การประชุมบอร์ด กสทช.ยังเดินหน้าต่อไม่ได้ หลังองค์ประชุมไม่ครบ ส่งผลให้การประชุมครั้งที่ 25/ 2569 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ต้องยุติลงหลังเปิดประชุมเพียง 30 นาที นับเป็นครั้งที่ 6 ติดต่อกันที่การประชุมไม่สามารถดำเนินการได้ ขณะที่มีวาระรอการพิจารณาถึง 136 เรื่อง ในจำนวนนี้ 52 เรื่องเป็นวาระเร่งด่วน หรือมีกรอบระยะเวลาที่ต้องดำเนินการ

ปัญหาองค์ประชุมเกิดขึ้นท่ามกลางข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะของ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย โดยเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำความกราบบังคมทูลฯ ขอให้ นายแพทย์สรณพ้นจากตำแหน่ง ขณะที่ในวันเดียวกัน นายแพทย์สรณยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อคัดค้านคำสั่งศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำฟ้อง กรณีขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช.

เมื่อองค์ประชุมไม่ครบ กสทช.จึงไม่สามารถพิจารณาวาระสำคัญที่ค้างอยู่ได้ และยังไม่มีความชัดเจนว่าปัญหาจะคลี่คลายเมื่อใด ขณะที่เดือนกันยายนมีการกำหนดวันประชุมไว้อีก 7 ครั้ง ทำให้ต้องจับตาว่าการประชุมจะกลับมาเดินหน้าได้หรือไม่

หนึ่งในวาระที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ ร่างแผนที่นำทาง (Roadmap) ภารกิจโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเตรียมรับมือการหมดอายุใบอนุญาตโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัลในปี 2572 และจะเป็นกรอบสำคัญในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยในระยะต่อไป

แล้วการประชุม กสทช.จะกลับมาเดินหน้าได้เมื่อใด และในระหว่างที่กระบวนการทางกฎหมายยังไม่สิ้นสุด องค์กรควรมีทางออกอย่างไรเพื่อไม่ให้วาระสำคัญของประเทศต้องชะงักต่อไป

ประชุม กสทช.ล่มต่อครั้งที่ 6

การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของเดือนต้องยุติลงอีกครั้ง หลังมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม นับเป็นครั้งที่ 6 ติดต่อกันที่การประชุมบอร์ด กสทช.ไม่สามารถเดินหน้าพิจารณาวาระได้

โดยศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เดินทางเข้าร่วมประชุมเป็นคนแรกในเวลา 09.38 น. โดย ต่อพงศ์ เสลานนท์ และ พลตำรวจเอก ณัฐธร เพราะสุนทร เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ ส่วน สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ลาประชุม โดยถือเป็นการลาประชุมครั้งที่ 5 จากการประชุมทั้งหมด 6 ครั้ง

ขณะที่กรรมการ กสทช.อีก 3 คน ได้แก่ พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศุภัช ศุภชลาศัย และศาสตราจารย์กิตติคุณ พิรงรอง รามสูต ไม่ได้เข้าร่วมประชุมในห้องประชุม

ต่อมาเวลาล่วงเลยเกิน 30 นาที จึงมีคำสั่ง ‘งดการประชุม’ ในวันดังกล่าวทันที และเสนอให้จัดประชุมบอร์ดอีกครั้งในเดือนกันยายน โดยกำหนดวันประชุมไว้ 6 วัน ได้แก่ วันที่ 2, 3, 9, 10, 16 และ 27 กันยายน 

ทั้งนี้ หากปัญหาเรื่ององค์ประชุมและข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสถานะประธานยังไม่ยุติ การประชุมในครั้งต่อๆ ไปก็ยังเสี่ยงที่จะไม่สามารถพิจารณาวาระสำคัญได้เช่นเดิม


 มองย้อนกลับ ปัญหานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

นายแพทย์ ประวิทย์ ลี่สถาพรวงษา อดีตกรรมการ กสทช. กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาที่ทำให้การประชุม กสทช.ล่มต่อเนื่องหลายครั้ง ต้องย้อนกลับไปดูที่ปัญหาทางกฎหมาย ซึ่งเกิดจากกรณีที่คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่า ประธาน กสทช.ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และด้วยเหตุนี้จึงถือเป็นการ ‘สละสิทธิ’ ตามที่กฎหมายกำหนด

