ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน หรือลองหันไปมองโต๊ะทำงานรอบตัว คุณคงคุ้นตากับเจ้าตุ๊กตาคาแรกเตอร์สุดน่ารักที่ห้อยอยู่บนกระเป๋า หรือตั้งหน้าคอมพิวเตอร์ สิ่งเหล่านี้รายล้อมอยู่ในชีวิตประจำวันของเราเสมอมา ทั้งบนเครื่องเขียน พวงกุญแจ หรือข้าวของเครื่องใช้สารพัดสิ่ง

แต่เคยสงสัยไหมว่า กว่าที่คาแรกเตอร์ยอดฮิตเหล่านี้จะแปลงร่างมาเป็นสินค้าให้เราได้จับจอง ต้องผ่านกระบวนการคิดและลงมือทำมากมายขนาดไหน

เพื่อหาคำตอบ เราจึงชวน แก้ม-อักษร จันทรโรจน์วานิช ผู้บริหารแห่งบริษัท เทค ทอยส์ จำกัด ผู้ถือลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Care Bears (แคร์แบร์), Monchhichi (มอนชิชิ), Disney (ดิสนีย์), Sesame Street (เซซามี สตรีท), Peanuts (พีนัทส์), Esther Bunny (เอสเธอร์ บันนี่) และ Teletubbies (เทเลทับบีส์) มาพูดคุยพร้อมเจาะลึกเบื้องหลังตั้งแต่การดีลลิขสิทธิ์กับค่ายยักษ์ใหญ่ ไปจนถึงการปั้นทีมออกแบบและผลิตสินค้าให้ออกมาทัชใจผู้บริโภค

Take Toys เริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร 

ความตั้งใจแรกคืออยากมีธุรกิจของตัวเอง เราเลยตั้งต้นจากความชอบของตัวเอง พอเห็นของน่ารักๆ ก็รู้สึกว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นงานที่ทำให้เรามีความสุขด้วย

Take Toys เกิดขึ้นช่วงโควิด-19 ค่ะ ตอนนั้นมีโอกาสรู้จักเจ้าของโรงงานผลิตตุ๊กตาที่ถือลิขสิทธิ์ Care Bears อยู่แล้ว แต่เขาไม่ได้ทำต่อ เราเลยติดต่อไปเพื่อขอรับลิขสิทธิ์มาผลิต ถ้าย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 6 ปีก่อน Care Bears ยังไม่ได้เป็นที่นิยมเหมือนทุกวันนี้ ตลาดยังค่อนข้างเล็ก หลายคนมองว่าเป็นตุ๊กตาวินเทจมากกว่า จังหวะนั้นจึงเป็นช่วงที่การขอซื้อลิขสิทธิ์ทำได้ง่ายกว่าตอนนี้

แก้มจึงเริ่มต้นจาก Care Bears เพราะชอบคาแรกเตอร์นี้เป็นการส่วนตัว และเชื่อว่าคนไทยน่าจะชอบเหมือนกัน พอสินค้าได้รับการตอบรับดี มีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น เราก็ค่อยๆ ขยายไปซื้อลิขสิทธิ์ตัวอื่นตามมา ไม่ว่าจะเป็น Disney, Esther Bunny และแบรนด์อื่นๆ จนกลายเป็น Take Toys ในวันนี้

ช่วงแรกถือว่าเป็นความท้าทายเหมือนกัน เพราะเราเพิ่งเรียนจบ และยังไม่มีประสบการณ์ด้านลิขสิทธิ์มาก่อน เวลาจะเข้าไปเจรจากับเจ้าของลิขสิทธิ์ เราต้องเตรียมตัวค่อนข้างเยอะ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราตั้งใจทำธุรกิจนี้จริงๆ

โชคดีที่คาแรกเตอร์แรก เรามีความสัมพันธ์กับเจ้าของโรงงานที่ถือลิขสิทธิ์อยู่แล้ว ทำให้เริ่มต้นได้ง่ายขึ้น โดยเริ่มจากการเป็นตัวแทนก่อน แต่หลังจากที่เราทำ Care Bears จนประสบความสำเร็จ เราก็เริ่มมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เจ้าของลิขสิทธิ์รายอื่นจึงเริ่มรู้จัก Take Toys ผ่านคุณภาพของสินค้า การออกแบบ และการทำการตลาดของเรา สิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเขาค่อยๆ เชื่อมั่นในมาตรฐานการทำงานของเรา และเปิดโอกาสให้เราได้ดูแลคาแรกเตอร์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

