ดูเหมือนว่าจุดเด่นอย่างหนึ่งในหนังของ เดวิด โรเบิร์ต มิตเชลล์ (David Robert Mitchell) คือการเล่าเรื่องที่ดูเหมือนจะธรรมดา ผ่านเหลี่ยมมุมแปร่งแปลกหรือชวนเหวอเสมอ เช่น การเปลี่ยนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ให้กลายเป็นคำสาปชวนสยอง ความเฮี้ยนระเบิดของทฤษฎีสมคบคิดที่ระบาดในสหรัฐอเมริกาช่วงปลายทศวรรษ 2010 และล่าสุดกับครอบครัวชนชั้นกลางที่กำลังแตกหัก ถูกท้าทายด้วยภัยร้ายในรูปลักษณ์ของไดโนเสาร์!
อันที่จริง มิตเชลล์เป็นคนทำหนังอิสระชาวอเมริกันที่สร้างผลงานโดดเด่นไว้มากที่สุดคนหนึ่ง เขาเกิดและเติบโตที่รัฐมิชิแกน หลังเรียนจบด้านภาพยนตร์ที่รัฐฟลอริดา เขาก็ทำหนังสั้นเล็กๆ น้อยๆ สะสมเป็นผลงานก่อนจะโยกย้ายมาอยู่ในเมืองใหญ่อย่างลอสแอนเจลิส ด้วยความฝันใหญ่โตว่าจะทำหนังเรื่องแรกในเมืองนี้ เพื่อจะพบว่าชีวิตไม่อนุญาตให้เขาทำตามที่ปรารถนาอย่างง่ายดายนัก “ผมมีเงินน้อยมากและต้องพยายามหางานอะไรก็ได้มาทำเพื่อเลี้ยงชีพ” เขาเล่า “ตอนนั้นผมไปได้งานผู้ช่วยฝั่งโปรดักชันมา เป็นพวกงานที่ต้องจัดการหลังการถ่ายทำเสร็จสิ้นแล้ว ตอนนั้นก็คิดแหละนะว่า เดี๋ยวจะได้กำกับหนังตัวเองในเร็ววันแน่ๆ แต่ที่ไหนได้ งานที่ผมทำจริงๆ คืองานล้างรถชาวบ้าน ลอสแอนเจลิสสอนมวยผมชุดใหญ่เลยว่า อย่าเพิ่งทะนงตัวไปนัก
“แต่ผมก็หาที่ทางให้ตัวเองมาเรื่อยๆ อะนะ กลายมาเป็นผู้ช่วยมือตัดต่อ เป็นคนตัดต่อเสียเอง ตัดหนังโฆษณา ตัดตัวอย่างหนัง ใช้ชีวิตแบบนี้มาเรื่อยๆ ผู้คนรอบตัวก็น่ารักทั้งนั้น แต่ก็นั่นแหละ ผมเก็บเงินเรื่อยๆ จากงานเหล่านี้เพื่อมาทำหนังยาวของตัวเองน่ะ”
หนังยาวเรื่องแรกของมิตเชลล์คือ The Myth of the American Sleepover (2010) หนัง Coming of Age ทุนสร้าง 5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.65 ล้านบาท) เล่าเรื่องวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งในเมืองดีทรอยต์ที่มานอนค้างคืนด้วยกันก่อนวันเปิดเทอม โดยแต่ละคนโอบกอดความหวังบางประการมาด้วย ทั้งการมองหารักแรกสมัยเด็ก คนที่เคยสบตากันในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือแม้แต่การควานหาความทรงจำเก่าเก็บ
สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่าหนังเรื่องนี้นำเสนอตัวตนของมิตเชลล์ คือการที่เขาปักหลักเล่าเรื่องราวผ่านดีทรอยต์ ตามประสาคนที่โตมาในมิชิแกน โดยมิตเชลล์ได้ไอเดียทำหนังเรื่องนี้ และร่างบทไว้คร่าวๆ ก่อนจะโยนใส่ลิ้นชักจนเวลาล่วงผ่านไปหลายปี ความยุ่งเหยิงของชีวิตช่วงที่เขาทำงานอยู่ในลอสแอนเจลิส ทำให้มิตเชลล์ลืมบทหนังเรื่องนี้ไปจนสิ้น กระทั่งเมื่อคว้ามันกลับมาอ่านอีกหน เขาก็พบว่าตัวเองสมควรจะต้องหยิบไอ้เรื่องแห่งความทรงจำเรื่องนี้มาทำเป็นหนังจริงจังได้แล้ว!
