร่งใสและการไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวของรัฐไทย เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้รัฐกับประชาชนไม่มีความวางใจซึ่งกันและกัน

จากประชาธิปไตย ‘ธงแดง’ สู่ประชาธิปไตย ‘ธงเขียว’

จากตัวอย่างที่ผมยกมาข้างบน คงสรุปได้อย่างไม่ยากนักว่า รัฐไทยกับประชาชนมี Red Flag Relationship ในหลากหลายประเด็น รวมทั้งเรื่องอื่นๆ อีกมากที่ผมยังไม่ได้เขียนในที่นี้ การที่ผมยกความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนมาเปรียบเทียบกับความสัมพันธ์ในเชิงส่วนตัวหรือโรแมนติกนั้น ไม่ได้ทำไปเพื่อความสนุกแต่อย่างใด หากแต่ต้องการอธิบายให้เห็นภาพปัญหาในสังคมไทยที่เรากำลังเผชิญอยู่มากขึ้น (อย่างน้อยก็สำหรับคนรุ่นผม) 

ปัญหาที่ดำเนินอยู่ในสังคมไทยยุคปัจจุบัน หากสรุปง่ายๆ ที่สุดก็คือ ความไม่ไว้วางใจกันระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งก็ไม่ผิดเท่าไรนักจะไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน เพราะจากที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้เราเห็นได้ว่า เมื่อรัฐไม่โปร่งใส ความไว้วางใจก็ไม่ปรากฏ ประชาชนจะรู้สึกมั่นใจในรัฐบาลได้อย่างไร เมื่อข่าวสารทางการเมืองที่เราเห็นกันทุกวัน ยิ่งสะท้อนให้เห็นความไม่โปร่งใสและความพยายามในการปิดบังการตรวจสอบ เบี่ยงประเด็น สร้างกระแสให้คนไปสนใจอีกเรื่องหนึ่งอยู่เสมอ อีกทั้งกลไกต่างๆ ที่มีไว้เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นการใช้สิทธิของประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม กลับถูกทำให้ไม่มีความสำคัญในสังคมที่สมาทานตนเองว่าปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยแท้ๆ 

สภาวะที่เป็นอยู่ในสังคมดังกล่าวย่อมนำมาสู่ความตึงเครียดทางสังคมและการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อรัฐเรียกร้องให้พื้นฐานที่สุดของพลเมืองคือการเคารพการดำเนินการต่างๆ ของรัฐ ทั้งการดำเนินการด้านกฎหมายหรือมาตรการใดๆ แต่ข้อเรียกร้องดังกล่าวกลับไร้ความชอบธรรม เพราะประชาชนไม่มีความไว้วางใจในรัฐตั้งแต่แรก ซึ่งแม้ความไม่ไว้วางใจจะเป็นพื้นฐานสำคัญในระบอบประชาธิปไตยเรื่อยมา แต่รัฐก็ลดความไม่วางใจดังกล่าวได้ด้วยการดำเนินการต่างๆ อย่างเปิดเผยและน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ความตึงเครียดทางสังคมดังกล่าวย่อมนำมาสู่ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษในสังคมประชาธิปไตยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งไม่ดีเอาเสียเลยต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ที่ผมยกคำว่าความสัมพันธ์ที่เป็นพิษมา ก็ไม่ได้ยกมาอย่างติดตลก ทว่าเกิดจากความกังวลใจจริงๆ ว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวจะไม่ดีทั้งต่อรัฐและประชาชนไทยในระยะยาว ความสัมพันธ์ทางสังคมที่ตึงเครียดดังกล่าวย่อมนำมาสู่ความรุนแรงทางการเมืองได้ ดังที่เคยเกิดขึ้นกับสังคมไทยในอดีต ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากเห็นอีก

คำถามที่ตามมาคือ เราจะทำอย่างไรได้บ้างเพื่อแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ที่ไม่ไว้วางใจกันดังกล่าว เพื่อให้กลายเป็นความสัมพันธ์ธงเขียวขึ้นมาได้บ้าง

อย่างแรกคือการยอมรับว่า ความคิดทางการเมืองของประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่รัฐไม่สามารถควบคุมได้ และในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนย่อมมีสิทธิแสดงความคิดเห็นเพื่อมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

