เดือนตุลาคม ปี 1998 เพียงปีเศษหลังฮ่องกงกลับคืนสู่สาธารณรัฐประชาชนจีน ตง ชีหว่า (Tung Chee-hwa) ผู้บริหารสูงสุดคนแรกของเขตปกครองพิเศษ แถลงนโยบายประจำปีด้วยข้อเสนอหนึ่งที่ฟังดูเหมือนเชิงอรรถเล็กๆ ในเอกสารยาวเหยียด นั่นคือ การสร้าง ‘สถานที่จัดแสดงศิลปะการแสดงระดับโลก’ บนที่ดินถมทะเลฝั่งตะวันตกของแหลมเกาลูน

เดิม ‘ฮ่องกง’ ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ยืนอยู่ได้ด้วยการเป็นศูนย์กลางการค้า-การลงทุน เป็นจุดที่ใกล้จีนที่สุด แต่ขยับเขยื้อนเข้าหาโลกได้คล่องตัวกว่าจีน ขณะที่ในมุมการท่องเที่ยว ฮ่องกงมีจุดเด่นสำคัญคือ เป็นศูนย์กลางการช็อปปิงระดับโลก

นั่นจึงเป็นเหตุผลแห่งการหา ‘อัตลักษณ์’ และ ‘จุดขาย’ ใหม่ โดยใช้ศิลปะและวัฒนธรรมเป็นตัวดึงดูด ก่อนจะสร้างเขตเศรษฐกิจใหม่ในฝั่งเกาลูน บนที่ดินที่ถมขึ้นใหม่ ภายใต้เมืองที่มีอาคารคอนกรีตหนาแน่น

กระนั้นเอง ที่ดินผืนนั้นไม่ได้เกิดมาเพื่อศิลปะ หากแต่คือเศษเสี้ยวของโครงการ West Kowloon Reclamation (โครงการถมทะเลมโหฬารช่วงต้นทศวรรษ 1990) ภายใต้ Airport Core Programme ที่ฮ่องกงเนรมิตขึ้นเพื่อรองรับโครงสร้างคมนาคมและการพัฒนาเมืองหลายประเภท ก่อนที่พื้นที่ตอนใต้ราว 4 แสนตารางเมตรจะถูกกำหนดบทบาทให้กลายเป็นย่านวัฒนธรรมแห่งใหม่

แรงจูงใจเบื้องหลังข้อเสนอของตงก็ไม่ได้โรแมนติกนัก ผลสำรวจนักท่องเที่ยวโดยสมาคมการท่องเที่ยวฮ่องกงในปี 1996 พบว่า นักท่องเที่ยวมากกว่า 1.3 ล้านคน สนใจกิจกรรมศิลปะ วัฒนธรรม บันเทิง และอีเวนต์ต่างๆ อีกทั้งต้องการ ‘พื้นที่’ สำหรับกิจกรรมเหล่านี้ จนเกิดเป็นโจทย์ที่ผลักดันให้เกิด West Kowloon Cultural District ตั้งแต่ต้น

เชิงอรรถเล็กๆ ที่เริ่มต้นในปี 1998 กลายเป็นมหากาพย์ที่กินเวลา 3 ทศวรรษ ใช้งบประมาณระดับแสนล้านบาท ล้มกระดานกลางทาง 1 ครั้ง และเกือบถังแตกอีกนักต่อนัก ก่อนจะกลายเป็นย่านวัฒนธรรมที่ใหญ่และทะเยอทะยานที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่างทุกวันนี้

2 ทศวรรษแห่งการล้มลุกคลุกคลาน

บทแรกของมหากาพย์เริ่มอย่างยิ่งใหญ่ในปี 2001 รัฐบาลเปิดประกวดแบบผังแม่บทระดับนานาชาติ มีผู้ส่งผลงานเข้าชิง 161 ราย ผู้ชนะคือ Foster + Partners ของ นอร์แมน ฟอสเตอร์ (Norman Foster) สถาปนิกคนเดียวกับที่ออกแบบท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง (สนามบินเช็กแล็ปก็อก) ด้วยหลังคาโปร่งแสงยักษ์คลุมทั้งย่าน ดูสวยตระการตาบนกระดาษ แต่ในความจริงกลับตกเป็นเป้าวิจารณ์เรื่องต้นทุนก่อสร้างและค่าบำรุงรักษามหาศาลทันที

