ทำไมความรักของคนคนหนึ่งถึงลงเอยด้วยการ ‘เลิกกัน’ บ่อยๆ ทำไมคนคนหนึ่งถึงมองว่าความรักเป็นเรื่องอันตรายและไม่ควรเข้าใกล้ แล้วทำไมคนคนหนึ่งถึงเลือกที่จะมองว่าการมี ‘เซ็กซ์’ ไปเรื่อยๆ แบบไม่ยึดติด คือความรักสำหรับเขา
สำหรับคนหนึ่งคน นิยามของคำว่า ‘รัก’ สำหรับพวกเขาอาจจะมีอยู่ไม่กี่รูปแบบ หรืออาจจะมีอยู่แบบเดียว เช่น รักคือการกระทำที่คน 2 คนเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน รักคือการดูแล แต่ในสังคมไม่ได้มีเราอยู่เพียงคนเดียวสักหน่อย ดังนั้นความหมายของคำว่ารักจึงมีอยู่หลายแบบ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นรักของใคร แล้วพวกเขาตีความคำว่ารักว่าแบบไหน
แต่ความหมายของมันจริงๆ คืออะไรกันแน่นะ
ความหมายของคำว่ารักไม่ใช่เรื่องที่คนในยุคปัจจุบันเถียงกันหัวระเบิดอยู่เพียงยุคเดียว เพราะมีการถกเถียงมาตั้งแต่ยุคโบราณก่อนคริสตกาลเสียอีก โดยนักปรัชญาต่างเอาความคิดของตัวเองมาฟาดฟันกันว่า อะไรคือความหมายของคำว่า ‘รัก’ กันแน่ และไม่ใช่เพียงแค่การใช้มุมมองของตัวเองฟาดฟันกันกับนักปรัชญาในยุคเดียวกัน แต่เรียกได้ว่าฟาดกันข้ามยุค เกทับกันด้วยความคิดไปมา
เพราะ ‘รัก’ มีหลายรูปแบบ และอยู่ที่ใครจะตีความว่ามันเป็นแบบไหน เพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์แห่งการถกเถียง ว่าด้วยเรื่องความรักของคนรุ่นหลัง จึงเกิดหนังสือความยาว 271 หน้า อย่าง I Philo U ปรัชญาความรักจากเพลโตถึงนิทเช เพื่อรวบรวมแนวคิดของนักปรัชญาเกี่ยวกับแง่มุมเรื่องความสัมพันธ์ โดยดาราช่องอย่าง เจ๊ป้อง-ชมะนันท์ จันทร์ศรี ที่ไม่เพียงมาเป็นปากเสียงเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แทนนักปรัชญา (ที่ตอนนี้ไม่มีลมหายใจแล้ว) แต่ยังฉายประสบการณ์ทั้งจากคนอื่นและตัวเองให้เห็นว่า สิ่งที่นักปรัชญาในอดีตวิพากษ์กันในเรื่องความรัก ยังมีส่วนไหนที่ตกทอดมาถึงประสบการณ์ความสัมพันธ์ในยุคปัจจุบันกันบ้าง
โลกของเราดำรงอยู่มาหลายยุคหลายสมัย แต่การเกิดขึ้นของมนุษย์นั้นเพิ่งจะมีมาไม่นาน (อย่างน้อยก็คงอยู่มาไม่นานเท่าตอนที่โลกเกิดขึ้น) แต่เมื่อมนุษย์เกิดขึ้นมาแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ วิวัฒนาการต่างๆ ที่มาจากการคิด
คิดหาเหตุผลว่า ทำไมท้องฟ้าถึงเป็นสีฟ้า ตั้งคำถามว่าทำไมมนุษย์เราต้องกิน สงสัยว่าโลกเกิดขึ้นมาจากอะไร
และที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือเรื่องของความรู้สึกหรืออารมณ์ โดยเฉพาะเรื่องความรักที่เป็นหนึ่งในสิ่งที่นักปรัชญาต่างออกมาแสดงทัศนะทั้งทางตรงและทางอ้อม ผ่านข้อสังเกตของตนเองและแนวคิดที่ตนเองยึดถือเอาไว้ ซึ่งแน่นอนว่าหากรวบรวมแนวคิดของนักปรัชญาที่วิพากษ์เรื่องความรักมาตั้งแต่ยุคโบราณถึงปัจจุบัน I Philo U คงจะมีความหนาที่ประมาณ 1,000 หน้ากระดาษเป็นขั้นต่ำ
