***บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์***

ผมโตมากับยุคที่ละครไทยไม่สามารถ ‘แตะ’ อะไรได้ ยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ผมเคยได้ยินว่า ละครวิพากษ์ตำรวจถูก ‘ตัดจบ’ เพราะวิจารณ์เรื่องตำรวจกับการคอร์รัปชัน นักบิน-แอร์โฮสเตสประท้วงเรื่องการกล่าวถึงพวกเขาในด้านลบ และทำลายความน่าเชื่อถือของพวกเขา อัยการออกมาตำหนิละครที่ทำให้สังคมเข้าใจอัยการผิด

เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง จนแวดวงคอนเทนต์ไทยมักเลือกเซนเซอร์ตัวเอง ทำให้เราได้ดูละครอย่าง ผู้กองยอดรัก ดาวพระศุกร์ คู่กรรม ซ้ำซาก ในเวลาเดียวกับที่ซีรีส์ต่างประเทศวิพากษ์สังคม ภาพยนตร์ต่างประเทศวิจารณ์ระบบ-โครงสร้างประเทศตัวเองอย่างเข้มข้น

สิ่งแรกที่ต้องชื่นชม ‘ทนายปีศาจ’ คือ การพยายามก้าวข้ามเส้นนั้น และแตะตรงไปที่ใจกลางของกระบวนการยุติธรรมให้เห็นว่า ในแง่หนึ่งก็คือกระบวนการอยุติธรรม

ในละครไทย ตำรวจเลวมักปรากฏตัวได้ นักการเมืองมักเป็น ‘ตัวร้าย’ เสมอ ขณะที่นายทุน ผู้มีอิทธิพล ก็มักรับบทคนชั่วอยู่เนืองๆ

แต่มีสถาบันหนึ่งที่วางตัวอยู่เหนือข้อสงสัย ราวกับว่าการสวมเสื้อครุย นั่งอยู่บนบัลลังก์ หรือการมีคำว่า ‘ยุติธรรม’ อยู่ในชื่อตำแหน่ง จะทำให้มนุษย์คนหนึ่งกลายเป็นเทวดา ปลอดพ้นจากความโลภ อคติ และการคอร์รัปชันโดยอัตโนมัติ ‘ทนายปีศาจ’ เลือกเดินข้ามเส้นทางดังกล่าว และวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา

ผู้สร้างใช้เวลานานกว่า 5 ปี ในการพัฒนาบท สืบเสาะข้อเท็จจริง ฝังตัวอยู่กับทนายจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และมีผู้รู้จำนวนมากคอยให้ข้อมูลเบื้องหลังคดีความหลายๆ คดี การใช้เวลากับการพัฒนาบท หาข้อมูล เข้าใจรายละเอียดทุกอย่าง ทำให้ฉากหลังและองค์ประกอบต่างๆ สมจริง จริงเกินกว่าที่ใครจะออกมาประท้วงได้

และเมื่อซีรีส์จากเน็ตฟลิกซ์เรื่องนี้ก้าวข้ามเส้นนี้ได้ ก็สามารถวิพากษ์อะไรตามมาได้อีกมาก

 1. เราเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมได้เพียงใด

สถานการณ์หลายเรื่องอ้างอิงจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว และอาจเกิดขึ้นได้จริงในประเทศนี้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ทุนเทาที่อยู่หลังเหตุโรงงานไฟไหม้เมื่อปี 2564 เหตุการณ์คนตกเรือจากปาร์ตี้คนรวย หรือเหตุการณ์ ‘ค้ามนุษย์’ ในอุตสาหกรรมประมงไทย 

เรื่อยไปจนถึงเหตุฆาตกรรมในสนามกอล์ฟ จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์อันสลับซับซ้อนทั้งหมด ที่ชวนให้ตั้งคำถามไปถึงเรื่องใหญ่ว่า เราเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้ได้มากเพียงไหน