ประการต่อมาคือการเห็นว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจของสังคมไทยดำรงอยู่อย่างเหลื่อมล้ำ และทุกคนต้องหาทางรอดในระบบดังกล่าว ทำให้เกิดคุณค่า ความเชื่อ และสำนึกทางการเมืองของประชาชนนั้นมีอยู่อย่างหลากหลายแตกต่างกัน รัฐและประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ควรลดทอนคุณค่าของเสียงและความเห็นทางการเมืองของกลุ่มคนที่เห็นต่างจากตน และจำเป็นต้องเห็นปัญหาที่แท้จริงของสังคมไทยร่วมกัน นั่นคือการเข้าถึงโอกาส อำนาจ และทรัพยากร 

ประการต่อมาคือ การวางกรอบกติการ่วมกันในสังคมชุดใหม่ เพื่อให้ความแตกต่างหลากหลายทางสังคมต่างๆ ดังที่ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวไว้ว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้จำเป็นต้องเป็นกฎหมายสูงสุดที่ทุกคนเห็นชอบด้วยกัน แต่ต้องเป็นกฎกติกาพื้นฐานร่วมกันทางสังคมของกลุ่มคนต่างๆ ให้มีอำนาจต่อรองในเรื่องต่างๆ ได้ ซึ่งกรอบคิดดังกล่าวคงเป็นกรอบคิดขั้นต่ำที่สุดของรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคงไม่ได้เป็นรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีนักในการกำหนดกรอบกติกาที่ทุกคนเห็นชอบร่วมกัน ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความชอบธรรมยิ่งขึ้น

สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และสำนึกความเชื่อของประชาชน ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมดังกล่าวย่อมนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงทางความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้6 หากรัฐไทยพยายามที่จะยื้อและดำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ชุดเดิมในสังคม ก็รังแต่จะสร้างความสัมพันธ์ Red Flag ซึ่งส่งผลเสียต่อสังคมไทยในระยะยาว ผมคงได้แต่หวังว่าความสัมพันธ์ในสังคมจะไม่ตึงเครียดไปมากกว่านี้ และเราจะมีส่วนร่วมในการหาทางออกร่วมกันในสังคมได้ เพื่อให้ประชาธิปไตยเป็นธงเขียวสำหรับทุกคน

 

เชิงอรรถ

1 Worakan J., ‘รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง’ ทำไมบางคนถึงถูกใจรักช้ำๆ และเสพติดความสัมพันธ์ติดธงแดง?, สืบค้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569, https://thematter.co/lifestyle/relationship/why-always-find-red-flags-in-a-relationship/226350.

2 วัลย์นภัสร์ เจนร่วมจิต, เมื่อกฎหมายกลายเป็นอาวุธ: ทางออกจากวังวน SLAPP, สืบค้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569, https://themomentum.co/ruleoflaw-anti-slapp/.

3 Ilaw, ถอดบทเรียน พ.ร.บ.ชุมนุมฯ: การ “แจ้งการชุมนุม” ที่อุปสรรคเยอะจนไม่แจ้งอาจจะดีกว่า, สืบค้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569, https://www.ilaw.or.th/articles/52502.

4 Ilaw, รวม 6 ปัญหาของ “มาตรฐานทางจริยธรรม” คสช. ให้คนของตัวเองเขียนคำกว้างๆ ใช้ได้หลายช่องทาง, สืบค้นเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569, https://www.ilaw.or.th/articles/54262.

5 ชลธิชา ทักษิณาเวศน์, ปกปิดเป็นหลัก-เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น (?) ช่องโหว่กฎหมายข้อมูลข่าวสาร กับ เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, The 101, สืบค้นเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569, https://www.the101.world/limits-of-information-law/.

6 โปรดดูเพิ่มเติมในเรื่องของความเปลี่ยนแปลง อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์, รัฐธรรมนูญวัฒนธรรมฉบับใหม่ : การต่อสู้เพื่อช่วงชิงระเบียบความชอบธรรม, สืบค้นเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569, มติชนออนไลน์, https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_905067.

Tags: , , , , , ,