ปัญหาคือ เมื่อเกิดคำว่าสละสิทธิขึ้นมาแล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายกลับตีความกฎหมายไม่เหมือนกัน โดยฝ่ายประธาน กสทช.มองว่า ตัวเองได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแล้ว ดังนั้นจะพ้นหรือหยุดปฏิบัติหน้าที่ก็ต่อเมื่อมีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า คำว่าสละสิทธิตามความเข้าใจของวิญญูชนทั่วไปหมายถึง เมื่อสละสิทธิในสิ่งใดแล้ว เท่ากับสิ้นสิทธิในสิ่งนั้นทันที

ตามกฎหมาย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาถือเป็นที่สุด จึงเกิดความเห็นทางกฎหมายขึ้นอีกว่า หากคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นที่สุด ก็หมายความว่าสิทธิในตำแหน่งได้สิ้นสุดลงแล้ว ส่วนกระบวนการที่จะต้องมีพระบรมราชโองการหรือคำสั่งเพื่อให้พ้นจากตำแหน่งนั้น เป็นเพียงขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดขึ้นมาเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ดังนั้นเมื่อมองกฎหมายต่างกัน จึงเกิดปัญหาว่า ประธาน กสทช.ยังเข้าร่วมประชุมและทำหน้าที่ประธานที่ประชุมได้หรือไม่

ฝ่ายหนึ่งมองว่า เมื่อประธานสิ้นสิทธิในตำแหน่งแล้ว การเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธาน หรือเข้ามานั่งเป็นประธานการประชุมย่อมทำไม่ได้ เพราะถือว่าไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอีกต่อไปแล้ว หากมีวาระที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลลับ ไม่ว่าจะเป็นความลับทางการค้า ความมั่นคง หรือข้อมูลประเภทอื่น การที่บุคคลซึ่งถูกมองว่าไม่ได้มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วเข้ามารับรู้ข้อมูลดังกล่าว ก็อาจเกิดปัญหาตามมาได้

หรือหากมีการลงมติ แล้วประธานใช้อำนาจลงคะแนนชี้ขาด ก็อาจเกิดข้อโต้แย้งทางกฎหมายได้ว่า ประธานมีสิทธิใช้อำนาจชี้ขาดหรือไม่ เพราะในขณะนั้น มีข้อโต้แย้งอยู่แล้วว่าประธานยังมีสถานะเป็นกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจทำหน้าที่ดังกล่าวหรือไม่

ในทางกลับกัน ฝ่ายประธานก็มองว่า ตนเองยังมีคำสั่งแต่งตั้งอยู่ และตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง ก็ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ปัญหาวาระค้างท่อ

นายแพทย์ประวิทย์กล่าวว่า วาระที่สำนักงานระบุว่าค้างอยู่จำนวนมากนั้น ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดค้างเพราะปัญหาเรื่องสถานะของประธาน กสทช. เนื่องจากบางวาระค้างมานาน และเป็นวาระที่สะสมมาก่อนเกิดปัญหาเรื่องประธานเสียอีก เช่น เรื่องโครงสร้างสำนักงาน ซึ่งมีมติตั้งแต่ปี 2565 แต่จนถึงปัจจุบันปี 2569 ก็ยังไม่แล้วเสร็จ หรือมติเรื่องกรรมการ กสทช.ที่ให้แก้ไขข้อบังคับการประชุม ซึ่งถูกเสนอเข้ามาแล้ว 3-4 ปี แต่ก็ยังค้างอยู่

“การบอกว่ามีวาระค้างประมาณ 100 วาระ และในจำนวนนี้เป็นวาระที่มีกำหนดระยะเวลาประมาณ 50 กว่าวาระ อาจเป็นการตีขลุมมากเกินไป ต้องแยกให้ชัดก่อนว่า วาระเหล่านี้ค้างเพราะอะไร ส่วนหนึ่งค้างเพราะยังไม่ได้รับการพิจารณาตั้งแต่ต้นและสะสมมาเรื่อยๆ หรือค้างเพราะปัญหาเรื่องประธาน กสทช.ที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง 