พนักงานสอบสวนทำหน้าที่อีกมาตรฐานหนึ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับลูกชายนายตำรวจใหญ่ ผู้พิพากษาใช้อำนาจ ‘ไม่ให้ประกันตัว’ เพราะได้รับแรงกดดันจากผู้มีอำนาจ แม้ในหลักกฎหมายอาญา จะมีหลักพื้นฐานที่เชื่อว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำตัดสินเป็นสิ้นสุด (Presumption of Innocence) และเมื่อถึงตรงนี้ บทบาทของ ‘ทนายจิตตรี’ ก็โดดเด่นขึ้นมา 

เพราะในคดีที่ลากเส้นโยงถึงผู้มีอำนาจ คดีที่มีผู้อยู่เบื้องหลังที่มีอำนาจ ‘สั่ง’ ได้ ความสำคัญของกฎหมายก็กลายเป็นเรื่องลำดับรองลงมา

“วิธีของจิตตรีไม่ได้ถูกต้องหรอก แต่ถ้าระบบมันบิดเบี้ยวอยู่อย่างนี้ เราก็ไม่ต้องไปรู้สึกผิดถ้าจะหาประโยชน์จากมันบ้าง” ป้าหน่อยพูดตอนหนึ่งกับ ‘เมฆ’ 

บทของเรื่องนี้ฉลาดตรงที่พาเราเรียนรู้วิธีของจิตตรีไปพร้อมกับ ‘เมฆ’ ทนายสิทธิมนุษยชน ทนายขอแรงที่เชื่อมั่นในอุดมการณ์ ยึดหลักการทางกฎหมายเคร่งครัดราวกับเป็นตำราเดินได้ เพื่อเรียนรู้ว่า กระบวนการยุติธรรมในโลกความเป็นจริงนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร 

ในโลกความเป็นจริง ความยุติธรรมมักอยู่ข้าง ‘ผู้มีอำนาจ’ มากกว่าคนตัวเล็กตัวน้อย ผู้มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่า เข้าถึงรูปคดีได้มากกว่า และเรื่องที่เลวร้ายที่สุดคือ พวกเขายังเข้าถึงตุลาการได้ด้วย

2. เมื่อตุลาการไม่ได้อยู่เหนือความฉ้อฉล

หลายปีก่อน ผู้พิพากษาท่านหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า ในคดีการเมือง มีคนโทรสั่งว่าจะให้หรือไม่ให้ใครประกันตัว

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มีข่าวผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รับเงิน 20 ล้านบาท เพื่อช่วยวิ่งเต้นเรื่องการปล่อยตัวผู้ต้องหาชาวไต้หวัน และมีข่าวผู้พิพากษาเรียกรับเงินจากแกนนำ กปปส. 175 ล้านบาท เพื่อ ‘เป่าคดี’

ขณะเดียวกัน ยังมีข่าวคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมมีมติให้ผู้พิพากษา ‘ออกจากราชการ’ เพราะไปแทรกแซงคดีให้ตำรวจเพิกถอนหมายจับ สว.คนดัง

ไม่นับรวมเรื่องที่ คณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลชั้นต้น จังหวัดยะลา ยิงตัวเองคาบัลลังก์เพราะไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมในคดีได้

ทั้งหมดคือเรื่องที่ปรากฏเป็นข่าว เป็นเรื่องที่มีผู้เสียประโยชน์แฉออกมา คำถามคือ ยังมีเรื่องแบบเดียวกันนี้อีกมากน้อยขนาดไหนที่ทุกคนรู้กัน สมประโยชน์ แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คำถามก็คือ แล้วจะมั่นใจได้อย่างไร หากมีปัญหากับผู้มีอำนาจในประเทศนี้ หากมีปัญหากับ ‘โครงสร้าง’ ในประเทศนี้ กระบวนการยุติธรรมจะอำนวยความยุติธรรมให้กับเราได้ กระบวนการพิจารณาคดีจะเป็นไปอย่าง Free & Fair