แต่ก็อย่างที่มิตเชลล์เล่าว่าเส้นทางการทำหนังเรื่องแรกของเขานั้นไม่ง่าย นอกจากจะจนกรอบแล้ว เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรเริ่มจากอะไรก่อน คนที่ยื่นมือเข้ามาให้คำแนะนำเขาคือ อเดล โรมันสกี (Adele Romanski) โปรดิวเซอร์หนังซึ่งมิตเชลล์รู้จักตั้งแต่สมัยเรียนภาพยนตร์ด้วยกัน เสนอตัวมาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ แม้ตัวเธอเองจะยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำหน้าที่นี้มาก่อนก็ตามที “คือเธอก็ไม่เคยเป็นโปรดิวเซอร์หรอกนะ แต่เธอดูมั่นใจเป็นบ้าเลย ถ้าคุณรู้จักเธอ คงรู้ว่าเธอเป็นคนประเภทที่จะหาทางทำอะไรสักอย่างที่อยากทำจนออกมาเป็นรูปเป็นร่างจนได้ ซึ่งนับเป็นคุณสมบัติของการเป็นโปรดิวเซอร์ที่ดีแท้ๆ” เขาบอก “เราสร้างแผนงานขึ้นมา ระดมทุนทำหนัง แต่ทำไปสักพักก็เจอทางตันอีกเพราะหาทุนแทบไม่ได้เลย แบบว่าน้อยมากจริงๆ”
หนึ่งในอุปสรรคที่มิตเชลล์และโรมันสกีเจอ เช่นเดียวกับคนทำหนังมือใหม่อีกหลายล้านราย คือพวกเขาไม่ได้รู้จักหรือมีเส้นสายในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ การเรี่ยไรเงินทุนหรือหาเงินมาทำหนังจึงกลายเป็นเรื่องยากจนแทบชวนถอดใจ “จนสุดท้ายเราก็ทำหนังด้วยทุนเท่าที่เรามีน่ะ” มิตเชลล์บอก “เรากำหนดวันเริ่มงาน เริ่มเก็บเงิน ตอนนั้นผมยังทำงานเป็นคนตัดต่ออยู่ เลยพยายามใช้เงินให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เอาเงินที่ได้จากการทำงานยัดใส่ธนาคารเอาไว้ไปทำหนังให้มากที่สุด”
ตัวหนังที่ถ่ายทำในบ้านหนึ่งหลัง คืนหนึ่งคืน และตัวละครไม่กี่คน อาจดูเหมือนไม่ต้องใช้เงินเยอะนัก แต่หากมองภาพใหญ่ถึงกระบวนการถ่ายทำทั้งก้อนในสมัยนั้น ไม่ว่าจะการเช่าสถานที่ เช่ากล้อง ค่าทีมงานต่างๆ มิตเชลล์ก็พบว่าเขาหืดจับอยู่ไม่น้อย “คือผมก็ไม่ได้แก้ไขบทอะไรให้งบมันน้อยลงอะนะ” เขายอมรับ
“เอาแค่งานโปรดักชันอย่างเดียว งบก็กระฉูดไปที่ 3 หมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 9.87 แสนบาท) แล้ว มองอย่างนี้ ผมก็ควรจะแก้ไขบทให้สอดคล้องกับงบใช่ไหมล่ะ แต่ผมไม่ได้แก้อะไรเท่าไรนี่สิ มองย้อนกลับไปอีกที มันก็เป็นโปรเจกต์ที่โคตรจะทะเยอทะยานเลยนะ เมื่อเทียบกับเงินที่เรามีในมือน่ะ เราทำงานกันเลือดตาแทบกระเด็น วิงวอนชาวบ้านไปทั่ว และรีดเลือดเนื้อของตัวเองเพื่อมาปั้นหนังเรื่องนี้แท้ๆ”