“ส่วนกรณีวาระที่มีกำหนดระยะเวลา ก็ต้องย้อนกลับไปดูด้วยว่า ก่อนที่จะเกิดปัญหาเรื่องคุณสมบัติของประธาน กสทช. วาระที่มีกำหนดระยะเวลาเคยค้างหรือเคยพ้นกำหนดอยู่แล้วหรือไม่ หากในอดีตมีวาระที่มีกำหนดเวลาแล้วไม่สามารถพิจารณาได้ทันกำหนด ทั้งที่ขณะนั้นไม่ได้มีปัญหาเรื่องสถานะของประธาน กสทช. ก็ต้องยอมรับว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากเรื่องคุณสมบัติของประธานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการบริหารจัดการวาระของ กสทช.เองด้วย

“ข้อเสนอเรื่องการแก้ไขข้อบังคับการประชุมจึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่จะช่วยแก้ปัญหาการประชุมได้ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า ปัญหาวาระที่ค้างเกินเหตุไม่ได้เกิดจากการประชุมล่มเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจุบันตามข้อบังคับการประชุม ประธานมีอำนาจในการเลื่อนวาระ และโดยหลักแล้ว ประธานเป็นผู้ที่เลื่อนวาระการประชุมได้ หากถึงวาระหนึ่งแล้วมีการนำวาระอื่นขึ้นมาพิจารณาแทน วาระเดิมก็อาจถูกเลื่อนไปและไม่ได้รับการพิจารณาเสียที

“ในอีกแง่หนึ่ง วาระบางเรื่องที่ค้างมานาน 3 ปีโดยไม่ได้รับการพิจารณา เป็นเพราะไม่มีความจำเป็นต้องพิจารณาในขณะนั้นจริงๆ หรือเป็นเพราะไม่ต้องการนำวาระนั้นมาพิจารณา จึงนำวาระอื่นเข้ามาก่อน ในขณะเดียวกัน หากเป็นวาระที่ต้องการพิจารณา ก็สามารถนำวาระนั้นขึ้นมาก่อน และข้ามวาระอื่นไปได้เช่นเดียวกัน”

สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการ กสทช.อีกคนหนึ่ง มองว่า สิ่งสำคัญคือควรเร่งระบายวาระค้าง โดยเฉพาะวาระที่ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องที่ต้องใช้ดุลยพินิจเชิงนโยบายสูงสามารถนำมาพิจารณาก่อนได้ เพื่อไม่ให้เรื่องเล็กกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลัง เช่น เรื่องร้องเรียนที่ต้องมีมติให้ชดเชยผู้บริโภคจากกรณีค่าบริการโทรศัพท์ เรื่องต่อใบอนุญาตหรือการอนุมัติใบอนุญาตบางประเภท รวมถึงการอนุมัติงบประมาณหรือเรื่องที่มีลักษณะกึ่งรูทีน แม้จะไม่ใช่วาระใหญ่ แต่จำเป็นต้องมีมติจากบอร์ด

“อย่างน้อยปล่อยให้วาระอื่นๆ ให้กรรมการ 6 คนได้รีลีสไว้ก่อน วาระสำคัญจริงๆ ก็อาจเหลือไว้”

โรดแม็ปทีวีดิจิทัลวาระที่สำคัญที่สุด

สำหรับประเด็นโรดแม็ปทีวีดิจิทัล หรือแผนแม่บทที่เกี่ยวข้องกับการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ถูกเสนอเข้ามาเป็นเวลานานแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่แล้วเสร็จ ถึงขั้นที่สมาคมทีวีดิจิทัลต้องออกมาทวงถามและยื่นหนังสือหลายครั้งจนมีการหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา ก็พิจารณาเพียงบางประเด็น แล้วปล่อยให้ค้างต่อไป เมื่อเข้าสู่การประชุมครั้งต่อไปก็ไม่ได้หยิบกลับมาพิจารณาต่อ ทำให้เรื่องไม่สามารถเดินหน้าไปจนเสร็จสิ้นได้

