ถ้าขับรถเข้าเมืองเก่าสงขลามาตามถนนสายบุรี สิ่งที่เห็นก่อนคือลานจอดรถ ลานจอดรถหลักของย่าน ที่คนมาเดินถนนนางงาม ถนนนครนอก-นครใน ต้องมาจอดกันทั้งนั้น
อาคาร TCDC สงขลา ตั้งอยู่ตรงนั้น และเรื่องแรกที่ผิดจากความคาดหมายคือ ด้านหน้าหลักของอาคารไม่ใช่ด้านที่หันออกถนน แต่เป็นด้านที่หันเข้าหาลานกิจกรรมและลานจอดรถ
เหตุผลง่ายมาก เพราะนั่นคือด้านที่คนใช้งานจริง
Out and About ครั้งนี้ ชวนดูอาคารสาธารณะหลังใหม่ของเมืองเก่าสงขลา ที่แทบทุกการตัดสินใจในการออกแบบ ย้อนกลับไปที่คำถามเดียวกัน คือทำอย่างไรให้คนเดินเข้ามาได้โดยไม่ต้องมีธุระ
(1)
นิยาม ‘ด้านหน้าอาคาร’ ใหม่
ในระดับผังเมือง ที่ตั้งของอาคารอยู่บนรอยต่อพอดีระหว่างย่านเมืองเก่าที่กิจกรรมสร้างสรรค์กำลังโต กับย่านที่อยู่อาศัยที่หนาแน่น อาคารแห่งนี้จึงถูกใช้เป็นกลไกเชื่อม 2 บริบทนี้เข้าหากัน
วิธีเชื่อมคือ ปล่อยให้พื้นที่กิจกรรมไหลออกไป ไม่หยุดอยู่แค่ในกรอบอาคาร แต่ต่อเนื่องออกไปยังลานด้านข้างและลานจอดรถ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้ว สามารถกลายเป็นพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ที่รองรับกิจกรรมซึ่งต้องการพื้นที่กว้างได้
การย้าย façade หลักจากด้านถนนมาไว้ด้านที่คนใช้ฟังดูเป็นเรื่องเทคนิค แต่จริงๆ แล้ว เป็นการตั้งคำถามกับวิธีที่เราเคยรับรู้เกี่ยวกับอาคารราชการมาตลอดว่า อาคารมีไว้ให้คนมองจากรถ หรือมีไว้ให้คนเดินเข้าไปใช้
(2)
ระดับลานจอดรถที่สูงกว่าที่ตั้ง 90 เซนติเมตร ที่กลายเป็นที่นั่งของเมือง
ปัญหาทางเทคนิคข้อหนึ่งของที่ดินแปลงนี้คือ ระดับลานจอดรถของเมืองเก่าสูงกว่าพื้นที่โครงการถึง 90 เซนติเมตร
แทนที่จะแก้ด้วยการถมหรือทำกำแพงกันดิน สถาปนิกเปลี่ยนความต่างระดับให้กลายเป็นฐานอิฐลดหลั่น แล้วใช้มันจัดการการสัญจรทั้งอาคาร เมื่อยกระดับทางขึ้นเพียงครึ่งชั้น คนเดินเข้าชั้นสองได้ทันที ขึ้นต่ออีกชั้นเดียวถึงห้องสมุด หรือเดินลงไปยังพื้นที่นิทรรศการด้านล่าง ซึ่งเท่ากับลดการพึ่งพาลิฟต์ลงไปมาก
บันไดหลักและบันไดรองถูกออกแบบให้สลับกันทำหน้าที่เป็นทั้งทางสัญจรและพื้นที่จัดเสวนา ส่วนทางลาดในซอกกำแพงให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปหาความรู้ที่ซ่อนอยู่ในซากโบราณ
ขณะเดียวกัน บันไดที่นี่ไม่ได้มีไว้แค่ขึ้นลง แต่มีไว้ให้นั่ง และเมื่อบันไดกลายเป็นที่นั่ง อาคารก็เริ่มมีสถานะเป็นเฟอร์นิเจอร์ของเมืองไปโดยปริยาย
(3)
ใต้ถุนรับลมทะเล และห้องสมุดที่มองเห็นได้จากข้างล่าง
หัวใจของการเป็น Open Space อยู่ที่ชั้นสอง ใต้ถุนอิฐยกระดับถูกออกแบบให้เปิดรับลมทะเล ทำหน้าที่เป็นลานสาธารณะที่ใครก็เดินขึ้นมาใช้ได้ เป็นพื้นที่เปลี่ยนผ่านระหว่างเมืองกับอาคารที่ไม่มีเคาน์เตอร์หรือประตูมาคั่นความรู้สึกว่า “นี่ไม่ใช่ที่ของฉัน”