พวกเขาจนกรอบขนาดว่าไม่มีเงินไปจ้างทีมแคสติง มิตแชลล์กับโรมันสกีจึงรับทำหน้าที่นี้กันเอง ด้วยการประกาศหานักแสดงท้องถิ่น และอาศัยการบอกกันปากต่อปากของคนในพื้นที่ จนมีคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งมาออดิชันตามที่พวกเขาเปิดรับ “ตอนนั้นผมอยู่ที่ลอสแอนเจลิส เลยบินกลับไปมิชิแกนแล้วนอนบ้านพ่อแม่เอา” มิตเชลล์บอก “เราออดิชันกันที่ศูนย์ชุมชนกับห้องใต้ดินของโบสถ์ละแวกนั้น
“ส่วนใหญ่แล้ว คนที่มาสมัครก็เป็นนักเรียนมัธยมปลายหรือนักศึกษา ที่คิดว่าการถ่ายหนังมันน่าจะสนุกดี อะไรแบบนั้น นี่แหละ งานออดิชันของหนังมันแค่นี้เลย”
หนังไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้นัก หากแต่ก็ได้รับคำวิจารณ์แง่บวก โดยเฉพาะประเด็นที่หนังสำรวจการเติบโตของวัยรุ่นอย่างมีหัวจิตหัวใจ รวมทั้งน้ำเสียงที่พูดถึงความโดดเดี่ยวของคนหนุ่มสาวในทศวรรษที่ 2010 และความเคว้งคว้างไม่แน่ใจในอนาคตของตัวเอง ทั้งหนังยังทำให้มิตเชลล์กลายเป็นคนทำหนังที่น่าจับตามอง และเป็นที่รู้จักในแวดวงคนทำหนังอิสระ ขณะที่โรมันสกีก็แจ้งเกิดในฐานะโปรดิวเซอร์หนัง โดยอีกหลายปีให้หลัง เธอเป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์ที่สร้างหนังอันเป็นที่รักหลายเรื่อง รวมทั้ง Moonlight (2016), If Beale Street Could Talk (2018) และ Aftersun (2022)
และการทำหนังด้วยทุนสร้างต่ำจนเข้าเนื้อตัวเองจาก The Myth of the American Sleepover ก็ทำให้มิตเชลล์เข้าใจโดยถ่องแท้ว่า การจะทำหนังนั้นมีปัจจัยนอกเหนือจากแค่งานกำกับ แต่ยังมีเรื่องการหาทุนด้วย “ตอนนั้นแค่มีรางดอลลี่มาใช้ในกองถ่ายก็โชคดีเป็นบ้าแล้ว” เขาเล่า “เวลาถ่ายก็ปั้นทุกมุมเท่าที่จะทำได้ ทั้งภาพมุมกว้าง มุมเดี่ยวๆ โคลสอัป บางทีก็มีภาพจากมุมสูงนิดหน่อย แล้วเราก็ทำเหมือนเดิมกับ It Follows (2014) แค่ว่าพองบมากขึ้น เราก็คุมอะไรได้มากขึ้น”