หมอประวิทย์กล่าวว่า ในวาระค้างท่อทั้งหมด เรื่องทีวีดิจิทัลอาจเป็นหนึ่งในเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการมากที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนสูง และมีผลกระทบต่อหลายฝ่าย และที่สำคัญคือ ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะหมดอายุในปี 2572 สิ่งที่ภาคเอกชนกำลังรออยู่คือ ‘สัญญาณ’ และความชัดเจนจาก กสทช.เพื่อให้นำไปคำนวณต้นทุน ผลตอบแทน และวางแผนธุรกิจได้

“โรดแม็ปทีวีดิจิทัลควรพิจารณาให้เสร็จโดยเร็ว ยิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี เพราะภาคเอกชนต้องใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการตัดสินใจและวางแผนธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะหมดอายุในปี 2572 การประกาศว่าจะมีการประมูลในอนาคต ไม่ได้หมายความว่าเอกชนจะเตรียมตัวได้ทันที เพราะเอกชนต้องรู้ก่อนว่าธุรกิจยังมีความคุ้มทุนหรือไม่ ต้องประเมินทั้งราคาคลื่น ค่าโครงข่าย ต้นทุนการดำเนินงาน ตลอดจนจำนวนผู้ชมและรายได้จากโฆษณาที่อาจลดลง

“ถ้าทำได้ภายในปีนี้ก็ถือว่าดี แม้จะช้าไปบ้างแล้วก็ตาม เพราะยิ่งได้ข้อสรุปเร็ว ภาคธุรกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยิ่งมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น เช่น หากมีการเปลี่ยนจาก C-band ไปใช้ระบบอื่น ประชาชนทั่วประเทศอาจต้องใช้เวลาเป็นปีในการเปลี่ยนจานหรืออุปกรณ์รับสัญญาณ ขณะที่ผู้ประกอบการโครงข่ายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องเตรียมเงินมาลงทุน”

สุภิญญากล่าวว่า ปัญหาทีวีดิจิทัลเป็นอีกวาระสำคัญที่ กสทช.ไม่สามารถปล่อยให้ล่าช้าได้ เพราะใบอนุญาตจะหมดอายุในปี 2572 ขณะที่กระบวนการจัดทำแนวทางใหม่ต้องใช้เวลา ทั้งการจัดทำแผนแม่บท ออกประกาศ รับฟังความคิดเห็น และกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ 

โดย กสทช.ต้องกำหนดทิศทางให้ชัดว่าจะจัดการคลื่นและใบอนุญาตทีวีดิจิทัลอย่างไร โดยหากยังต้องใช้วิธีประมูล ก็ควรออกแบบราคาและเงื่อนไขให้สอดคล้องกับมูลค่าธุรกิจโทรทัศน์ที่ลดลงอย่างมาก รวมถึงพิจารณาจำนวนคลื่นที่มีอยู่และความต้องการของผู้ประกอบการ แม้ขณะนี้ยังเหลือเวลาประมาณ 2 ปีและยังพอทำได้ แต่ กสทช.ต้องเร่งดำเนินการทันที หากปล่อยจนเหลือเพียง 1 ปีครึ่งหรือปีเดียว จะยิ่งบีบให้ต้องตัดสินใจอย่างเร่งรีบ และอาจเกิดปัญหาทางกฎหมายตามมา

ทั้งนี้ สุภิญญาไม่เห็นด้วยกับการมองว่าโทรทัศน์หมดความจำเป็นเพราะคนหันไปดูออนไลน์ เพราะยังมีประชาชนจำนวนมากที่ไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา ขณะที่โทรทัศน์ภาคพื้นดินเป็นบริการที่ประชาชนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเสียค่าบริการ และยังมีประโยชน์ในภาวะฉุกเฉินเมื่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ตหรือโทรคมนาคมมีปัญหา

