ในพื้นที่หนึ่งที่เกิดภัยพิบัติขึ้น เคยตั้งคำถามไหมว่า ทำไมคนบางคนถึงฟื้นตัวเร็วและกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ในไม่ช้า ขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับกลายเป็นคนที่ดูเหมือนล้มเหลวในชีวิต สูญสิ้นทุกสิ่ง แม้จะประสบภัยพิบัติเดียวกัน
นั่นอาจเป็นเพราะคนเราไม่ได้เท่ากันในเรื่องทุนทรัพย์ ในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้สูง ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า ผลกระทบจากน้ำท่วมอาจกระทบการใช้ชีวิตอยู่บ้าง แต่ก็ฟื้นตัวได้เร็วด้วยกำลังทรัพย์ที่มี ขณะที่ผู้มีรายได้น้อยที่ขาดรายได้ มีภาระหนี้สินจากการกู้ยืมมาใช้ชีวิตในช่วงน้ำท่วมหรือหลังสถานการณ์น้ำท่วมผ่านพ้นไป ก็อาจจะใช้เวลาที่นานกว่าเพื่อกลับมามีชีวิตเหมือนเดิม
ดังนั้นทุกครั้งที่น้ำท่วม โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ที่มีความเหลื่อมล้ำไม่ต่างจากหลายๆ เมืองหลวงบนโลก นั่นจึงหมายความว่า จะมีชีวิตจำนวนไม่น้อยที่จมน้ำลึก และยากที่จะกลับขึ้นมาลอยอยู่เหนือน้ำ โดยเฉพาะคนจนในเมือง
คนจนกับความเปราะบางในเมืองหลวง
ภาพของชาวเคหะร่มเกล้าเดินเท้าลุยน้ำจากบ้านที่น้ำท่วมสูงเพื่อไปทำงานให้กับบริษัทเอกชน ก่อนกลับเข้ามาในชุมชนอีกครั้งในเช้าวันถัดไป หรือจะเป็นภาพของพ่อค้าแม่ค้าที่นำผัก ผลไม้ รวมไปถึงเนื้อสด ใส่ภาชนะที่ลอยน้ำได้ ออกมาจับจองพื้นที่ริมถนนที่มีน้ำท่วมเพื่อจำหน่ายให้ผู้ที่ผ่านไปมา อาจทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า คนเหล่านี้เลือกที่จะแขวนชีวิตไว้บนความเสี่ยง และออกมาทำงานเพื่อหารายได้ท่ามกลางสถานการณ์ไม่ปกติจริงหรือ ซึ่งคำตอบของคำถามอาจมีปัจจัยด้านภาระทางเศรษฐกิจอยู่ในนั้นด้วย
ในงานวิจัย หลากหลายชีวิตและชุมชนที่จมน้ำ: คนจนเมือง กรุงเทพมหานคร โดยกลุ่มวิจัยสิทธิและความเป็นธรรมทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสำรวจผลกระทบของมหาอุทกภัยปี 2554 ใน 5 ชุมชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ ชุมชนบึงลำไผ่ เขตมีนบุรี, ชุมชนหลวงวิจิตร เขตคันนายาว, ชุมชนพูนทรัพย์ เขตสายไหม, ชุมชนริมทางรถไฟสายตะวันตก ศาลาธรรมสพน์ และชุมชนหลักหก อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ผู้วิจัยให้ข้อมูลว่า คนในชุมชนเหล่านี้ยังคงเดินทางไปทำงานนอกชุมชน แม้จะเผชิญค่าเดินทางที่แพงขึ้น เวลาเดินทางที่คาดเดาไม่ได้ และความเสี่ยงระหว่างทาง เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นแรงงานรายวัน คนขายอาหาร มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ฯลฯ ที่มีเงินเก็บน้อย และรายได้ไม่ต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ภาระทางเศรษฐกิจก็ยังคงดำเนินต่อไป ทั้งภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่สูงขึ้นในสถานการณ์ภัยพิบัติ
อนรรฆ พิทักษ์ธานิน จากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทำงานวิจัยเกี่ยวกับกลุ่มเปราะบางและคนไร้บ้าน ให้สัมภาษณ์กับ The Momentum ว่า ผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากเป็นแรงงานนอกระบบหรือแรงงานรายวัน ซึ่งความเป็นอยู่ใน 1 วันขึ้นอยู่กับรายได้ที่ได้รับในวันเดียวกัน ดังนั้นอุทกภัยย่อมเป็นอุปสรรคต่อการหารายได้ ขณะที่รายจ่ายยังคงมีอยู่ในแต่ละวัน ผู้มีรายได้น้อยจึงมีโอกาสเผชิญกับภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นอีกด้วย