It Follows (2014) หนังเฮอร์เรอร์ทุนสร้างเพียง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 32.9 ล้านบาท) แต่ทำรายได้ไปถึง 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 757.65 ล้านบาท) และส่งเขาเข้าชิงในสายประกวด Critics’ Week Grand Prize จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ หนังมากับธีมชวนสยองว่าด้วยการที่เมื่อใดก็ตามที่เรามีเพศสัมพันธ์กับผู้ต้องสาป เราจะเป็นฝ่ายได้รับคำสาปนั้นมาด้วย และคำสาปที่ว่านั้น คือการถูกสิ่งมีชีวิตลึกลับไล่ตามอย่างไม่ลดละ ไม่ว่าจะพยายามหนีสักเท่าไร
เจย์ (ไมกา มอนโร) มีเซ็กซ์กับแฟนหนุ่มของเธอเป็นครั้งแรก โดยก่อนหน้านั้นเขามีพฤติกรรมแปลกๆ อย่างการเห็นคนซึ่งเธอไม่เห็น และหลังจากร่วมรักกัน เขาสารภาพว่าเขาเพิ่ง ‘ส่งต่อ’ คำสาปให้เธอ กล่าวคือนับจากนี้ เธอจะถูกใครบางคนซึ่งปะปนมาในฝูงชนออกตามล่า ‘มัน’ มาในรูปลักษณ์ของใครก็ได้ เมื่อไรก็ได้ โดยที่คนอื่นมองไม่เห็น เงื่อนไขเดียวคือเธอต้องอย่าให้ ‘มัน’ จับตัวเธอได้ ทางเดียวที่จะรอดจากคำสาปนี้คือ เธอต้องมีเซ็กซ์กับใครคนอื่นเพื่อส่งต่อคำสาป แต่หากเธอถูกจับได้ เธอจะถูกสังหาร และ ‘มัน’ จะย้อนกลับไปหาคนที่ส่งต่อคำสาปก่อนหน้าเธอแทน
มิตเชลล์เล่าว่า เขาได้ไอเดียสุดแปลกนี้มาจากความฝันสมัยเด็ก “ที่ผมเอามาใช้ในหนัง ไม่ได้เป็นภาพที่เห็นในฝันหรืออะไรเลย แต่เป็นความรู้สึกต่างหาก” เขาเล่า “เท่าที่เข้าใจนะ มันเป็นฝันที่โคตรเครียดเลย อาจเพราะมันเกิดขึ้นตอนที่อะไรต่อมิอะไรถาโถมเข้ามาในชีวิตมั้ง อย่างพ่อแม่กำลังหย่ากัน ผมเลยเก็บความเครียดนี้ไปฝันน่ะ”
มิตเชลล์หยิบเอาความเครียดนั้นมาผสมกับไอเดียสนุกๆ ที่ว่า จะเป็นอย่างไรหากเราถูกไล่ตามโดยสิ่งที่เคลื่อนไหวได้ช้ามากๆ แต่ไล่ตามเราอย่างไม่ลดละ
“ผมนึกถึงหนังเฮอร์เรอร์ที่เรากลัวอะไรสักอย่างที่เคลื่อนที่ได้ช้ามาก ช้าจนเปิดโอกาสให้เราหนีได้ แต่มันก็จะไล่ตามแบบกัดไม่ปล่อย ไม่หยุดไม่หย่อนไปทั้งชีวิต และผมว่าความกลัวมันมาจากตรงนี้แหละ” มิตเชลล์บอก และยกตัวอย่างหนังซอมบี้ในตำนาน Night of the Living Dead (1968) ของ จอร์จ เอ. โรเมโร ที่แม้เหล่าฝูงซอมบี้จะเคลื่อนไหวช้าเชือนขนาดไหน แต่มันก็ยังสร้างความสยองพองขนให้มิตเชลล์ แบบที่เขาเชื่อว่า จะทำให้คนดูส่วนมากขนหัวลุกด้วย
ความสำเร็จของ It Follows ทำให้มิตเชลล์กลายเป็นคนทำหนังที่น่าจับตาทันที มันทำให้เขากระโจนขึ้นจากการเป็นคนทำหนังอิสระฟอร์มเล็ก ที่ทำหนังเรื่องแรกขาดทุน (แม้จะได้คำวิจารณ์ดี) สู่คนทำหนังที่มีลูกล่อลูกชนในการเล่าเรื่อง เป็นหนังเฮอร์เรอร์ที่ถูกตีความเป็นภาพแทนของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของคนหนุ่มสาวในยุคหนึ่ง (มิตเชลล์จงใจไม่ระบุแน่ชัดว่าเรื่องราวเกิดขึ้นในยุคสมัยใด)