แม้บทบาทโทรทัศน์จะลดลงเมื่อเทียบกับอดีต แต่สุภิญญามองว่ายังมีความสำคัญในฐานะสถาบันสื่อและ Watchdog ที่สามารถตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจและสะท้อนปัญหาของประชาชน โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้เข้าถึงสื่อออนไลน์อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ สุภิญญายังตั้งคำถามถึงการทำงานของ กสทช.ที่สามารถผลักดันวาระด้านโทรคมนาคมได้ แต่กลับปล่อยให้วาระด้านโทรทัศน์ค้างเป็นเวลานาน ทั้งที่ กสทช.มีหน้าที่กำกับดูแลทั้งกิจการโทรคมนาคม กระจายเสียง และโทรทัศน์ จึงเรียกร้องให้ กสทช.เร่งตัดสินใจเรื่องอนาคตทีวีดิจิทัล เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ยังต้องการไปต่อมีเวลาวางแผนและไม่ปล่อยให้อุตสาหกรรมต้องอยู่กับความไม่แน่นอนต่อไป

หากยังไม่สามารถกำหนดทิศทางได้ แล้วใบอนุญาตหมดอายุลง ก็อาจเกิดสถานการณ์ที่ช่องทีวีดิจิทัลไม่สามารถออกอากาศต่อได้ ซึ่งผลกระทบไม่ได้มีเฉพาะต่อผู้ประกอบการ แต่ยังมีผลต่อเศรษฐกิจและประชาชน เพราะโทรทัศน์ภาคพื้นดินมีข้อดีสำคัญคือ เป็นสื่อที่ประชาชนรับชมได้ฟรี ถือเป็นช่องทางในการเข้าถึง ‘เนื้อหาสาธารณะ’ ที่มีต้นทุนต่ำที่สุดสำหรับประชาชน

ทางออกต้องมองเรื่องงานเป็นหลัก

นายแพทย์ประวิทย์ระบุว่า สิ่งสำคัญคือต้องกลับมาดูว่าเป้าหมายสำคัญของ กสทช.คืออะไร เพราะขณะนี้ กสทช.ระบุว่า มีวาระค้างอยู่ประมาณ 136 วาระ และในจำนวนนี้มีวาระสำคัญที่มีกำหนดเวลาประมาณ 52 วาระ ถ้าจะจัดการปัญหานี้จริงๆ ต้องเลือกทางในเชิงกลยุทธ์ โดยไม่ต้องเอาเรื่องว่าใครถูกใครผิด หรือใครยึดมั่นถือมั่นในกฎหมายมากกว่ากันมาเป็นตัวตั้ง แต่ให้มองเรื่องความเสี่ยงทางกฎหมายและการทำให้งานขององค์กรเดินต่อไป

สมมติว่าฝ่ายหนึ่งมองว่า หากประธานเข้าร่วมประชุมจะผิดกฎหมาย ฝ่ายนั้นก็ย่อมเลือกที่จะไม่เข้าร่วมประชุม แต่ในทางกลับกัน หากกรรมการที่เหลือประชุมโดยไม่มีประธานจะผิดกฎหมายหรือไม่ คำตอบคือไม่ผิดกฎหมาย เพราะประธานสามารถลาเข้าร่วมประชุมได้ และในอดีตประธาน กสทช.ก็เคยลาเข้าประชุม

โดยการลาเข้าประชุมไม่ได้หมายความว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่ และตามระเบียบหรือข้อบังคับการประชุมของ กสทช. หากประธานไม่อยู่ ที่ประชุมก็เลือกกรรมการคนหนึ่งขึ้นมาเป็นประธานที่ประชุมแทนได้ จากนั้นจึงดำเนินการประชุมและลงมติในวาระต่างๆ ต่อไปได้

“หากมองในเชิงกลยุทธ์และไม่เอาเรื่องว่าใครถูกหรือผิดเป็นตัวตั้ง หากกลุ่มหนึ่งกังวลว่าการที่ประธานเข้าประชุมอาจมีความเสี่ยงทางกฎหมาย ทางออกที่ง่ายกว่าและมีความเสี่ยงทางกฎหมายน้อยกว่าคือ ประธานไม่เข้าร่วมประชุม แล้วให้กรรมการที่เหลือดำเนินการประชุมต่อไป แต่ปัญหาคือ เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายยึดการตีความกฎหมายคนละมุม และไม่มีฝ่ายใดยอมถอย จึงทำให้สถานการณ์ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน” อดีตกรรมการ กสทช.กล่าว