Take Toys มีวิธีเลือกคาแรกเตอร์เข้ามาอยู่ในพอร์ตอย่างไร

หลักๆ เราดูอยู่ 2 เรื่อง อย่างแรกคือ คนในทีมหรือเราต้องชอบคาแรกเตอร์นั้นจริงๆ เพราะถ้าเราอินกับมัน เราจะเห็นภาพว่าจะพัฒนาสินค้าออกมาแบบไหน และสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ

อีกเรื่องคือเราจะมองหาคาแรกเตอร์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน ทั้งหน้าตา ดีไซน์ และการเล่าเรื่อง เพราะเราเชื่อว่าคาแรกเตอร์ที่อยู่ในใจคนได้ ไม่ใช่แค่หน้าตาน่ารัก แต่ต้องมีเรื่องราวที่ทำให้คนรู้สึกผูกพันด้วย

ขณะเดียวกัน เราก็รับฟังเสียงของลูกค้าอยู่ตลอด ลูกค้าจะรีเควสต์เข้ามาเยอะมาก เช่น อยากได้คาแรกเตอร์นี้ของ Care Bears หรืออยากให้ทำเวอร์ชันขนยาว หรือดีไซน์แบบนั้นแบบนี้ เราก็จะนำความคิดเห็นเหล่านั้นมาดูต่อว่าอะไรที่สามารถทำได้ภายใต้ลิขสิทธิ์ และอะไรที่จะตอบโจทย์คนไทยมากที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว เป้าหมายของเราคือทำสินค้าให้ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าอยากได้มากที่สุดค่ะ

เมื่อเรามีคาแรกเตอร์ในพอร์ตมากขึ้น และมีผลงานออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เจ้าของลิขสิทธิ์รายอื่นก็เริ่มเห็นสิ่งที่เราทำ ทั้งในแง่คุณภาพของสินค้าและการทำการตลาด ทำให้เขาเชื่อมั่นในมาตรฐานของ Take Toys มากขึ้น จึงมีโอกาสได้ร่วมงานกับลิขสิทธิ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจุบัน บทบาทของเราไม่ได้มีแค่นำเข้าสินค้าลิขสิทธิ์เท่านั้น แต่ยังมีการออกแบบและพัฒนาสินค้าภายใต้ลิขสิทธิ์ให้กลายเป็นโปรดักต์รูปแบบใหม่ๆ ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง

เราให้ความสำคัญกับมาตรฐานและคุณภาพของสินค้า ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงรายละเอียดของงาน เราพยายามทำให้ทุกชิ้นมีเอกลักษณ์ ไม่ได้เป็นเพียงของเล่นที่ผลิตออกมาวางขายทั่วไป แต่เป็นของสะสมที่คนรู้สึกอยากเก็บไว้ในระยะยาว ซึ่งเราคิดว่านี่คือหนึ่งในจุดที่ทำให้ Take Toys แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ

ในมุมมองของคุณ อะไรคือคุณสมบัติที่ทำให้คาแรกเตอร์ตัวหนึ่งได้รับความนิยมและอยู่กับผู้คนได้นาน

เราคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ คาแรกเตอร์ต้องมีตัวตนชัดเจน ทั้งในแง่หน้าตาและเรื่องราวที่คนเห็นแล้วจำได้ และมีบุคลิกที่ทำให้รู้สึกผูกพัน

อย่าง Care Bears แต่ละตัวจะมีชื่อและความหมายเป็นของตัวเอง เช่น Good Luck Bear ที่สื่อถึงความโชคดี ทำให้แฟนๆ ไม่ได้เลือกซื้อแค่เพราะสีสวยหรือหน้าตาน่ารัก 

แต่เลือกเพราะรู้สึกว่าคาแรกเตอร์นั้นตรงกับตัวเองหรือมีความหมายพิเศษ ยิ่งคาแรกเตอร์มีเรื่องราวและความหมายชัดเจนเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสอยู่ในใจคนได้นาน

ส่วน Monchhichi ที่ได้รับความนิยมในไทย เราคิดว่าส่วนหนึ่งมาจากหน้าตาที่มีเอกลักษณ์มาก มันเป็นเสน่ห์แบบ Ugly Cute มีความแปลกแต่ก็น่ารักในเวลาเดียวกัน คนเห็นแล้วรู้สึกสะดุดตา อีกทั้งหลายคนยังตีความไม่ออกด้วยซ้ำว่าเป็นลิงหรือเป็นเด็ก ความกำกวมแบบนั้นกลับทำให้คาแรกเตอร์มีเสน่ห์และแตกต่างจากตัวอื่น