ทั้งยังหยิบสิ่งที่ดูเหมือนจะเชยระเบิดอย่างการส่งต่อคำสาปมาใช้ในหนังอย่างสยดสยอง และน่าสนใจว่า หลังผ่านมากว่า 10 ปี ในที่สุดมิตเชลล์ก็ตัดสินใจทำภาคต่อของหนังคือ They Follow แม้จะยังไม่มีเส้นเรื่องหรือกำหนดฉายแน่ชัด แต่ก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่า มอนโรจะยังกลับมารับบทเป็นตัวละครเดิมจากภาคก่อน
และแม้หนังเฮอร์เรอร์จะส่งให้มิตเชลล์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง หากแต่หนังลำดับถัดมาของเขา ซึ่งเว้นว่างไปร่วม 4 ปี กลับเป็นหนังคอเมดี้สุดเหวอคือ Under the Silver Lake (2018) ที่ส่งมิตเชลล์เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์เป็นครั้งแรก หนังว่าด้วยฤดูร้อนอันแสนคลั่งของ แซม (แอนดรูว์ การ์ฟิลด์) หนุ่มวัย 30 ปีต้นๆ ที่ใช้ชีวิตเอื่อยเฉื่อยไปวันๆ และผลาญเวลาไปกับการสำรวจทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ เขาดันไปตกหลุมรัก ซาราห์ (ไรลีย์ คีโอ) สาวข้างบ้านคนสวยที่ดันหายตัวไปอย่างลึกลับ ทิ้งไว้เพียงสัญลักษณ์ประหลาดที่ใครบางคนวาดไว้ในอพาร์ตเมนต์ร้างๆ ของเธอ
และแซมก็ปักหลักเชื่อว่า การหายตัวของเธอนั้นต้องเกี่ยวข้องกับแผนการชั่วร้ายอะไรสักอย่างของใครสักคนที่เขาก็ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร และทางเดียวที่จะไขคำตอบได้คือ เขาต้องสืบหาความจริงจากร่องรอยต่างๆ ที่หลงเหลือไว้ ไม่ว่าจะเป็นแผนที่บนกล่องซีเรียล (!) เนื้อเพลงที่ต้องอ่านจากหลังมาหน้า (!!) และเกมนินเทนโด (!!!)
อันที่จริง หนังชวนสำรวจวัฒนธรรมกระแสหลักในสหรัฐฯ และความหมกมุ่นของชาวอเมริกันต่อทฤษฎีสมคบคิด พร้อมกับการเป็นประจักษ์พยานการเรืองอำนาจของทุนนิยม ผ่านภาพโปสเตอร์ของหญิงสาวที่เชื่อว่าเธอกำลังจะแจ้งเกิดในฮอลลีวูด หากแต่มันก็ถูกทาทับและแทนที่อย่างน่าเศร้าด้วยภาพใบหน้าของคนอื่นด้วยเวลาอันรวดเร็ว และอีกด้าน มันก็อาจเป็นจดหมายของมิตเชลล์ ในฐานะชาวมิชิแกนที่ย้ายเข้ามาอยู่ลอสแองเจลิสด้วย