สุภิญญากล่าวไปในทางเดียวกันว่า จำเป็นต้องมีทางออกที่ทำให้กรรมการที่เหลือกลับมาประชุมและเดินหน้างานที่ค้างอยู่ได้ โดยประธานควรทำหนังสือขอยุติการปฏิบัติหน้าที่ ไม่เข้าร่วมประชุม และงดรับค่าตอบแทนในช่วงดังกล่าว จากนั้นกรรมการที่เหลือสามารถจัดการประชุมและเลือกประธานชั่วคราว เพื่อให้การทำงานขององค์กรเดินหน้าต่อไปได้

“ทางออกตอนนี้ คิดว่าสิ่งที่ควรเป็นก็คือ ท่านประธานควรจะถอยหลังฉากไปก่อน ยุติการปฏิบัติหน้าที่ หรือถ้าท่านยังไม่อยากยุติ ท่านก็ไม่ควรนัดประชุม” สุภิญญากล่าว

ทั้งนี้ การยุติการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้หมายความว่าประธานจะต้องพ้นจากตำแหน่งในทันที หรือหากประธานยังไม่ต้องการยุติการปฏิบัติหน้าที่ อย่างน้อยอาจหยุดการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เช่น ลาป่วยหรือลากิจ เพื่อเปิดทางให้กรรมการที่เหลือประชุมและเลือกประธานชั่วคราวได้ 

สุภิญญากล่าวถึงประสบการณ์ของตัวเองในอดีตว่า เมื่อครั้งที่เธอมีประเด็นเกี่ยวกับคุณสมบัติและอยู่ระหว่างการตีความทางกฎหมาย เธอได้ตัดสินใจยุติการปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน เพราะต้องการลดความเสี่ยงที่จะกระทบต่อการทำงานขององค์กร วิธีดังกล่าวถือเป็นทางออกที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะหากท้ายที่สุดการตีความทางกฎหมายออกมาว่าไม่ขาดคุณสมบัติ บุคคลนั้นก็ยังกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ ขณะเดียวกันในระหว่างที่ยังมีความไม่แน่นอน ก็ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการประชุมหรือมติสำคัญ

“มันเป็นหลักทั่วไปและแฟร์กับทั้ง 2 ฝ่าย การที่เราต้องตีความมันก็ 50% อยู่แล้ว อาจจะใช่หรือไม่ใช่ เพราะฉะนั้นเผื่อความเสี่ยงตรงนี้ เราก็ต้องเอาตัวเราเองออกมา ไม่ให้คนอื่นเขาเดือดร้อน”

สุภิญญาตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หากประธานยังคาดหวังว่ากรรมการอีก 4 คนจะเปลี่ยนใจกลับมาเป็นเสียงข้างมากสนับสนุนการประชุม ก็อาจเป็นเรื่องยาก เพราะความขัดแย้งเดินทางมาถึงจุดที่รุนแรงแล้ว ขณะเดียวกันกรรมการอีก 2 คนที่อยู่ฝ่ายเดียวกับประธาน ส่วนใหญ่ก็เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์

“หากกรรมการมีหน้าที่เข้าร่วมประชุม ก็ควรเข้ามาทำหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อเป็นการประชุมที่เกิดปัญหาต่อเนื่องหลายครั้ง การไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ ด้วยเหตุผลเรื่องภารกิจอื่นหรือการลงพื้นที่ จึงเป็นเรื่องที่ควรตั้งคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่ หากกรรมการฝ่ายเดียวกับประธานก็ยังไม่สามารถมาประชุมได้ต่อไป อาจสะท้อนได้ว่า ทุกฝ่ายกำลังไม่มั่นใจในสถานการณ์”

ต้องการความชัดเจนเรื่องสถานะประธาน

ทั้งนี้ หากมีพระบรมราชโองการหรือคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งออกมาได้เร็วเท่าใด ปัญหาก็จะมีความชัดเจนมากขึ้น เพราะจะทำให้สถานะของประธานชัดเจนและลดข้อโต้แย้งทางกฎหมายลง แต่อีกทางหนึ่งที่ทำได้คือ นายกรัฐมนตรีต้องเข้ามามีบทบาทในฐานะ ‘ผู้รักษาการตามกฎหมาย’ ซึ่งแตกต่างจากการเข้าไปแทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระ

“ที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรองนายกฯ หรือนายกฯ ต่างยืนยันว่า กสทช.เป็นองค์กรอิสระ และฝ่ายบริหารไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำงานของ กสทช. ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าพูดถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะถ้าไปดูกฎหมายที่เกี่ยวกับองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ จะพบว่ากฎหมายกำหนดให้ใครเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย และในกรณีนี้ก็คือนายกฯ”

คำว่า ‘รักษาการตามกฎหมาย’ ในกฎหมายหมายถึง บุคคลที่มีหน้าที่ทำให้กฎหมายนั้นสามารถบังคับใช้ได้ ทำให้กฎหมายเกิดผลในทางปฏิบัติ และทำให้กลไกตามกฎหมายเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นต้องเข้าไปบริหารหรือควบคุมองค์กร 

ดังนั้น เมื่อกฎหมายกำหนดให้นายกฯ เป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย นายกฯ จึงใช้อำนาจในส่วนนี้เพื่อทำให้เกิดความชัดเจนได้ หรือไม่ก็ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเข้ามาช่วยตีความให้ชัดเจนว่า กฎหมายในสถานการณ์นี้หมายความว่าอย่างไร และระหว่างที่กระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น ประธานมีอำนาจเข้าร่วมประชุมหรือไม่

หากวินิจฉัยหรือมีคำตอบชัดเจนว่า ประธานเข้าร่วมประชุมได้ กรรมการที่เหลือก็สามารถเข้าประชุมและทำหน้าที่ต่อไปได้ โดยหากมีปัญหาหรือมีผู้ฟ้องร้อง ก็ไปโต้แย้งกันในกระบวนการทางกฎหมายต่อไปได้ เพราะผู้ใช้อำนาจในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมายได้ให้ความชัดเจนแล้ว ในทางกลับกัน หากวินิจฉัยว่า ประธานไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ ประธานก็ไม่เข้าร่วมประชุม และกรรมการที่เหลือก็ดำเนินการประชุมต่อไปได้เช่นกัน

“ขณะนี้เท่าที่ทราบ นายกฯ ได้นำความกราบบังคมทูลฯ แล้ว และเข้าใจว่ากระบวนการกลั่นกรองเรื่องโดยองคมนตรีผ่านไปแล้ว ดังนั้นสิ่งที่เหลืออยู่คือกระบวนการตามขั้นตอน ซึ่งหากเป็นไปตามปกติ ก็น่าจะมีประกาศออกมาในอีกไม่นาน 

“แต่หากกระบวนการไม่เป็นไปตามปกติ และยังไม่มีประกาศออกมาเป็นระยะเวลาพอสมควร ขณะที่การประชุม กสทช.ยังคงไม่เกิดขึ้น ก็ต้องมีคนเข้ามาแก้ปัญหา สิ่งที่ต้องวินิจฉัยในตอนนี้คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นกลายเป็น ‘อุปสรรคต่อการบังคับใช้กฎหมาย’ แล้วหรือยัง ถ้าพบว่าเกิดอุปสรรคขึ้นแล้ว ผู้รักษาการตามกฎหมายก็ต้องเข้ามาดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อให้กฎหมายเดินหน้าต่อไปได้”

การประชุม กสทช.ล่มต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 6 และหากเดือนหน้ายังไม่สามารถประชุมได้ ก็จะเป็นครั้งที่ 7 ขณะที่ยังมีวาระสำคัญจำนวนมากรอการพิจารณา โดยเฉพาะวาระที่มีกรอบเวลาตามกฎหมาย 

สิ่งที่น่ากังวลคือ ปัญหาดังกล่าวเริ่มส่งผลต่อประสิทธิภาพขององค์กรและสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของสาธารณะ เพราะวาระสำคัญจำนวนมากยังค้างอยู่ โดยเฉพาะโรดแม็ปทีวีดิจิทัล ซึ่งจะเป็นกรอบกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน และยิ่งปล่อยเวลาไปมากเท่าไร ทางเลือกในการแก้ปัญหาก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น

Tags: , , , , , , , , ,