อีกอย่างคือคนไทยชอบอะไรที่มีความแปลกใหม่และไม่เหมือนใคร คาแรกเตอร์ที่มีเอกลักษณ์ชัดจึงมักได้รับความสนใจเป็นพิเศษ

ทุกวันนี้ในพอร์ตของ Take Toys มีคาแรกเตอร์ค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Care Bears, Monchhichi, Peanuts, Sesame Street และอีกหลายแบรนด์ รวมกันแล้วมีสินค้าหลายร้อยถึงหลักพัน SKU แต่ละคาแรกเตอร์ก็มีเหตุผลที่เราเลือกแตกต่างกันไป

อย่าง Sesame Street เราเลือกเพราะเชื่อว่าคาแรกเตอร์ไม่ได้ขายแค่ความน่ารัก แต่ขายความทรงจำด้วย หลายคนโตมากับการ์ตูนเรื่องนี้ พอเห็นตัวละครก็จะนึกถึงวัยเด็ก ความรู้สึกผูกพันทางอารมณ์แบบนี้เป็นสิ่งที่ทำให้คาแรกเตอร์ยังมีคุณค่าและได้รับความนิยม แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปีก็ตาม

การนำคาแรกเตอร์ที่ได้รับความนิยมอยู่แล้วมาต่อยอดเป็นสินค้าใหม่ๆ ทำอย่างไรให้ตอบโจทย์ลูกค้า

เวลาเราพัฒนาสินค้า เราจะพยายามคิดดีไซน์ใหม่ๆ ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนไทย เพราะคนไทยชอบของน่ารัก แต่ก็ต้องใช้งานได้จริงด้วย สิ่งสำคัญเราต้องออกแบบให้อยู่ภายใต้กรอบของลิขสิทธิ์ที่ได้รับมา เพราะการซื้อลิขสิทธิ์ไม่ได้หมายความว่าจะผลิตสินค้าได้ทุกประเภท สมมติเราซื้อลิขสิทธิ์ Disney มา เราอาจซื้อสิทธิเฉพาะหมวดตุ๊กตา หรือพวงกุญแจ ดังนั้นการออกแบบทุกชิ้นจึงต้องอยู่ในขอบเขตของประเภทสินค้าที่ได้รับอนุญาต

ข้อได้เปรียบของเราคือ มีทีมนักออกแบบของตัวเอง โดยทีมจะดูแลตั้งแต่คิดคอนเซปต์ วาดแบบ ออกแบบธีมและลวดลายของสินค้า ไปจนถึงตรวจตัวอย่างก่อนผลิต เรียกว่าดูแลกันทุกขั้นตอน การมีทีมอินเฮาส์ทำให้เราบรีฟงานได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น และค่อยๆ สร้างเอกลักษณ์ของงานออกแบบที่เป็นสไตล์ของ Take Toys ได้อย่างชัดเจน

เราคิดว่าจุดเด่นของนักออกแบบไทยอยู่ที่ความยืดหยุ่นทางความคิด คนไทยเปิดรับวัฒนธรรมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นฝั่งตะวันตก เกาหลี ญี่ปุ่น หรือสไตล์อื่นๆ ทำให้งานออกแบบสามารถหยิบหลายอิทธิพลมาผสมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ผลงานที่ออกมาจึงมีความหลากหลายและปรับให้เข้ากับแต่ละคอลเลกชันได้ดี

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือคอลเลกชัน Monchhichi ล่าสุด เราเป็นคนออกแบบเองทั้งหมด โดยหยิบความเป็นไทยมาใส่ลงไป ทั้งชุดมวยไทยและชุดนักเรียนไทย ซึ่งเป็นคอลเลกชันที่มีจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทย เพราะเป็นดีไซน์ที่ทีมเราออกแบบเอง

กว่าจะออกมาเป็นสินค้าหนึ่งชิ้นใช้เวลาค่อนข้างนาน อย่าง Monchhichi คอลเลกชันนี้ใช้เวลาพัฒนาเกือบ 1 ปี เพราะขั้นตอนการตรวจแบบของเจ้าของลิขสิทธิ์ละเอียดมาก แต่ละคาแรกเตอร์ก็มีเกณฑ์ไม่เหมือนกัน สิ่งที่ทุกแบรนด์ให้ความสำคัญเหมือนกันคือ ห้ามเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตัวคาแรกเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า ดวงตา หรือสัดส่วนสำคัญ เราสามารถออกแบบเสื้อผ้า ธีม หรือองค์ประกอบใหม่ๆ ได้ แต่ต้องคงเอกลักษณ์ของคาแรกเตอร์ไว้ เพื่อให้แฟนๆ ยังรู้สึกว่า นี่คือตัวละครที่พวกเขาคุ้นเคยและรักอยู่เหมือนเดิม