แต่เดิมเราเชื่อว่า ผู้พิพากษาเป็นอาชีพที่น่าเชื่อถือ เที่ยงตรง เป็น ‘ท่าน’ ที่ทำงานภายใต้หลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน ระบบกำหนดให้ ‘ตุลาการ’ ได้รับเงินเดือนสูงๆ มีเงินประจำตำแหน่งไปซื้อรถหรู ได้รับสวัสดิการที่ดี ซ้ำยังยืดอายุเกษียณราชการไปได้ถึง 70 ปี แต่ทั้งหมดนี้จะเชื่อถือได้แค่ไหนว่า พวกเขาทำหน้าที่เพื่อ ‘พวกเรา’

ทนายปีศาจพาคนดูไปให้เห็นว่า ตุลาการไม่ใช่เทวดา หากแต่เป็นมนุษย์ที่มีรัก โลภ โกรธ หลง ตุลาการยังมี ‘พวก’ ยังรับคำสั่งจากผู้มีอำนาจเหนือกว่า ยังรับเงินจากทุนเทา ยังมีภรรยาลับเป็นเด็กอ่างไว้ให้แบล็กเมลได้

เป็นความกล้าในการทลายกรอบเดิม เปิดเพดานสังคมให้ถกเถียงกันได้มากกว่านี้ ชวนให้สังคมคิดกว่านี้ว่า การปล่อยอำนาจใดอำนาจหนึ่งให้อยู่เหนือการตรวจสอบ ยกให้เป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดนั้นอันตรายเพียงใด

ส่วนจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ยังเป็นเครื่องหมายคำถามตัวโตๆ

 3. ว่าด้วยอาชญากรรมโดยรัฐ และวัฒนธรรม ‘ลอยนวลพ้นผิด’ 

2 เรื่องที่เป็น ‘จุดเปลี่ยน’ คือ นอกจากวิพากษ์กระบวนการยุติธรรมแล้ว ยังวิเคราะห์บทบาทของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องสกปรกโสมมโดยตรง และมักจะ Walk Free เดินออกมาอย่างองอาจ ลอยนวลพ้นผิด ซ้ำยังใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ

เรื่องแรกคือ การที่ตำรวจไปพัวพันกับคดี ‘อุ้มหาย’ พ่อของจิตตรี คนขับเรือข้ามฟาก ข้ามแม่น้ำเมยที่จังหวัดตาก ที่ถูกตำรวจอุ้มฆ่าเพราะไปขัดขวางขบวนการค้ามนุษย์โดยเจ้าหน้าที่รัฐ ตามด้วยการเสียชีวิตของแม่ที่เป็นหนึ่งในแรงขับ ทำให้จิตตรีเดินหน้าเป็นนักกฎหมายเพื่อสะสางปมในวัยเด็ก

เป็นความจริงที่ว่า คนในเครื่องแบบในประเทศนี้เกี่ยวข้องกับการซ้อมทรมาน การอุ้มหายและอุ้มฆ่าอยู่บ่อยครั้ง แต่แทบทุกครั้ง ตำรวจซึ่งมีอีกหน้าที่หนึ่งคือ เป็น ‘พนักงานสอบสวน’ ในคดีพวกนี้ ถูกพิพากษาให้จำคุกน้อยมาก เพราะพวกเดียวกันย่อมทำให้สำนวนอ่อนลง ละเลยหลักฐานหลายๆ อย่าง ยิ่งถ้าเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจระดับสูง ยิ่งมีน้อยครั้งที่จะสาวไปถึง แทบไม่มีใครต้องรับผิดชอบจริง

นั่นเป็นเรื่องที่ ผู้พิพากษาฤทธิ์ พ่อของเมฆ พูดออกมาตรงๆ ว่า สำนวนอ่อนเกินไป อ่อนเกินกว่าที่จะเอาผิดตำรวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สีเทาๆ อย่างพื้นที่ชายแดน