หนักกว่านั้นคือโมเดลการพัฒนา ในปี 2003 รัฐบาลเลือกเดินหน้าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) ในเวอร์ชันสุดโต่งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คือเปิดให้เอกชน ‘รายเดียว’ ประมูลสิทธิพัฒนาทั้งย่าน โดยเอกชนออกเงินสร้างพิพิธภัณฑ์และโรงละครให้ แลกกับสิทธิพัฒนาที่อยู่อาศัยและพื้นที่พาณิชย์บนที่ดินผืนเดียวกัน 

บนกระดาษ รัฐแทบไม่ต้องควักเงินเลย แต่เสียงวิจารณ์ดังขึ้นทั่วเมืองว่านี่ไม่ใช่โครงการวัฒนธรรม หากแต่คือ ‘โครงการอสังหาริมทรัพย์แปลงร่าง’ ที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนพัฒนาที่ดินรายใหญ่ โดยมีพิพิธภัณฑ์กับโรงละครเป็นเพียงไม้ประดับ กระแสต่อต้านรุนแรงจนเมื่อรัฐบาลปรับเงื่อนไขให้เข้มขึ้น กลับไม่มีผู้พัฒนารายใดยอมเดินหน้าต่อ

เดือนกุมภาพันธ์ 2006 รัฐบาลประกาศล้มกระดานทั้งหมด ทิ้งทั้งโมเดลผู้พัฒนารายเดียวและหลังคายักษ์ของฟอสเตอร์ หนังสือพิมพ์ฮ่องกงพาดหัวเหน็บว่า ‘หลังคาถล่มทับความฝันศูนย์กลางวัฒนธรรม’ 8 ปีแรกของโครงการจบลงด้วยมือเปล่า สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงบทเรียนราคาแพงเรื่องความไว้วางใจสาธารณะ

การรีสตาร์ทครั้งใหม่จึงเลือกเส้นทางตรงกันข้าม ปี 2008 สภานิติบัญญัติอนุมัติก่อตั้งองค์การบริหารเขตวัฒนธรรมฝั่งตะวันตกเกาลูน (West Kowloon Cultural District Authority: WKCDA) เป็นองค์การมหาชน พร้อมเงินลงทุนตั้งต้นก้อนเดียว 2.16 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 1 แสนล้านบาท) ภายใต้เงื่อนไขว่า หลังจากนั้นองค์กรต้อง ‘เลี้ยงตัวเอง’ โดยไม่พึ่งงบประมาณรัฐเพิ่ม ตามด้วยกระบวนการรับฟังความเห็นสาธารณะ 3 ระยะ ก่อนผังแม่บท ‘City Park’ ของ Foster + Partners ที่กลับมาชนะอีกครั้งจะได้รับเลือกในปี 2011 ด้วยคอนเซปต์สวนสาธารณะในเมือง พื้นที่เปิดโล่ง 2.3 แสนตารางเมตร และทางเดินริมอ่าวยาว 2 กิโลเมตร

แต่ถึงจะรีสตาร์ท เส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เงินลงทุนตั้งต้น 2.16 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกงเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนต้องทยอยปรับขอบเขตและลำดับการพัฒนาโครงการ ผู้บริหารระดับสูงผลัดกันลาออกจนสื่อฮ่องกงเรียกตำแหน่งซีอีโอ WKCDA ว่าเป็น ‘ประตูหมุน’ 

กำหนดเปิดโครงการเฟสแรกถูกเลื่อนจากปี 2015 ออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า กว่าอาคารสำคัญแห่งแรกอย่าง Xiqu Centre หรือโรงอุปรากรจีนดีไซน์ล้ำ (ที่นิตยสาร TIME ยกให้เป็นหนึ่งใน The World’s 100 Greatest Places of 2019) จะเปิดประตูได้ ก็ล่วงเข้าปี 2019 พอดีกับที่เมืองทั้งเมืองกำลังลุกเป็นไฟจากการประท้วงใหญ่ ตามด้วยการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลให้ต้องปิดพรมแดนนานถึง 3 ปี

กระทั่งพิพิธภัณฑ์ M+ เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2021 นับจากวันแถลงนโยบายของตง เท่ากับใช้เวลาทั้งสิ้น 23 ปี