สินค้าที่ออกแบบเอง

หลายคนอาจเข้าใจว่าสินค้าในร้านเป็นสินค้านำเข้าทั้งหมด แต่จริงๆ แล้วประมาณ 90% ของสินค้าภายในร้าน เป็นสินค้าที่ทีม Take Toys ออกแบบและพัฒนาขึ้นเอง ภายใต้ลิขสิทธิ์ที่ได้รับอนุญาต ส่วนอีกประมาณ 10% เท่านั้นที่เป็นสินค้านำเข้า ซึ่งเราคัดเลือกเข้ามาเฉพาะรายการที่ลูกค้าเรียกร้องหรือต้องการจริงๆ

เราไม่ได้ทำแค่ตุ๊กตา แต่ต่อยอดคาแรกเตอร์ไปสู่สินค้าหลากหลายประเภท ทั้งพวงกุญแจ กระเป๋า ปากกา กระติกน้ำ และของใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะอยากให้ลูกค้าได้ใช้คาแรกเตอร์ที่ชอบในทุกวัน

สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้คือ ลวดลายและดีไซน์เหล่านี้เป็นผลงานของทีมดีไซเนอร์ไทยทั้งหมด เวลาเห็นลูกค้าพอใจ หรือคอมเมนต์ว่า ขอบคุณที่นำสินค้าชิ้นนี้เข้ามา เราก็อดยิ้มไม่ได้ เพราะจริงๆ แล้วลายนั้นเป็นผลงานที่ทีมเราออกแบบเอง ไม่ใช่สินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ

ปีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของ Take Toys ที่อยากสื่อสารให้คนรู้มากขึ้นว่า เราไม่ได้เป็นเพียงผู้จัดจำหน่ายสินค้าลิขสิทธิ์ แต่เป็นทีมคนไทยที่ออกแบบและพัฒนาสินค้าเหล่านี้ด้วยตัวเอง

ที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของลูกค้า เราอ่านคอมเมนต์แทบทุกช่องทาง ทั้งในโซเชียลมีเดีย ระหว่างการไลฟ์ขายสินค้า และในงานอีเวนต์ต่างๆ หลายครั้งลูกค้าจะบอกตรงๆ ว่าอยากได้คาแรกเตอร์ไหน หรืออยากให้ทำสินค้าแบบไหน เราก็เก็บความคิดเห็นเหล่านั้นกลับมาคิดต่อและพัฒนาสินค้าจริง

สำหรับเรา ฟีดแบ็กของลูกค้าไม่ใช่แค่ความคิดเห็นหลังการขาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการออกแบบ เพราะหลายไอเดียของสินค้าที่วางขายอยู่ในวันนี้ เริ่มต้นจากเสียงของลูกค้านั่นเอง

 

การออกแบบสินค้าให้ถูกใจคนไทยยากแค่ไหน

เราคิดว่าค่อนข้างท้าทาย เพราะคนไทยมีความชอบที่หลากหลาย ไม่ได้มีสูตรสำเร็จว่าทำแบบไหนแล้วทุกคนจะชอบ แต่สิ่งที่เราพยายามทำคือ ออกแบบสินค้าให้ยังคงตัวตนของคาแรกเตอร์ไว้ ขณะเดียวกันก็เติมรายละเอียดที่เข้ากับรสนิยมของคนไทย ซึ่งมักชอบงานที่มีความน่ารัก มีเอกลักษณ์ และมีลูกเล่นที่ทำให้รู้สึกแตกต่าง

ช่วงนี้สินค้าที่ได้รับความนิยมที่สุดคือ พวงกุญแจ เพราะเป็นสินค้าที่ซื้อได้ง่าย ราคาเข้าถึงได้ และพกติดตัวไปได้ทุกที่ ไม่ว่าจะห้อยกระเป๋า ห้อยกุญแจรถ หรือห้อยกับของใช้ต่างๆ จึงกลายเป็นไอเท็มที่คนหยิบใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุด

เราเชื่อว่าพวงกุญแจไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นของตกแต่ง แต่ยังเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ผู้คนใช้แสดงตัวตนของตัวเอง ลูกค้าส่วนใหญ่จะเลือกซื้อคาแรกเตอร์ที่ตัวเองชอบ บางคนชอบเพราะหน้าตาน่ารัก บางคนรู้สึกว่าบุคลิกของคาแรกเตอร์คล้ายตัวเอง หรือบางครั้งก็รู้สึกเชื่อมโยงกับเรื่องราวของคาแรกเตอร์นั้นเป็นพิเศษ