ดังนั้น สิ่งที่เจ๊ป้องทำคือ เลือกแนวคิดของนักปรัชญาที่วิพากษ์เรื่องความรักอย่างชัดเจนในยุคนั้น ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่ได้เลือกว่าจะต้องกล่าวถึงนักปรัชญาคนนี้ใน I Philo U เพราะเป็นนักปรัชญาที่โด่งดัง หากแต่เป็นเพราะนักปรัชญาคนนั้นแสดงทัศนะต่อประเด็นเรื่องความรักได้อย่างชัดเจน และเรียบเรียงเขียนลงหนังสือด้วยการจัดเรียงรูปแบบความรักตามช่วงชีวิต
กล่าวคือ ในตอนที่เรายังเด็ก ความรักของเราอาจจะมีรูปแบบ ‘แอบปลื้ม’ ไม่ยอมบอกคนที่ชอบจริงๆ หรือเป็นการรักในความฉลาด เช่น รักในความรู้ของครูบาอาจารย์ รักในความเชี่ยวชาญของเพื่อนที่เก่งเกินคนทั่วไป ในตอนโต ความรักของเราอาจจะเป็นแบบรู้เช่นเห็นชาติของความสัมพันธ์แบบที่เรียกว่ารักมากขึ้น เช่น มีเลิก มีทุกข์ มีสุข ปะปนกันไป ซึ่งเจ๊ป้องก็เรียบเรียงรูปแบบความรักใน I Philo U แบบนั้นเช่นกัน
ดังนั้น สำหรับผู้อ่านแล้ว การได้อ่านหนังสือเล่มนี้จึงเป็นการสำรวจแง่มุมของความรักที่มาจากนักปรัชญา ขณะเดียวกัน สำหรับผู้อ่านที่เคยผ่านความสัมพันธ์ที่ตนมองว่าเป็นความรักมาแล้ว อาจรู้สึกว่ามุมมองและประสบการณ์ที่ตนเรียกว่าความรักใคร่ อาจจะสอดคล้องกับแนวคิดของนักปรัชญาสักคนในหนังสือเล่มนี้ก็ได้
ยกตัวอย่างทัศนะต่อเรื่องความรักของเพลโต นักปรัชญากรีกโบราณยุคคลาสสิก สายจิตนิยม ที่เชื่อว่า ความจริงสูงสุดอยู่เหนือโลกวัตถุที่เรามองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในแง่ของความรักนั้น นักปรัชญายุคโบราณรายนี้ก็เชื่อว่ามันมีรูปแบบที่สูงสุดเช่นกัน และยังมองว่าความรักเกิดจากความขาดแคลน เรายังไม่ได้ครอบครองบางสิ่งบางอย่าง เราจึงรักสิ่งนั้น เพราะเราอยากครอบครองมัน ซึ่งก็ไม่ต่างจากตอนเด็กที่เรามักจะชื่นชอบ เข้าหาเพื่อนที่เรียนหนังสือเก่งๆ และหลงรักการทำงานแบบเพื่อนคนนั้นจนอยากจะทำตาม นั่นเพราะเรายังรู้สึกขาดสิ่งนั้น เราจึงอยากได้ อยากครอบครอง
และสำหรับความสัมพันธ์ที่เราอาจจะเห็นกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งอาจจะมาจากเพื่อนของเราเอง (หรือตัวเราก็ไม่รู้นะ) อย่างการเลิกกับอีกคนทันทีที่รู้สึกว่าฉันหมดรักเขาแล้ว แล้วจะอยู่ไปทำไม คงไม่ใช่เรื่องผิดอะไรหากเขาจะยึดถือความสัมพันธ์ตามแบบฉบับของ มิเชล เดอ มงแตญ (Michel de Montaigne) ที่เน้นเรื่องความ ‘ซื่อสัตย์’ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการที่เราจะไม่ไปมีเซ็กซ์กับคนอื่นนอกจากคนที่เรารัก แต่หมายถึงการซื่อสัตย์ต่อตนเอง เพราะ “เมื่อความรักหมดอายุ คำพูดที่ซื่อสัตย์ที่สุดคือการบอกลา” (หน้า 113)
แต่สำหรับคนที่ไม่เคยมีความรักเลย และไม่เคยเรียกเหตุการณ์ในชีวิตว่าความรัก แม้หลายคนจะบอกว่าเราแก่ประสบการณ์แล้ว I Philo U จะพาไปสำรวจรูปแบบความรักของนักปรัชญาแต่ละคน ตั้งแต่เพลโต, ลูครีเชียส, นักบุญออกัสติน, มงแตญ, เรอเน เดการ์ต, บารุค สปิโนซา, ฌอง-ฌาก รูโซ, อิมมานูเอล คานต์, อาร์ทัวร์ โชเพนเฮาเออร์ และฟรีดริช นิทเช ซึ่งในระหว่างที่ไล่อ่านมุมมองความรักจากนักปรัชญาแต่ละคน คุณอาจจะรู้สึกชอบความรักบางรูปแบบของนักปรัชญาบางคน หรืออาจจะไม่ชอบ และไม่อยากเอาตัวเองไปอยู่ในความรักแบบที่นักปรัชญาอีกคนนิยาม