“แต่ไอ้ที่เห็นในหนังนี่เป็นเหมือนเวอร์ชันฝันร้ายน่ะ” เขาบอก “คิดว่าคนที่อยู่ในเมืองนี้มาดูหนังแล้วน่าจะนึกถึงย่านที่เราไปถ่ายทำออกนะ แต่หนังมันพูดถึงความลึกลับหลายระดับอยู่ ทั้งความลึกลับที่ตัวละครต้องเจอ รวมถึงความลึกลับของตัวละครเอง”
สารตั้งต้นของหนังที่ว่าด้วยสิ่งละอันพันละน้อยของชายเมากัญชา มาจากการที่มิตเชลล์ตระหนักว่า เขาปั่นงานสายตัวแทบขาดและหมดพลังงานไปกับการเค้นไอเดียมหาศาล หากแต่ก็ยังไม่มีอะไรที่ทำให้เขาพอใจสักอย่าง
“จนช่วงที่เขียนบทหนังเกือบจะเสร็จนี่แหละ ผมกับเมียก็มานั่งคุยกัน คุยไปถึงเรื่องบ้านหลังโตในฮอลลีวูดว่ามันเป็นยังไงบ้าง มีอะไรเพี้ยนๆ เกิดขึ้นตรงนั้นบ้างไหม หรือถ้ามี มันจะเป็นอะไรได้บ้าง และตอนนั้นแหละ ที่ไอเดียเรื่องความลึกลับต่างๆ พรั่งพรูเข้ามาในหัวเลย ผมเห็นภาพบางอย่าง และรู้สึกต่อบทหนังอย่างมาก จนผ่านมาวันเดียวเองมั้ง ผมที่พยายามกลับไปเขียนบทหนังเรื่องอื่นก็เอาแต่เขียนๆ หยุดๆ ซึ่งปกติผมไม่เป็นแบบนี้เลยนะ แต่เพราะผมมัวแต่นึกถึงคนเขียนบท นึกถึงกุญแจสำคัญต่างๆ ที่จะเอามาใช้ในหนังเรื่องนี้ เหมือนมันเกิดขึ้นในหัวเองโดยธรรมชาติ สุดท้ายผมเลยนั่งลงและเขียนบทหนังเรื่องนี้ขึ้นมาดื้อๆ แบบนั้นเลย
“จะบอกให้ว่ามันคลั่งมากๆ ปกติผมไม่ค่อยหลุดแบบนี้นักเวลาเขียนบทหนัง แต่พอมาเขียนเรื่องนี้แล้วมันไหลไปได้เรื่อยๆ เลย เหมือนเวลาคุณดื่มกาแฟเยอะเกินไปน่ะ ขนาดที่เมียบอกว่า คุณนี่หนักเอาเรื่องเลยนะ คือมันไม่บ้าบออะไรนะ แค่เหมือนผมหมกมุ่นกับมันสุดๆ น่ะ”
สิ่งที่น่าสนใจคือ หนังของมิตเชลล์แต่ละเรื่องนั้นไม่ซ้ำแนวกันเลย ซึ่งนี่ย่อมไม่ใช่อะไรอื่น นอกเสียจากความหลากหลายของมิตเชลล์ในฐานะคนทำหนัง และการอยากทดลองอะไรใหม่ๆ ในหนังที่ตัวเองกำกับ “ผมว่าหนังที่ผ่านๆ มา มันก็มีบางอย่างเชื่อมร้อยกันอยู่นะ อย่างน้อยที่สุด มันก็มาจากตัวผม และผมว่าใครก็ตามที่ได้ดูหนังทั้ง 3 เรื่อง ก็น่าจะเห็นส่วนที่เชื่อมร้อยมันได้อยู่”
และในหนังลำดับล่าสุดของเขาอย่าง The End of Oak Street (2026) มิตเชลล์ก็ขยับมาทำหนังไซไฟเป็นครั้งแรก กับพล็อตหนังสุดเฮี้ยนว่าด้วยครอบครัวชนชั้นกลางในสหรัฐฯ ยุค 80s ที่บ้านใกล้แตกเต็มทน วันดีคืนดีตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองย้อนไปอยู่ในโลกยุคดึกดำบรรพ์ ไดโนเสาร์วิ่งเพ่นพ่านไล่จับคนกินต่อหน้าต่อตา!