เพราะฉะนั้น การเลือกห้อยคาแรกเตอร์สักตัวจึงไม่ต่างจากการเลือกสิ่งที่สะท้อนตัวตน ความชอบ หรือความรู้สึกของเจ้าของในช่วงเวลานั้น

ด้วยเหตุนี้ เรื่องราวจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก คาแรกเตอร์ที่มีบุคลิก หรือมีความหมายที่ชัดเจน มักสร้างความผูกพันกับผู้คนได้มากกว่า เพราะทุกวันนี้ผู้บริโภคไม่ได้เลือกซื้อเพียงเพราะสินค้าน่ารัก แต่เลือกซื้อจากความรู้สึกและความหมายที่คาแรกเตอร์นั้นมอบให้ด้วย

ในมุมมองของคุณแก้ม ธุรกิจคาแรกเตอร์และ Merchandise ในไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกหรือไม่

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 6 ปีก่อน ธุรกิจคาแรกเตอร์ในไทยยังแข่งขันไม่ดุเดือดเหมือนทุกวันนี้ ผู้เล่นในตลาดลิขสิทธิ์ตุ๊กตายังมีไม่มาก เราเริ่มจาก Care Bears ก่อน จากนั้นไม่นานก็ขยายมาสู่ Esther Bunny ลิขสิทธิ์จากเกาหลี ตามด้วย Disney, Sesame Street, Peanuts, Teletubbies และ Monchhichi จนปัจจุบัน Take Toys มีพอร์ตคาแรกเตอร์ที่หลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ การได้ดูแลลิขสิทธิ์ Disney ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ เพราะเป็นแบรนด์ระดับโลกที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในมาตรฐานการทำงานของเรา

เรามองว่าตลาดนี้ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก และน่าจะเติบโตต่อเนื่อง เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่เปลี่ยนไป การซื้อสินค้าไม่ได้มองแค่ประโยชน์ใช้สอยเหมือนในอดีต แต่ยังมองหาคุณค่าทางอารมณ์ด้วย หลายคนซื้อเพราะอยากให้ตัวเองรู้สึกมีความสุข รู้สึกใจฟู หรือบางครั้งก็ซื้อเพียงเพราะรู้สึกว่ามันน่ารัก เท่านี้ก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้ว

เราคิดว่าสิ่งนี้กลายเป็น New Normal ของผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่สร้างความรู้สึกมากพอๆ กับการใช้งานจริง

ส่วนกระแสของสะสมหรือกล่องสุ่ม เรามองว่าเสน่ห์ของมันอยู่ที่ความตื่นเต้น คนซื้อไม่รู้ว่าจะได้ตัวที่ตัวเองอยากได้หรือเปล่า ความคาดหวังเล็กๆ แบบนี้ทำให้การเปิดกล่องกลายเป็นประสบการณ์ที่สนุก และเป็นเหมือนความสุขเล็กๆ ที่ช่วยเติมสีสันให้ชีวิตประจำวัน หลายครั้งคนไม่ได้ซื้อแค่ตัวสินค้า แต่ซื้อความรู้สึกตื่นเต้น และความสุขที่เกิดขึ้นระหว่างการลุ้นด้วย ซึ่งเราคิดว่านี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตลาดของสะสมและคาแรกเตอร์ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากช่องทางออนไลน์ Take Toys ขยายธุรกิจอย่างไรบ้าง

นอกจากช่องทางออนไลน์แล้ว วันนี้สินค้าของ Take Toys วางจำหน่ายผ่านหลายช่องทาง ทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าพันธมิตรต่างๆ เรียกว่ามีครบแทบทุกช่องทางที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้

เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน เราก็แยกมาตั้งอีกบริษัทหนึ่งและเปิดร้าน Seek ’N Keep Club ขึ้นมา ซึ่งเป็นร้านมัลติแบรนด์ที่รวบรวมสินค้า Take Toys และสินค้าจากแบรนด์ไทยไว้ในที่เดียว 