ยกตัวอย่างนักบุญออกัสติน ที่แม้จะมีความเป็นนักศาสนาคริสต์มากกว่านักปรัชญา แต่ตัวเขายังคงแสดงทัศนะต่อความรักไม่ต่างจากนักปรัชญาคนอื่นๆ โดยมองว่า เซ็กซ์เป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อการสืบเผ่าพันธุ์เท่านั้น แต่สำหรับวันนี้ โลกไปไกลเกินกว่าที่จะมองเซ็กซ์เพียงมิตินี้อย่างเดียว สำหรับหลายๆ คน เซ็กซ์คือความสนุก ความรู้สึกที่ทำให้มีพลังเพื่อใช้ชีวิตต่อ กระชุ่มกระชวย ดังนั้นแนวคิดของออกัสตินอาจจะมีหลายคนที่ ‘ไม่ซื้อ’ ก็ได้
ขณะเดียวกัน ก็อาจจะชอบแนวคิดของสปิโนซาที่มองว่า ความรักคือพลัง ทำให้เราคิดโครงการใหญ่ และไปกันต่อกับการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่า หลายคนจะมองเห็นและฝันถึงความรักในรูปแบบนี้ไม่มากก็น้อย หรือแม้กระทั่งสาย Friend with Benefits หรือ One Night Stand ทั้งหลาย ก็อาจจะชอบการนำเสนอความสัมพันธ์แบบลูครีเชียส นักปรัชญาสายวัตถุนิยมที่มองว่า ความต้องการทางเพศเป็นการตอบสนองที่เป็นธรรมชาติ ในขณะที่มองความรักเป็นความหลงใหล ความหึงหวง และความเจ็บปวด
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ I Philo U คือความตั้งใจของเจ๊ป้องที่ต้องการทำให้ผู้อ่านทุกคนเข้าถึงปรัชญาด้วยภาษาที่ย่อยง่าย อ่านได้โดยไม่ต้องหยุดคิดเป็นเวลานานเหมือนหนังสือวิชาการหรืองานวิจัย และแน่นอนว่าสำหรับชาวช่องที่ติดตามดูดาราช่องรายนี้โลดแล่นอยู่ในรายการไกลบ้าน ช่างเชื่อม หรือ People You May Know สมองอาจจะเกิดปฏิกิริยาบางอย่างที่เมื่ออ่านไปแล้ว รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเจ๊ป้องมาเล่าให้ฟังข้างหู
ที่สำคัญคือการได้รู้ว่า เจ๊ป้องมีเพื่อนเยอะมากขนาดไหนในเล่มนี้ จากการได้อ่านประสบการณ์ความรักที่เกิดขึ้นกับคนรอบตัว ซึ่งผู้เขียนนำมาเรียบเรียงเอาไว้ในหนังสือเล่มนี้ เพื่อทำให้เห็นภาพมากขึ้นว่า ความรักของนักปรัชญาคนหนึ่งนั้นดันไปเข้ากันพอดีกับเรื่องราวความรักของคนรอบตัวเจ๊ป้องคนไหน เช่น ต่อ-จิตรพันธุ์ หัชชะวณิช ที่ถูกนำมาเล่าในฐานะที่เคยถูกมองว่าเป็นวัตถุทางเพศ (Sexual Object) หรือมะนาว ที่เครียดหนักหลังเสียพรหมจรรย์
แต่ท้ายที่สุด สิ่งที่เจ๊ป้องและ I Philo U ต้องการ ไม่ใช่การให้เราจดจำแนวคิดของนักปรัชญาแต่ละคน เพราะนี่ไม่ใช่การอ่านเพื่อนำไปตอบในข้อสอบหรือทำงานวิจัย แต่เป็นการสำรวจแนวคิดของนักคิดในยุคก่อน ดูว่าตรงกับตัวตนของเรามากน้อยแค่ไหน หรือบางคนจะใช้เป็นแนวทางในการจะรักใครก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนต้องการมากที่สุด คือการเปิดพื้นที่ให้คนได้นำเอาประสบการณ์และมุมมองของตนเองต่อความรัก มาถกเถียงกับความคิดของนักปรัชญา
เพราะนักปรัชญาไม่ได้มีแค่นักคิดในอดีตเท่านั้น แต่ปัจจุบัน คุณเองก็สามารถเป็นนักคิดและมีปรัชญาเป็นของตัวเองได้เหมือนกัน
Tags: หนังสือ, ปรัชญา, Lost in Thought, เจ๊ปอง, ABÚBOGO, I Philo U, ชมะนันท์ จันทร์ศรี, ปรัชญาความรัก