และเมื่อยืนอยู่ตรงนั้น จะมองผ่าน Courtyard ขึ้นไปเห็นห้องสมุดสร้างสรรค์ชั้นสามได้ เพื่อให้การมองเห็นเป็นจุดเริ่มต้นของการอยากเข้าห้องสมุด เมื่อห้องสมุดเห็นได้ทุกวันจากข้างล่าง ก็มีโอกาสกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้มากกว่าห้องสมุดที่ต้องรู้ก่อนว่ามีอยู่
เจตนาของทีมออกแบบชัดในจุดนี้ คือการสะท้อนว่าความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เรื่องของนักออกแบบกลุ่มเดียว แต่เป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่ทุกคนควรเข้าถึงได้ ซึ่งตรงกับสิ่งที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ระบุไว้ตั้งแต่ต้นว่า สำนักงานภูมิภาคมีขึ้นเพื่อกระจายโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรด้านความคิดสร้างสรรค์
ตัวห้องสมุดและ Co-working Space ด้านบนใช้ผังรูปตัว O มีที่ว่างตรงกลางทำหน้าที่เป็นทั้งช่องแสง ช่องลม และที่พักสายตา โดยมีต้นเสม็ดแดงเพียงต้นเดียวเป็นศูนย์กลาง ส่วนพื้นเอียงของห้องสมุดที่เปิดต้อนรับคนจากชั้นล่าง พอขึ้นมาถึงชั้นบนก็ทำหน้าที่เป็นเวทีเสวนาต่อ
ในทางเนื้อหา สิ่งที่อยู่ในห้องสมุดชั้นนี้มี 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือห้องสมุดเฉพาะด้านการออกแบบ (Resource Center) คลังหนังสือ วารสาร สิ่งพิมพ์ และสื่อมัลติมีเดียด้านความคิดสร้างสรรค์จากทั่วโลก ซึ่งเป็นหัวใจของ TCDC มาตั้งแต่สาขาแรก
ส่วนที่ 2 คือห้องสมุดวัสดุเพื่อการออกแบบ (Material library) ที่ไม่ได้มีไว้ให้ดูเท่านั้น แต่มีบริการให้คำปรึกษาเรื่องวัสดุ และเชื่อมโยงเครือข่ายให้ผู้ประกอบการนำไอเดียไปทำเป็นผลงานจริงได้
ห้องสมุดวัสดุอาจตอบโจทย์ของภาคใต้ที่สุด เพราะสิ่งที่ผู้ประกอบการรายเล็กในพื้นที่ขาดมักไม่ใช่ไอเดีย แต่คือความเข้าใจว่าวัสดุที่มีอยู่ในมือทำอะไรได้บ้าง และจะหาคนผลิตต่อได้ที่ไหน
และถ้าจะพูดให้ถึงที่สุด ตัวอาคารเองก็เป็นชิ้นตัวอย่างที่ใหญ่ที่สุดในห้องสมุดวัสดุแห่งนี้ อิฐดินเผาที่ออกแบบขึ้นใหม่เฉพาะโครงการ ไม้ตะเคียน กระเบื้องจีน และงานช่างท้องถิ่นที่ประกอบกันขึ้นเป็นตึกสามชั้นหลังนี้ คือหลักฐานว่าวัสดุพื้นถิ่นไปได้ไกลแค่ไหนถ้ามีคนออกแบบให้
(4)
กำแพงที่รากไม้กิน
ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนภาพตั้งต้นภาพเดียว เริ่มต้นระหว่างลงพื้นที่สำรวจ ปกรณ์ เนมิตรมานสุข จาก Pakorn Architect คนสงขลาโดยกำเนิด เจอซากกำแพงเมืองเก่าที่มีรากไม้แทรกอยู่บนผิวอิฐ ภาพของธรรมชาติที่ค่อยๆ กลืนสิ่งที่มนุษย์สร้าง กลายเป็นแกนของอาคารทั้งหลัง เพราะมันชี้ว่าคุณค่าของเมืองเก่าไม่ได้อยู่ที่ความสมบูรณ์ หากแต่อยู่ที่ร่องรอยของเวลา
สถาปนิกสรุปความคิดนี้ไว้สั้นๆ ว่า “เพราะร่องรอยของเวลา คือความงามที่มนุษย์ไม่อาจสร้างขึ้นใหม่ได้”
แนวคิด #SaveTheWall จึงไม่ได้หมายถึงการซ่อมกำแพงให้อยู่ในสภาพเดิม แต่หมายถึงการทำให้คนมองเห็นคุณค่าของร่องรอยที่เกิดขึ้นตามกาลเวลา ไม่เฉพาะบนกำแพงเมือง แต่รวมถึงผนังบ้านเรือนทั้งย่าน