เหตุผลที่ไม่ได้ใช้ชื่อ Take Toys เป็นชื่อร้าน เพราะตอนเริ่มต้นธุรกิจ เราเพิ่งเข้ามาในวงการลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ และยังไม่รู้ว่าธุรกิจนี้จะเติบโตได้ยั่งยืนแค่ไหน เนื่องจากลิขสิทธิ์แต่ละแบรนด์เป็นสัญญาที่มีระยะเวลา หากวันหนึ่งไม่ได้ต่อสัญญา ธุรกิจก็อาจได้รับผลกระทบ เราจึงอยากสร้างโมเดลร้านที่ไม่ได้พึ่งพาเฉพาะสินค้าลิขสิทธิ์ของตัวเอง แต่มีสินค้าหมวดอื่นเข้ามาช่วยกระจายความเสี่ยงด้วย

อีกเหตุผลคือเราอยากให้ร้านมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ได้มีแค่ตุ๊กตาหรือสินค้าคาแรกเตอร์ แต่เป็นพื้นที่ที่ลูกค้าสามารถเลือกซื้อของขวัญ ของฝาก หรือสินค้าไลฟ์สไตล์จากแบรนด์ไทยได้ครบในที่เดียว ทำให้บรรยากาศของร้านดูสมบูรณ์มากขึ้น

แม้จะเป็นร้านมัลติแบรนด์ แต่สินค้าหลักภายในร้านก็ยังเป็นของ Take Toys คิดเป็นประมาณ 60% ส่วนอีก 40% เป็นสินค้าจากแบรนด์ไทยอื่นๆ ที่เราคัดเลือกเข้ามา

สำหรับสินค้านำเข้า จริงๆ มีสัดส่วนไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่เราออกแบบและพัฒนาขึ้นเองภายใต้ลิขสิทธิ์ที่ได้รับ ส่วนสินค้านำเข้าจะมีเพียงบางรายการที่ลูกค้าเรียกร้องหรือมีความต้องการเฉพาะ เราจึงนำเข้ามาเพื่อเติมเต็มความต้องการของลูกค้าเท่านั้น

ในส่วนของกลยุทธ์การตลาด หลักๆ เราไม่ได้วางตัวเองเป็นแค่ร้านของเล่น หรือร้านขายของทั่วไป เราพยายามทำให้ลูกค้ารู้สึกผูกพันกับสินค้า แล้วทำให้ทุกอย่างเป็นมากกว่าของเล่น แต่ต้องการให้เป็นของสะสมด้วย

Take Toys เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้

Take Toys เติบโตค่อนข้างเร็ว เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นแทบทุกด้าน ทั้งเรื่องทีม การบริหารจัดการ และเป้าหมายขององค์กร

ช่วงเริ่มต้น เป้าหมายของเราค่อนข้างเรียบง่าย คืออยากทำธุรกิจในประเทศไทยให้ประสบความสำเร็จ แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น วิสัยทัศน์ก็ขยายตามไปด้วย วันนี้เราไม่ได้มองแค่ตลาดไทยแล้ว แต่เริ่มตั้งเป้าหมายที่จะเติบโตในระดับเอเชีย และในอนาคตก็อยากขยายไปยังประเทศอื่นๆ ด้วย

ในด้านการบริหารธุรกิจก็เปลี่ยนไปมากเช่นกัน ตอนเริ่มต้นเราเน้นขายผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก เพราะเป็นช่วงโควิด แต่หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย เราเริ่มให้ความสำคัญกับหน้าร้านและการจัดอีเวนต์มากขึ้น

เราไม่ได้อยากให้ลูกค้าแค่มาซื้อสินค้าแล้วกลับ แต่พยายามสร้างประสบการณ์ร่วมกับคาแรกเตอร์ที่เขาชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดอีเวนต์ การเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ หรือกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้ลูกค้าได้มีช่วงเวลาร่วมกับแบรนด์ เพราะสำหรับเรา สินค้าคาแรกเตอร์ไม่ได้ขายแค่ตัวโปรดักต์ แต่ขายความรู้สึกและประสบการณ์ที่ลูกค้าจะจดจำกลับไปด้วยค่ะ

การได้เห็นสินค้าของ Take Toys เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ทำให้รู้สึกอย่างไร

รู้สึกดีมาก เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่เราทำไม่ใช่แค่การขายสินค้า แต่เป็นการส่งต่อความสุขให้ลูกค้า หลายครั้งเวลาเราจัดอีเวนต์ เราจะชอบเดินไปแอบฟังเวลาลูกค้าหยิบสินค้าแล้วคุยกันว่าเขาชอบอะไร หรือมีคอมเมนต์อย่างไร พอได้เห็นเขายิ้ม ได้ยินว่าเขาชอบหรือรู้สึกตื่นเต้นกับสินค้าที่เราออกแบบ ก็รู้สึกมีความสุขมาก เพราะนั่นคือสิ่งที่เราตั้งใจทำมาตั้งแต่แรก