“เมื่อเกิดน้ำท่วม พี่น้องที่มีรายได้น้อยมีความเปราะบางทางเศรษฐกิจแน่นอน จำนวนมากเป็นแรงงานนอกระบบ เมื่อเกิดน้ำท่วมก็ทำให้เขาไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้ หรือออกไปทำมาหากินได้ลำบาก รายได้ก็มีปัญหา โดยที่ไม่มีหลักประกันในแง่ของรายได้ เพราะเป็นแรงงานนอกระบบ เป็นแรงงานรายวันต่างๆ ที่ชีวิตอยู่กับการออกไปทำงานแล้วได้รายได้กลับมา
“อย่างแรกคือรายได้หายไปแน่นอน เพราะส่วนใหญ่เป็นคนหาเช้ากินค่ำ ขณะเดียวกันยังต้องเจอกับปัญหาเครื่องมือในการประกอบอาชีพเสียหาย ซึ่งเป็นทรัพย์สินนอกเหนือจากบ้านเรือน เช่น รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ อันนี้ไม่ใช่แค่พาหนะ แต่คือเครื่องมือประกอบอาชีพ มากไปกว่านั้น รายได้ไม่มา แต่หนี้ยังเดินไป”
งานวิจัยข้างต้นยังพบว่า ชุมชนผู้มีรายได้น้อยมักอยู่ในพื้นที่ของเอกชนหรือรัฐ บางส่วนอยู่แบบไร้กรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยและที่ดิน ขณะเดียวกันก็พบว่าที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ มักสร้างจากวัสดุที่ไม่แข็งแรง ที่สำคัญชุมชนเหล่านี้มักตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น อยู่ในซอยลึกห่างจากถนนใหญ่ ทั้งยังมีระดับที่ต่ำกว่าถนน และอยู่ใกล้กับคลอง ขณะที่การตั้งรับภัยพิบัติของผู้มีรายได้น้อยก็น้อยกว่าผู้ที่มีฐานะดีกว่าทั้งกำลังทรัพย์ในการเตรียมตัวรับภัยพิบัติ และการตุนอาหาร
อย่างไรก็ตาม อนรรฆชี้ว่า กรณีอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลปี 2569 ซึ่งพบว่าชุมชนเคหะคลองจั่นและชุมชนเคหะร่มเกล้าได้รับผลกระทบอย่างหนักนั้น ทั้ง 2 ชุมชนตั้งอยู่ในพื้นที่มานาน ขณะที่พื้นที่โดยรอบมีการถมดินสูง จึงทำให้พื้นที่ของการเคหะกลายเป็นแอ่ง
“เป็นปัญหาโครงสร้างของกรุงเทพฯ และไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่สั่งสมมาเป็นเวลานาน ในเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่ แนวถนนที่มีการยกสูง ซึ่งส่วนหนึ่งทำขึ้นเพื่อเป็นแนวกั้นน้ำ ก็เป็นประเด็นที่ทำให้พื้นที่หนึ่งอาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากกว่าพื้นที่หนึ่ง”
กระนั้นอาจสรุปไม่ได้ว่า พื้นที่ของคนจนเมืองมีน้ำท่วมรุนแรงกว่าคนรวย เพราะยังมีชุมชนหลายแห่งที่มีผู้มีฐานะอาศัยอยู่และถูกน้ำท่วม แต่ประเด็นสำคัญคือ ความสามารถในการป้องกันและรับมือกับน้ำท่วมของแต่ละพื้นที่นั้นไม่เท่ากัน
“จากที่ได้ดู หมู่บ้านที่มีกำลังทางเศรษฐกิจก็จะมีระบบในการบริหารจัดการน้ำของเขา เช่น มีกำแพงกันน้ำ มีการยกสูง ทำให้หมู่บ้านเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบไม่มาก เมื่อเทียบกับชุมชนผู้มีรายได้น้อย
“ขณะเดียวกันผู้มีรายได้น้อยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในห้องเช่า ถ้าเราดูอย่างเคหะ ผมอาจจะไม่ได้มีตัวเลขชัดเจนว่ามีกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้ที่มาเช่าห้อง ซึ่งมีความยากในการให้ความช่วยเหลือ เพราะจำนวนหนึ่งไม่ได้ย้ายชื่อเข้ามาในทะเบียนราษฎร คล้ายๆ กับคนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ที่เป็นประชากรแฝงหรือย้ายถิ่นเข้ามา”
ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งที่อยู่ใกล้กับพื้นที่เสี่ยงภัยและรายได้ที่ไม่มั่นคง เมื่อเกิดภัยธรรมชาติขึ้น คนจนจึงเป็นกลุ่มคนที่ ‘เปราะบาง’ มากกว่าคนที่มีฐานะดีกว่า แม้จะเผชิญน้ำท่วมเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางจากการเผชิญกับภัยพิบัติ การตั้งรับที่มีความพร้อมต่ำกว่าพื้นที่อื่นๆ ที่มีกำลังทรัพย์ รวมไปถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจทั้งในช่วงที่เกิดภัยพิบัติและภายหลังภัยพิบัติผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้ผู้มีรายได้น้อยฟื้นตัวได้ยากขึ้น
การบริหารจัดการที่ดีอาจช่วยลดความเสียหาย
การบริหารสถานการณ์อุทกภัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลครั้งล่าสุด หนึ่งในประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ คือการบริหารจัดการเพื่อลดความเสียหายจากอุทกภัย โดยเฉพาะการเตือนภัย การอพยพ และการให้ความช่วยเหลือ ประชาชนบางส่วนระบุว่า ภาครัฐสื่อสารไม่ชัดเจนในส่วนของการอพยพว่าต้องย้ายไปยังพื้นที่ใด การเตือนภัยด้วยระบบ Cell Broadcast ส่งเข้ามือถือในวันที่น้ำท่วมแล้ว หรือการให้ความช่วยเหลือที่มีบางจุดไม่ได้รับการช่วยเหลือ และต้องให้ชาวบ้านเดินเท้าลุยน้ำออกมารับสิ่งของจำเป็นด้วยตัวเอง
อนรรฆยังชี้ว่า การเตือนให้เตรียมรับมือกับภัยพิบัติจำเป็นต้องเตือนในลักษณะที่ทำให้คนลงมือเตรียมตัวได้เลย เช่น การบอกว่าพื้นที่ใดที่ต้องเก็บของแล้ว พื้นที่ใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และต้องยกของขึ้นที่สูง
“เรื่องนี้อาจเป็นบทเรียนสำคัญ คือการเตือนภัยควรมีทั้งแบบทางการและไม่ทางการ ถ้าเราดูหลายๆ จังหวัด ภาคกลางก็จะมีการเตือนภัยโดยท้องถิ่น สำหรับผมคิดว่าท้องถิ่นสามารถเตือนสมาชิกของเขาได้ โดยไม่ต้องรอหน่วยงานส่วนกลาง หรือ ปภ. (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) เพราะท้องถิ่นมักเตือนแบบง่ายๆ เช่น ต้องเฝ้าระวังแล้ว หรือต้องเริ่มเก็บของแล้ว
“ประเด็นต่อมาคือ การเตือนภัยจำเป็นต้องมีหลากหลายช่องทางมากๆ ท้องถิ่นหลายแห่งที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่ากรุงเทพฯ ก็ใช้วิธีง่ายๆ อย่างประกาศตามเสียงตามสายหรือลำโพง หรือใช้รถมาขับเวียนประกาศ ถามว่ากรุงเทพฯ มีการเตือนภัยไหม ก็เตือนนะ แต่มันเตือนในช่องทางออนไลน์ หรือเตือนผ่านเครือข่ายของประธานชุมชน ซึ่งไม่ครอบคลุมในแง่ของการบริหารจัดการ หลายคนอาจไม่สามารถเข้าถึงระบบออนไลน์ได้ หลายคนก็ไม่ได้อยู่ในระบบชุมชนที่มีกลไกประธานชุมชนเชื่อมโยงกับเขต ฉะนั้นมันจึงเป็นช่องโหว่ เพราะอย่างที่เราดูเคหะทั้ง 2 แห่ง รถที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมแสดงให้เห็นว่า ชาวบ้านแทบไม่รู้เลยว่าน้ำจะท่วม เพราะไม่ได้เอารถออกไปเลย” อนรรฆกล่าว
ที่สำคัญเมื่อเกิดน้ำท่วมแล้ว อนรรฆชี้ว่า การตั้งศูนย์บัญชาการเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัย ทั้งการให้ความช่วยเหลือและการมอบสิ่งของจำเป็น ควรจะทำในระดับย่าน และต้องมีความชัดเจนในส่วนของโลเคชัน เพื่อให้ผู้ที่ประสบภัยและผู้ที่ต้องการให้ความช่วยเหลือรับทราบตำแหน่งที่จะเดินทางมาขอรับหรือให้ความช่วยเหลือ
“ถ้าเราดูปัญหาที่ยังเป็นประเด็นในแง่ของความช่วยเหลือ อย่างการบริหารจัดการของรัฐในพื้นที่ อย่างแรกเลยคือไม่มี ‘Command Center’ หรือศูนย์บัญชาการ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นศูนย์บัญชาการในระดับกรุงเทพฯ อาจจะเป็นแบบต่างจังหวัดที่เป็นระดับจังหวัด เทศบาล เพราะเขากระจายทรัพยากรได้ค่อนข้างครอบคลุม ขณะเดียวกันคนที่มีจิตใจอยากช่วยเหลือ เขาก็จะได้รู้ว่าต้องเดินทางไปมอบความช่วยเหลือที่จุดใด และไปอย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องมีศูนย์บัญชาการย่อย อย่างน้อยต้องระดับเขต หรือมากกว่านั้นคือระดับย่าน เพราะพื้นที่ประสบภัยอาจจะเป็นชุมชนขนาดเล็ก”