วัสดุหลักมี 2 อย่างคือ อิฐกับไม้ ฐานอิฐหนักแน่นติดดิน ห้องสมุดไม้ด้านบนลอยเบา เหมือนต้นไม้ที่เกาะอยู่บนซากกำแพง และอีกด้านหนึ่งก็ชวนให้นึกถึงบ้านใต้ถุนไม้ อันเป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่มีอยู่ก่อนเมืองเก่าสงขลาจะก่อร่างเป็นตึกแถวอย่างทุกวันนี้
สถาปนิกออกแบบอิฐดินเผาขึ้นใหม่เฉพาะสำหรับโครงการนี้ และใช้อิฐขนาดเดียวกันทั้งพื้นและผนัง เพื่อให้พื้นผิวต่อเนื่องกันทุกระนาบ งานไม้ใช้ไม้ตะเคียนด้านนอก และเลือกฝ้าไม้อัดสักโทนอ่อนกว่าในห้องสมุด เพื่อไม่ให้เกิดเงาสะท้อนและทำให้พื้นที่ดูโปร่ง
วัสดุอื่นๆ ตั้งแต่กระเบื้องจีนไปจนถึงงานช่างท้องถิ่น ถูกเลือกด้วยแนวคิดเดียวกัน คือให้อาคารไม่ได้เชื่อมกับเมืองแค่ในเชิงภาพลักษณ์ แต่ฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ทักษะ และภูมิปัญญาของพื้นที่จริงๆ
ทีมที่ทำงานร่วมกันประกอบด้วย ควอเทร์ อาคิเทค (Quatre Architect) ผู้ชนะการประกวดแบบ โดยมีปกรณ์ เนมิตรมานสุข และแสงธรรม พรมเล็ก จาก Pakorn Architect ออกแบบสถาปัตยกรรม ฐะนียา ยุกตะทัต จาก FOS Lighting Design Studio ออกแบบแสงสว่าง และธิติ ทนตวิจิตร จากควอเทร์ อาคิเทค เป็นที่ปรึกษาโครงการ
(5)
หลังคาที่ขึ้นไปยืนดูเมืองได้
ข้อจำกัดเรื่องความสูงของชั้นสาม นำไปสู่สิ่งที่กลายเป็นของขวัญให้เมืองไปโดยไม่ตั้งใจ หลังคาปั้นหยาถูกนำมาซ้อนกันและเจาะช่องว่าง จนเกิดเป็นรูปทรงคล้ายงานประติมากรรมที่รับกับแนวหลังคาหลากหลายของเมืองเก่าและทิวเขาโดยรอบ ช่องว่างเหล่านั้นทำหน้าที่เป็นช่องแสง ดึงแสงธรรมชาติลงห้องสมุดในเวลากลางวัน
ที่สำคัญกว่านั้นคือ หลังคาไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่ปกคลุมอาคาร แต่เป็นพื้นที่ใช้งานที่ขึ้นไปยืนมองบริบทเมืองสงขลาโดยรอบได้ ซึ่งในเมืองที่มีจุดชมวิวสาธารณะเพียงไม่กี่แห่ง นี่คือของที่มีค่ายิ่ง
เมื่อตกกลางคืน แสงจากภายในจะย้อนขึ้นไปทำให้หลังคาเรืองแสง กลายเป็นหมุดหมายกลางคืนของย่านไปโดยปริยาย
อีกเรื่องที่ทำแล้วได้ผล คือการซ่อนพื้นที่ที่ไม่ต้องการแสงธรรมชาติ นั่นคือ ห้องนิทรรศการและห้องสัมมนาไว้ในฐานอิฐ เหลือแค่ห้องสมุดลอยอยู่ด้านบน ผลคือ เมื่อมองอาคารสามชั้นหลังนี้จากภายนอก จะแทบไม่รู้สึกว่าเป็นอาคารสามชั้น
ทั้งหมดอยู่ภายใต้แนวคิดที่ทีมออกแบบเรียกว่า Dynamic within Static โครงสร้างเสาและคานไม้เป็นกรอบที่นิ่งและมั่นคง แต่โปร่งพอจะเปิดรับสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ข้างนอก ทั้งแสง ลม อาคารรอบข้าง และผู้คน
ในฐานอิฐมีนิทรรศการ และในนิทรรศการมีคำว่า ‘สบายใจ’ สิ่งที่ซ่อนอยู่ในฐานอิฐคือห้องนิทรรศการ และนิทรรศการชุดแรกที่เปิดอาคารก็บอกทิศทางของที่นี่ได้ค่อนข้างชัด
ในงานเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19-21 มิถุนายน 2569 ภายใต้แนวคิด ‘Refining Southern Spectrum: ผนึกแสงสร้างสรรค์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใต้’ พื้นที่นิทรรศการจัดแสดงชุด ‘สัมผัสใต้ บายใจโลก | Southern Soul, Global Sanctuary’ ซึ่งนำเสนอศักยภาพของภาคใต้ผ่านแนวคิด De-Stress Economy หรือเศรษฐกิจแห่งความสบายใจ ควบคู่กับการจัดแสดง ‘South Dimension’ ที่รวมงานศิลปะและเฟอร์นิเจอร์ซึ่งต่อยอดจากภูมิปัญญาและวัสดุท้องถิ่น จากนักออกแบบภาคใต้อย่าง Mobella Studio, TIMA Craft, SarnSard, Benjametha Ceramic และ Kufan Gallery
รายละเอียดเล็กๆ ที่ชวนให้ยิ้มคือ SarnSard ในรายชื่อนี้ เป็นเจ้าของงานศิลปะบนผนังบริเวณเคาน์เตอร์ต้อนรับของอาคารด้วย
ขณะที่ De-Stress Economy ไม่ใช่ธีมนิทรรศการเฉยๆ แต่คือยุทธศาสตร์ของ CEA ภาคใต้ ที่ครอบคลุม 14 จังหวัด ตั้งอยู่บนตรรกะว่า ต้นทุนของภาคใต้ไม่ได้มีแค่ทะเลกับอาหาร แต่รวมถึงกิจกรรมช้าๆ อย่างการอาบป่าหรือนั่งดูพระอาทิตย์ตก ซึ่งมีจุดร่วมกันคือ การพาคนไปผ่อนคลาย แนวคิดนี้เปิดตัวมาก่อนแล้วในเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 ธีม ‘South Paradise: มาใต้ บายใจให้ถึงหวัน’
เมื่อเอามาวางทับกับตัวอาคารก็เข้ากันดีอย่างน่าประหลาด เพราะสิ่งที่สถาปนิกทำ ใต้ถุนรับลมทะเล Courtyard ที่มีต้นเสม็ดแดงต้นเดียว บันไดที่นั่งได้ หลังคาที่ขึ้นไปมองเมืองได้ ล้วนเป็นการออกแบบเพื่อให้คน ‘อยู่’ มากกว่าเพื่อให้คน ‘เข้ามาทำธุระ’
(6)
แล้วคนสงขลาจะได้ใช้จริงไหม?
คำถามที่เหลืออยู่ไม่ใช่คำถามเรื่องสถาปัตยกรรม พื้นที่แบบนี้จะมีชีวิตหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความงามของอาคาร แต่ขึ้นอยู่กับงบดำเนินการหลังเปิด ความต่อเนื่องของโปรแกรม เวลาทำการที่สอดคล้องกับชีวิตคนทำงาน และคำถามพื้นฐานที่สุดว่า มีเหตุผลอะไรให้คนสงขลาที่ไม่ได้ทำงานสายสร้างสรรค์เดินเข้ามา สถาปัตยกรรมที่ดีลดกำแพงทางกายภาพได้ แต่ลดกำแพงทางงบประมาณและนโยบายไม่ได้
เมืองเก่าสงขลาเองก็อยู่ในจังหวะที่ละเอียดอ่อน ด้านหนึ่งคือความพยายามผลักดันเข้าสู่บัญชีมรดกโลก อีกด้านคือแรงกดดันของ Gentrification ที่มาพร้อมคาเฟ่ โฮสเทล และราคาที่ดินที่ขยับขึ้นทุกปี
พื้นที่สาธารณะที่เปิดกว้างจริงจึงมีความหมายมากขึ้น ซึ่งที่นี่แบ่งไว้ 2 ระดับ ลานใต้ถุน Courtyard และบันไดที่นั่งได้ เป็นของเมืองโดยไม่มีเงื่อนไข ส่วนห้องสมุดชั้นบนต้องเป็นสมาชิกปีละ 1,200 บาท ส่วนราชการรัฐวิสาหกิจ นักเรียน นักศึกษา ปีละ 600 บาท ซึ่งไม่แพง แต่ก็ยังเป็นเส้นแบ่งอยู่ดี และเส้นแบ่งนั้นจะสำคัญแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าคนสงขลารู้สึกว่าชั้นล่างเป็นของเขาจริงหรือเปล่า
อาคารหลังนี้ทำการบ้านมาดีในเรื่องนั้น เปิดประตูไว้ให้เมืองนี้แล้ว ทั้งในความหมายตรงและความหมายเปรียบ
คำถามคือ หลังจากนี้จะมีใครปิดมันหรือเปล่า