นอกจากการสังเกตฟีดแบ็กในงานอีเวนต์แล้ว เราพยายามพูดคุยกับลูกค้าโดยตรง ถามว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไร มีอะไรที่อยากให้ปรับปรุง เพราะความคิดเห็นของลูกค้าเป็นข้อมูลสำคัญที่เรานำกลับมาพัฒนาสินค้าในคอลเลกชันต่อๆ ไป

อีกช่องทางหนึ่งที่เราใช้สื่อสารกับลูกค้าคือการไลฟ์ขายสินค้าทุกวัน ทีมงานจะพูดคุยกับลูกค้าแบบเรียลไทม์ ทั้งสำหรับคนที่ไม่สะดวกมาหน้าร้าน และคนที่อยากสอบถามรายละเอียดสินค้าโดยตรง ระหว่างไลฟ์ลูกค้ามักจะคอมเมนต์เข้ามาว่า อยากได้คาแรกเตอร์ไหน อยากให้ทำสินค้าแบบไหน หรือมีข้อเสนอแนะอะไรเพิ่มเติม ซึ่งทีมของเราจะคอยตอบและพูดคุยอยู่ตลอด

สำหรับเรา การไลฟ์จึงไม่ได้เป็นแค่ช่องทางการขายออนไลน์ แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้แบรนด์ใกล้ชิดกับลูกค้า ได้รับฟังความคิดเห็นจริงๆ และนำสิ่งที่ลูกค้าต้องการไปต่อยอดในการพัฒนาสินค้าในอนาคตด้วย

ปัจจุบันสัดส่วนยอดขายของ Take Toys ระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์เป็นอย่างไร

ปัจจุบันยอดขายของเราแบ่งเป็นออฟไลน์ประมาณ 70% และออนไลน์ 30% ซึ่งอาจจะต่างจากหลายธุรกิจที่เติบโตจากออนไลน์เป็นหลัก

จริงๆ ช่วงเริ่มต้นธุรกิจ สัดส่วนยอดขายของเราเป็นฝั่งออนไลน์มากกว่า เพราะเป็นช่วงโควิด-19 แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น เราก็ค่อยๆ ขยายช่องทางจำหน่ายไปทั่วประเทศ ทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าต่างๆ รวมถึงเริ่มมีการส่งออกไปต่างประเทศ ทำให้ยอดขายฝั่งออฟไลน์เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันกลายเป็นช่องทางหลักของธุรกิจ

เราเชื่อว่าเหตุผลสำคัญคือ การพยายามทำให้สินค้าของ Take Toys เข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด ไม่ว่าลูกค้าจะสะดวกซื้อผ่านช่องทางไหน เราก็อยากให้เขาหาซื้อสินค้าได้ง่ายที่สุด

อีกเหตุผลหนึ่งคือ สินค้าคาแรกเตอร์เป็นสินค้าที่ลูกค้าอยากสัมผัสก่อนตัดสินใจซื้อ หลายคนอยากเห็นของจริง อยากจับ อยากเลือกตัวที่ชอบด้วยตัวเอง รวมถึงอยากได้รับประสบการณ์ระหว่างการเลือกซื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ออนไลน์ทดแทนได้ยาก

ยิ่งสำหรับสินค้าประเภทกล่องสุ่ม ประสบการณ์ยิ่งเป็นส่วนสำคัญ เพราะลูกค้าหลายคนอยากเป็นคนสุ่มด้วยตัวเอง อยากลุ้นและสัมผัสโมเมนต์นั้นที่หน้าร้าน หากซื้อผ่านออนไลน์ แอดมินจะเป็นผู้สุ่มให้ ความตื่นเต้นบางส่วนก็อาจหายไป นั่นจึงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ลูกค้าจำนวนไม่น้อยยังเลือกเดินทางมาซื้อสินค้าที่หน้าร้าน แม้จะมีช่องทางออนไลน์ให้บริการก็ตาม

มูลค่าการซื้อเฉลี่ยต่อบิลของลูกค้าอยู่ที่ประมาณเท่าไร

จริงๆ ขึ้นอยู่กับช่องทางจำหน่าย เพราะสินค้าของ Take Toys มีตั้งแต่ราคาที่เข้าถึงง่าย ไปจนถึงสินค้าระดับพรีเมียม เราตั้งใจออกแบบให้ตอบโจทย์ลูกค้าหลายกลุ่ม ไม่ได้มีแค่ตลาดของสะสมราคาสูง