สิ่งที่ได้มาหลังรอคอยเกือบ 3 ทศวรรษ

สิ่งที่โผล่พ้นมหากาพย์ความล่าช้าออกมา กลับน่าทึ่งกว่าที่หลายคนคาด

M+ คือพิพิธภัณฑ์ทัศนวัฒนธรรมร่วมสมัยขนาด 6.5 หมื่นตารางเมตร ออกแบบโดย Herzog & de Meuron ครอบครองคอลเลกชันศิลปะจีนร่วมสมัยชุดสำคัญที่สุดของโลกจากการบริจาคของอูลี ซิกก์ (Uli Sigg) นักสะสมชาวสวิส ถัดไปไม่ไกลคือพิพิธภัณฑ์พระราชวังฮ่องกง (Hong Kong Palace Museum: HKPM) ที่เปิดในปี 2022 นำสมบัติจากพระราชวังต้องห้ามกรุงปักกิ่งกว่า 900 ชิ้นมาจัดแสดงริมทะเล ขณะที่สวนริมอ่าวกลายเป็นพื้นที่ปิกนิก วิ่งออกกำลังกาย และดูคอนเสิร์ตกลางแจ้งยอดนิยมของคนเมือง กระทั่งกลายเป็นจุดหมายที่ผู้มาเยือนฮ่องกงต้องแวะไปใช้เวลายามเย็นช่วงพระอาทิตย์ตกที่สวนสาธารณะ West Kowloon 

ตัวเลขที่ WKCDA เผยแพร่ระบุว่า ปัจจุบันทั้งย่านต้อนรับผู้เยี่ยมชมมากกว่า 17 ล้านคนต่อปี เฉพาะ M+ มีผู้เข้าชมสะสมแล้วกว่า 10.8 ล้านคน และในปี 2025 The Art Newspaper จัดอันดับให้ M+ เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดอันดับ 22 ของโลก และอันดับ 3 ของเอเชีย ส่วนชิ้นส่วนสุดท้ายของจิกซอว์อย่าง WestK Performing Arts Centre หรือศูนย์ศิลปะการแสดงขนาดใหญ่ริมน้ำ มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2026 และจะเปิดให้บริการในปี 2027

และภายใต้แบรนด์ใหม่อย่าง ‘WestK’ ย่านที่เคยเป็นตัวตลกเรื่องความล่าช้า ก็กลายมาเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ที่พลิกโฉมเมืองทั้งเมือง

เมื่อ ‘ช็อปปิง’ ขายไม่ได้ เมืองจึงต้องขาย ‘วัฒนธรรม’

จังหวะที่ WestK สร้างเสร็จ บังเอิญพอดีกับจังหวะที่ฮ่องกงต้องการ ‘อะไรใหม่ๆ’ มากที่สุด

เมืองที่เคยต้อนรับนักท่องเที่ยวสูงสุด 65 ล้านคนในปี 2018 เผชิญแรงกระแทกซ้ำซ้อน ทั้งการประท้วงใหญ่ โควิด-19 และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนแผ่นดินใหญ่ที่ไม่ได้มาเพื่อกวาดซื้อสินค้าแบรนด์เนมอีกต่อไป โมเดลเศรษฐกิจท่องเที่ยวแบบเดิมที่พึ่งพาการช็อปปิงเป็นเสาหลักจึงสั่นคลอนอย่างหนัก ปัญหาเดียวกับที่ผลสำรวจปี 1996 เคยชี้ไว้ หวนกลับมาในเวอร์ชันที่รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า

รัฐบาลฮ่องกงตอบโต้ด้วยยุทธศาสตร์ ‘Mega Events + Tourism’ ทุ่มจัดอีเวนต์ระดับนานาชาติมากกว่า 240 รายการในปี 2025 ตั้งแต่คอนเสิร์ตระดับโลกที่สนามกีฬาไคตั๊กแห่งใหม่ บนพื้นที่สนามบินไคตั๊กเก่า ไปจนถึง Art Basel Hong Kong นิทรรศการศิลปะระดับโลก ที่เพิ่งเซ็นสัญญาผูกปิ่นโตกับเมืองต่ออีก 5 ปี ผลคือปี 2025 ฮ่องกงดึงนักท่องเที่ยวกลับมาได้เกือบ 50 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 12% และตั้งเป้า 53.8 ล้านคนในปี 2026 พร้อมอัดงบให้การท่องเที่ยวฮ่องกง (HKTB) เพิ่มขึ้นถึง 34.5%