เดนิส (แอนน์ แฮทธาเวย์) แม่บ้านที่ฝันอยากเป็นนักเขียน และเริ่มเหลืออดเหลือทนกับ เกร็ก (ยวน แม็กเกรเกอร์) สามีที่แม้จะอ่อนโยนใจดี แต่ก็ชอบหนีปัญหา ขนาดที่ว่าตกงานก็ยังไม่กล้าบอกเธอตรงๆ และหันไปรับงานเสริมด้วยการขับรถส่งพิซซ่าแทน และแม้เธออยากจะไปให้พ้นจากชีวิตนี้มากแค่ไหน แต่เธอก็ยังเป็นห่วง ออเดรย์ (ไมซี สเตลลา) ลูกสาวคนโตที่ฝันอยากเข้าเรียนคณะวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัย แต่ไม่มีเงิน และไบรอัน (คริสเตียน คอนเวอรี) ลูกชายคนเล็กวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่ดูเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้
จังหวะที่ชีวิตคู่ดูเหมือนจะกำลังอับปางลง พวกเขาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าไฟดับ น้ำประปาไม่ไหล และไม่ว่าจะรอนานเท่าไร ทุกอย่างก็ดูไม่กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว หากแต่สิ่งที่ชวนเหวอกว่านั้นคือ พวกเขาพบว่าในละแวกบ้านเต็มไปด้วยไดโนเสาร์ร่างยักษ์ออกเดินเพ่นพ่าน และในจำนวนนี้ก็มีไม่น้อยที่กินเพื่อนบ้านพวกเขาเป็นอาหารมื้อโต
มิตเชลล์บอกว่า เขาได้ไอเดียของหนังมาจากภาพในหัวที่มีไดโนเสาร์คุ้ยถังขยะตามเขตชานเมือง “มันไม่ใช่แค่ภาพในหัวหรอก แต่เป็นอะไรที่เฝ้ารออยากทำมาตลอดต่างหากล่ะ” เขาว่า “ผมจดบันทึกหนังที่อยากกำกับแบบนี้อยู่แล้ว และคิดว่ามันคงเจ๋งดีถ้าจะลองทำหนังไดโนเสาร์ แต่ไม่แน่ใจว่าจะออกมาหน้าตาแบบไหน แต่พอเห็นภาพแบบนั้นในหัวแล้ว ก็เข้าใจว่ามันควรเป็นหนังที่เล่าเรื่องชีวิตทั่วไปของผู้คนแถบชานเมือง และการมองหาความปลอดภัยในช่วงเวลาที่บ้านเราถูกคุกคามด้วยสัตว์ยักษ์แบบนี้”
และความที่มิตเชลล์เติบโตในยุค 80s เขาจึงตัดสินใจสร้างเส้นเรื่องที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลานั้นของสหรัฐฯ “มันเหมือนสะท้อนความทรงจำบางอย่างของผมมากกว่า มองดูว่าจริงๆ ยุคนั้นหน้าตาเป็นยังไง ตอนยังเด็กผมรู้สึกยังไง รวมทั้งความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย” เขาว่า เหนืออื่นใด ยุคนั้นก็เป็นยุคที่หนังไซไฟเริ่มโตในฮอลลีวูด และเป็นอิทธิพลที่มิตเชลล์วัยเยาว์ได้รับมาเต็มๆ
หนังได้รับคำวิจารณ์ในแง่บวก แต่รายได้ก็ถือว่าเฉียดฉิวทุนสร้างซึ่งอยู่ที่ราวๆ 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2.63 พันล้านบาท) และนับเป็นหนังของมิตเชลล์ที่ทุนสร้างสูงที่สุด อย่างไรก็ดี กระแสเช่นนี้ก็ยังนับว่าน่าชื่นใจ ขณะที่มิตเชลล์เองก็หันกลับไปง่วนอยู่กับโปรเจกต์หนังลำดับถัดไปของเขาอย่าง They Follow และ Evergreen Pines and the Fading Summer ซึ่งแม้ยังไม่มีกำหนดออกฉาย แต่หลายคนก็อุ่นใจว่า คงไม่เนิ่นนานเท่ากับที่เคยรอคอยเขาหลังจาก Under the Silver Lake จนถึง The End of Oak Street แน่นอน
Tags: People Also Watch, เดวิด โรเบิร์ต มิตเชลล์, David Robert Mitchell, The Myth of the American Sleepover, It Follows, Under the Silver Lake, The End of Oak Street, ภาพยนตร์