ทั้งนี้ ในพื้นที่กรุงเทพฯ อาจต้องเผชิญกับปัญหาอุทกภัยซ้ำซาก และสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจทำให้การคาดการณ์ภัยธรรมชาติทำได้ยากขึ้น อนรรฆชี้ว่า เมื่อภาครัฐหรือหน่วยงานในท้องที่ประสบภัยรับรู้แล้วว่าพื้นที่ที่ตนดูแลอยู่นั้นมีผู้มีรายได้น้อย และอาจเผชิญกับสถานการณ์ที่รุนแรงจากภัยพิบัติ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การย้ายชุมชนออกไปอยู่ที่อื่น แต่คือการยอมรับว่าสถานการณ์เหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้น และต้องบริหารจัดการให้ดีเพื่อลดผลกระทบ
“การบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ของผู้มีรายได้น้อยอาจไม่ต้องถึงขนาดมีโครงสร้างอะไรเกิดขึ้น แต่ต้องให้คนในพื้นที่นั้นออกแบบร่วมกันในระดับชุมชน ระดับย่าน ซึ่งกรุงเทพฯ อาจจะเข้ามาเป็นตัวกลางในการร่วมกันคิดว่า หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นแบบนี้อีก เราควรจะทำอย่างไร”
ที่สำคัญคือการ ‘ฟื้นฟู’ ชีวิตของผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไม่เยียวยาเพียงที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่ต้องทำให้ผู้ได้รับผลกระทบกลับมามีแหล่งรายได้ที่พึ่งพาตัวเองได้ เพื่อไม่ให้คนจนต้องหลุดออกจากระบบการช่วยเหลือ และเผชิญหน้ากับภาระทางเศรษฐกิจ หลังภัยพิบัติผ่านไปด้วยตนเองเพียงลำพัง
“การฟื้นฟูต้องลงไปถึงอาชีพ เรายังไม่ค่อยเห็นภาพว่าการฟื้นฟูจะเป็นอย่างไร เพราะตอนนี้น้ำใน 2 พื้นที่ที่เป็นเคหะก็เริ่มลดแล้ว แต่รถยนต์ แม้แต่มอเตอร์ไซค์ น่าจะหลักหลายร้อยคัน ซึ่งมันเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพของเขา แล้วมันจะอย่างไรต่อ เพราะที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องที่ต้องฟื้นฟูอยู่แล้ว เรื่องการซ่อมรถ ต้องมีช่างลงไป ตอนนี้เองเรายังไม่เห็นภาพของการฟื้นฟูที่เป็นระบบ ถ้าเราดูบทเรียนเมื่อปีที่แล้วที่เกิดน้ำท่วมขึ้นที่หาดใหญ่ พอน้ำเริ่มลดก็จะมีมหาวิทยาลัยไปช่วยเรื่องการซ่อมแซมเครื่องมือประกอบอาชีพ เช่น การซ่อมแซมรถยนต์ อันนี้เป็นการฟื้นฟูในระดับอาชีพ”
ขณะเดียวกันคือการฟื้นฟูสภาพจิตใจหลังจากเผชิญกับวิกฤตมาแล้ว
“ที่สำคัญคือต้องมีการคัดกรองเรื่องของสภาพจิตใจ ทรัพย์สินประกอบอาชีพของหลายคน เช่น รถ อาจจะเป็นทั้งชีวิตของเขาก็ได้ เราก็ไม่รู้ หรือบ้านที่ถูกน้ำท่วมอาจจะเป็นทรัพย์สินทั้งชีวิตของเขาก็ได้ ซึ่งมันอาจเสียหายเยอะสำหรับผู้มีรายได้น้อย
“เรื่องของอาการซึมเศร้า สภาพจิตใจจะเป็นอย่างไร อันนี้เรายังไม่เห็นภาพที่เป็นระบบมากนัก” อนรรฆกล่าว
อ้างอิง
– https://blogs.worldbank.org/th/eastasiapacific/bangkok-post-2011-floods-how-about-poor-thai
– https://cusri.chula.ac.th/archives/book/%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2555-%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95
Tags: อากาศ, คนจนเมือง, กรุงเทพ, ภัยพิบัติธรรมชาติ, ผู้มีรายได้น้อย, เคหะคลองจั่น, Feature, เคหะร่มเกล้า, น้ำท่วม, อุทกภัย, บางกะปิ