ในสมการนี้ WestK คือ ‘สินค้าเรือธง’ ของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เป็นหลักฐานเชิงกายภาพว่าฮ่องกงมีอะไรมากกว่าห้าง อาหาร และศาลเจ้า เป็นเครื่องมือของเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ปักกิ่งกำหนดไว้ในแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 14 ที่วางให้ฮ่องกงเป็น ‘ศูนย์กลางแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างจีนกับโลก’ (East-meets-West Centre for International Cultural Exchange)

จุดที่ทำให้ WestK ต่างจากย่านวัฒนธรรมทั่วไปคือทำเล ห่างออกไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตรคือสถานีรถไฟความเร็วสูง (Hong Kong West Kowloon Station) ประตูเชื่อมฮ่องกงเข้ากับโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงของจีนแผ่นดินใหญ่ นั่งเพียง 14 นาทีถึงเซินเจิ้น ไม่ถึงชั่วโมงถึงกว่างโจว หมายความว่าประชากรหลายสิบล้านคนในเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) สามารถนั่งรถไฟมาเดินพิพิธภัณฑ์ ดูโชว์ แล้วกลับบ้านได้ในวันเดียว

ที่ดินถมทะเลซึ่งครั้งหนึ่งเป็นแค่เศษเหลือจากโครงการสนามบิน วันนี้จึงกลายเป็น ‘ห้องรับแขก’ ที่ตั้งอยู่ตรงด่านหน้าของจีนพอดี และเป็นหมุดหมายแรกที่นักเดินทางรุ่นใหม่จากแผ่นดินใหญ่มองเห็นเมื่อลงจากรถไฟ

ด้านที่โบรชัวร์ไม่ได้เล่า: เมืองวัฒนธรรมที่ยังต้อง ‘เลี้ยงตัวเอง’

แต่ภาพความสำเร็จด้านผู้เข้าชม มีอีกด้านที่เอกสารประชาสัมพันธ์ไม่ค่อยพูดถึง นั่นคืองบดุลของ WKCDA เอง

โมเดล ‘เลี้ยงตัวเอง’ ที่ออกแบบไว้ตั้งแต่ปี 2008 แท้จริงคือ PPP ที่ถูกจัดโครงสร้างใหม่ให้รัดกุมกว่ายุค 2003 รัฐลงเงินก้อนสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทางวัฒนธรรมเอง แล้วให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนเฉพาะส่วนพาณิชย์ ภายใต้กรอบ Enhanced Financial Arrangement (EFA) ที่เริ่มใช้ในปี 2016 เดิมโครงการโรงแรม สำนักงาน และที่อยู่อาศัย ถูกกำหนดให้พัฒนาผ่านรูปแบบ Build-Operate-Transfer (BOT) โดยให้เอกชนลงทุน พัฒนา และบริหารทรัพย์สินตามระยะเวลาสัญญา ก่อนส่งคืนให้ WKCDA 

อย่างไรก็ตาม หลังเผชิญแรงกดดันทางการเงิน รัฐบาลฮ่องกงได้ผ่อนคลายเงื่อนไขในปี 2024 อนุญาตให้ขายโครงการที่อยู่อาศัยใน Zone 2 ได้ ขณะที่พื้นที่โรงแรมและสำนักงานส่วนที่เหลือยังดำเนินการภายใต้โมเดล BOT เพื่อสร้างรายได้ประจำให้กับ WKCDA

กล่าวคือ เอกชนออกเงินสร้าง บริหารเก็บผลตอบแทนตามอายุสัญญา แล้วโอนทรัพย์สินคืนให้ WKCDA เพื่อให้ที่ดินทุกตารางนิ้วยังเป็นของสาธารณะในระยะยาว ส่วนรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เหล่านี้จะไหลเข้ามาอุดค่าใช้จ่ายมหาศาลของการดำเนินพิพิธภัณฑ์และโรงละคร