ถ้าเป็นสาขาในห้างสรรพสินค้าหลัก มูลค่าการซื้อเฉลี่ยต่อบิลจะอยู่ที่ประมาณ 700-1,000 บาท แต่ถ้าเป็นช่องทางอย่างไฮเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้อ ค่าใช้จ่ายต่อบิลจะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 200 บาท

เราไม่อยากให้คนรู้สึกว่าสินค้าลิขสิทธิ์เป็นสินค้าที่มีราคาแพงเสมอไป จึงพยายามออกแบบสินค้าให้มีหลายระดับราคา เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้

วิธีหนึ่งคือการปรับรายละเอียดของสินค้าให้เหมาะกับต้นทุน เช่น บางรุ่นที่เดิมใช้การปัก อาจเปลี่ยนมาเป็นการสกรีน ซึ่งช่วยให้ราคาจับต้องได้มากขึ้น โดยที่ยังคงความน่ารักและคุณภาพของสินค้าไว้ ทำให้ลูกค้าในทุกกลุ่มสามารถเลือกซื้อสินค้าที่เหมาะกับงบประมาณของตัวเองได้

ปัจจุบันธุรกิจของ Take Toys เติบโตไปถึงไหนแล้ว

ปัจจุบันร้าน Seek ’N Keep Club มีทั้งหมด 9 สาขา และภายในปีนี้มีแผนเปิดเพิ่มอีก 2 สาขา รวมเป็น 11 สาขา ถือว่าเติบโตค่อนข้างเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมาที่เราเปิดสาขาใหม่ต่อเนื่องแทบจะเดือนเว้นเดือน

ในด้านเป้าหมายธุรกิจ ปีนี้เราตั้งเป้ารายได้รวมของทั้ง Take Toys และ Seek ’N Keep Club ไว้ที่ประมาณ 1,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่รายได้รวมของทั้งเครืออยู่ที่ประมาณ 800 ล้านบาท

ถ้ามองย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ธุรกิจเติบโตมาไกลมาก เพราะวันแรกที่เริ่มทำ ยอดขายยังอยู่ในระดับหลักแสนบาทต่อเดือน แต่ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี ก็ขยายทั้งช่องทางจำหน่าย จำนวนสาขา และพอร์ตธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จนก้าวมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายสำคัญของตลาดสินค้าลิขสิทธิ์และคาแรกเตอร์ในประเทศไทยวันนี้

ถ้าเดินเข้ามาที่ร้าน มีสินค้าอะไรที่ไม่ควรพลาด

ถ้าต้องแนะนำสักชิ้น เราคิดว่าต้องเป็น Care Bears ค่ะ เพราะเป็นคาแรกเตอร์ที่มีความหลากหลายมาก แต่ละตัวมีบุคลิกและความหมายของตัวเอง เราเชื่อว่าน่าจะมีสักตัวที่ตรงกับความชอบหรือความรู้สึกของแต่ละคน

Care Bears ยังเป็นคาแรกเตอร์ที่เราพัฒนาสินค้ามากที่สุด เพราะเป็นลิขสิทธิ์แรกที่เราได้รับมาดูแล ปัจจุบันมีสินค้าให้เลือกหลายร้อยแบบ ครอบคลุมทั้งของสะสมและสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

ส่วนถ้าถามถึงฮีโร่โปรดักต์ของช่วงนี้ คงต้องยกให้ Monchhichi เพราะกระแสตอบรับดีมาก โดยเฉพาะคอลเลกชันที่ทีมเราออกแบบเอง ซึ่งได้รับความนิยมจนหลายรายการขายหมดอย่างรวดเร็ว

อยากฝากอะไรถึงผู้อ่าน

อยากฝาก Take Toys ไว้กับทุกคนค่ะ ถ้าใครกำลังมองหาของขวัญให้ตัวเองหรือคนรัก อยากได้สินค้าลิขสิทธิ์แท้ที่ออกแบบโดยทีมคนไทย เราก็อยากชวนให้มาลองทำความรู้จักกับ Take Toys ดู

เราเชื่อว่าสินค้าคาแรกเตอร์ไม่ได้เป็นแค่ของน่ารัก แต่เป็นสิ่งที่ช่วยเติมความสุขเล็กๆ ให้กับชีวิตประจำวัน และหวังว่าสินค้าของเราจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ทุกคนยิ้มได้ในทุกครั้งที่หยิบขึ้นมา

Tags: , , , , , , , , , , ,