บนพื้นที่ใหม่ จะมีทั้งโรงแรม คอนโดมิเนียม ศูนย์การแสดงสินค้า พื้นที่ค้าปลีก ซึ่ง WKCDA กำลังเดินสายหา ‘พาร์ตเนอร์’ เพื่อหล่อเลี้ยงอนาคตของย่าน 

เป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นภายใต้คำถามเชิงโครงสร้างที่ยังคั่งค้างว่า พิพิธภัณฑ์และโรงละครระดับโลกจะมีวันเลี้ยงตัวเองได้จริงหรือ ในเมื่อสถาบันวัฒนธรรมชั้นนำทั่วโลก ตั้งแต่หอศิลป์เทต (Tate Gallery) ที่อังกฤษ และพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Louvre Museum) ที่ฝรั่งเศส ล้วนอยู่ได้ด้วยเงินอุดหนุนสาธารณะทั้งสิ้น

บทเรียนจาก WestK จึงซับซ้อนกว่าเรื่องเล่าความสำเร็จ ด้านหนึ่งแสดงให้เห็นศักยภาพว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมขนาดใหญ่ ‘เปลี่ยนเมือง’ ได้จริง ทั้งในแง่ภาพลักษณ์ จำนวนนักท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของคนเมืองที่ได้พื้นที่สาธารณะริมน้ำชั้นดีมาฟรีๆ แต่อีกด้านหนึ่ง การหล่อเลี้ยงโครงการให้เดินหน้าต่อไปและประสบความสำเร็จในระยะยาวยังต้องอาศัยเวลาพิสูจน์ 

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา ผู้บริหาร WKCDA นำโดย เบอร์นาร์ด ชาญวุฒิ โสภณพนิช (Bernard Charnwut Chan) ประธานคณะกรรมการองค์การบริหารเขตวัฒนธรรมฝั่งตะวันตกเกาลูน และเบ็ตตี้ ฟุง (Betty Fung) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร องค์การบริหารเขตวัฒนธรรมฝั่งตะวันตกเกาลูน เดินทางมาไทยเพื่อฉายภาพ WestK ให้สื่อมวลชนไทยเห็น และโปรโมตให้กับ ‘คนไทย’ เป็นชาติแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเดินสายโรดโชว์โครงการให้กับนักลงทุนชาวไทยที่สนใจลงทุน

ไม่เพียงเท่านั้น WKCDA ยังเปิดแคมเปญ ‘WestK in Bangkok’ ที่สยาม พารากอน ระหว่างวันที่ 6-12 กรกฎาคม 2026 ยกทั้งงานจัดแสดง จุดถ่ายภาพ และกิจกรรมแจกของที่ระลึกมาไว้ใจกลางย่านช็อปปิงของกรุงเทพฯ พร้อมกับหมีเนย (Butterbear) มาสคอตไอดอลอันเป็นที่รัก ในการช่วยสนับสนุน West Kowloon

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่ตัวอีเวนต์ แต่คือข้อเท็จจริงที่ว่า นี่เป็นแคมเปญส่งเสริมการตลาดครั้งแรกของ WestK ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเมืองแรกที่ถูกเลือกคือ กรุงเทพฯ

อ่านจากสมการข้างต้นคงเข้าใจได้ไม่ยาก ในวันที่ฮ่องกงต้องการกระจายฐานนักท่องเที่ยวออกจากการพึ่งพาจีนแผ่นดินใหญ่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือตลาดเป้าหมายอันดับต้น และคนไทยรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับงานดีไซน์ นิทรรศการ และการเดินตามพิพิธภัณฑ์ คือกลุ่มลูกค้าในฝันของเมืองที่เพิ่งเปลี่ยนสินค้าหลักจากห้างเป็นหอศิลป์

แต่บางที สิ่งที่ WestK กำลังขายให้กับคนไทย อาจไม่ใช่เพียงพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ นิทรรศการที่ต้องไปดู หรือสวนริมทะเลสำหรับนั่งชมพระอาทิตย์ตก หากเป็นภาพของ ‘ฮ่องกงในอนาคต’ ที่ค่อยๆ เปลี่ยนศูนย์กลางของเมืองไปอีกทิศทางหนึ่ง

ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ภาพของฮ่องกงผูกติดอยู่กับเกาะฮ่องกง อาคารสำนักงานในย่านเซ็นทรัล และทิวตึกริมอ่าววิกตอเรีย ศูนย์กลางเมืองหันหน้าออกสู่ทะเล และเชื่อมฮ่องกงกับโลกผ่านท่าเรือ สนามบิน และระบบการเงิน

แต่ West Kowloon กำลังสร้างภูมิทัศน์และภูมิศาสตร์ชุดใหม่ขึ้นมา รอบย่านวัฒนธรรมแห่งนี้ อนาคตไม่ได้มีเพียงพิพิธภัณฑ์และโรงละคร แต่รวมถึงสำนักงาน โรงแรม ที่อยู่อาศัย ร้านค้า และพื้นที่พาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งจะค่อยๆ เติมเต็มพื้นที่รอบ M+, Hong Kong Palace Museum และ WestK Performing Arts Centre ให้กลายเป็นย่านที่คนสามารถทำงาน อยู่อาศัย พักผ่อน และใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่เดียวกันได้

ฝันใหญ่คือความฝันว่า WestK จะเป็น New CBD อีกแห่งของฮ่องกง เป็นศูนย์กลางที่มีวัฒนธรรมเป็นแกนกลาง แต่รายล้อมด้วยธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และการเชื่อมต่อกับเมืองอื่น

ความแตกต่างสำคัญคือ ศูนย์กลางแห่งใหม่นี้ตั้งอยู่ข้างสถานีรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมฮ่องกงเข้ากับจีนแผ่นดินใหญ่โดยตรง จาก West Kowloon อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น 

ในความหมายหนึ่ง West Kowloon จึงเป็นภาพสะท้อนของฮ่องกงยุคใหม่อย่างชัดเจนที่สุด ฮ่องกงในอดีตสร้างความมั่งคั่งจากการเป็นประตูของจีนออกสู่โลก แต่ฮ่องกงในอนาคตอาจต้องหาความหมายใหม่จากการเป็นพื้นที่ตรงกลางระหว่างโลกกับจีนอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ จุดเชื่อมต่อไม่ได้มีเพียงท่าเรือ ตลาดหุ้น หรือธนาคาร แต่มีพิพิธภัณฑ์ โรงละคร สวนสาธารณะ โรงแรม สำนักงาน และรถไฟความเร็วสูงอยู่ในสมการเดียวกัน

สำหรับคนฮ่องกง West Kowloon จึงอาจมีความหมายมากกว่าย่านวัฒนธรรมราคาแสนล้าน แต่มันคือภาพฝันของเมืองในศตวรรษต่อไป เมืองที่ยังต้องการความเป็นสากล แต่ในเวลาเดียวกันก็เชื่อมโยงกับจีนแผ่นดินใหญ่มากกว่าครั้งใดในประวัติศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ภาพฝันนี้ยังห่างไกลจากคำว่า ‘สำเร็จ’ อย่างสมบูรณ์ คำถามใหญ่ที่สุดยังคงอยู่ที่เดิมว่า ย่านที่ใช้เงินลงทุนในระดับนี้จะสามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดึงดูดผู้คน และหล่อเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืนเพียงใดในระยะยาว ยังต้องใช้เวลาพิสูจน์ว่าพื้นที่แห่งนี้จะกลายเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่มีชีวิตจริง หรือเป็นเพียงโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยทรัพยากรหล่อเลี้ยงต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

28 ปีหลังจากตงพูดถึงสถานที่แสดงศิลปะระดับโลกบนที่ดินถมทะเลเป็นครั้งแรก สิ่งที่เกิดขึ้นจริงจึงใหญ่กว่าความฝันตั้งต้นไปมาก

เพราะสิ่งที่กำลังก่อรูปขึ้นที่ West Kowloon อาจไม่ใช่แค่ย่านวัฒนธรรมแห่งใหม่ของฮ่องกง แต่อาจเป็น ‘ฮ่องกงแบบใหม่’ ที่เมืองทั้งเมืองกำลังทดลองสร้างขึ้นมา

และการเดิมพันราคาแสนล้านครั้งนี้ ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งเพื่อพิสูจน์ว่า ภาพฝันนั้นจะกลายเป็นอนาคตจริงของฮ่องกงได้หรือไม่

Tags: , , ,