อีกอาชญากรรมหนึ่งก็คือ อาชญากรรมว่าด้วยการค้ามนุษย์ ที่เล่าผ่านกิจการเรือประมงของอนันต์ และป๋าชัย ซึ่งปูไปสู่โศกนาฏกรรมช่วงท้ายเรื่องเป็นเรื่องจริงอีกเช่นกันที่ว่า ตำรวจ-ทหารในประเทศนี้เข้าไปพัวพันกับการค้ามนุษย์ และปรากฏเป็นข่าว ทั้งเรื่องการค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา และค้ามนุษย์บนเรือประมง ทั้งทหารและตำรวจเข้าไปข้องเกี่ยวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งผ่านการเรียกรับส่วยจากผู้ประกอบการ การหลับตาข้างหนึ่งทำเป็นมองไม่เห็น การอำนวยความสะดวกให้เครือข่ายขนคนเข้าประเทศ เรื่อยไปจนถึงการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเสียเอง

คดีที่น่าสะเทือนใจที่สุดคือ คดีค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจาเมื่อปี 2558 ที่สาวไปถึง พลโท มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ผู้ซึ่งต่อมาถูกศาลพิพากษาจำคุกและเสียชีวิตในเรือนจำ ขบวนการนี้ลักลอบขนชาวโรฮีนจาเข้ามากักขังไว้ในแคมป์กลางป่าเพื่อเรียกค่าไถ่ ก่อนส่งต่อไปยังมาเลเซีย จนมีการพบหลุมศพหมู่ของผู้เสียชีวิตบนเทือกเขาในอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ภาพที่ตอกย้ำว่า เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงไม่ได้เพียงหลับตา แต่ลงไปเป็นฟันเฟืองหนึ่งของขบวนการเสียเอง

ส่วนการกดขี่แรงงานข้ามชาติบนเรือประมง การซ้อมทรมาน และการฆ่าทิ้งกลางทะเล เป็นอีกแดนสนธยาที่อยู่คู่อุตสาหกรรมนี้มายาวนาน เป็นเรื่องที่รัฐเลือกจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพราะรู้ดีว่าเบื้องหลังมันมีผลประโยชน์มหาศาล

อันที่จริงผู้สร้างสามารถเล่าเรื่องอื่นที่ไม่ต้องเกี่ยวพันกับเรื่องพวกนี้ได้ แต่พวกเขาเลือกที่จะเล่าให้เห็นความฉ้อฉลของโครงสร้างประเทศนี้ว่าทำงานกันอย่างไร และเพราะเหตุใดการบังคับใช้กฎหมาย หลัก ‘นิติธรรม’ ถึงมีปัญหา 

คำว่า ‘ปีศาจ’ จึงไม่ได้ผูกติดอยู่กับทนายอย่างเดียว หากแต่ยังอยู่ที่ในคดีเหล่านี้ที่ผู้เขียนบทซ่อนไว้ในซีรีส์อย่างคมคาย

 4. The Devil is in the Details 

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ ‘ทนายปีศาจ’ ทิ้งไว้ อาจไม่ใช่คำถามว่า จิตตรีเป็นทนายที่ดีหรือเลว หรือวิธีการของเธอถูกต้องมากน้อยแค่ไหน

แต่คือเมื่อเรารู้แล้วว่าโลกนี้ทำงานอย่างไร รู้ว่ากฎหมายไม่ได้ทำงานกับทุกคนด้วยมาตรฐานเดียวกัน รู้ว่าผู้มีอำนาจเข้าถึงตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา และทำให้คดีหนึ่งเป็นไปในทิศทางที่ต้องการได้ เราจะทำอย่างไรต่อ

เราจะเลือกอยู่เป็น ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ปล่อยให้ระบบเดินหน้าต่อไป ขอเพียงตัวเองไม่เดือดร้อน หรือกระทั่งเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบนั้น แล้วเติบโตไปกับมัน

หรือเราจะยังเชื่อว่า ต่อให้เปลี่ยนอะไรไม่ได้ทั้งหมด อย่างน้อยก็ยังมีบางอย่างที่เราทำได้ในบทบาทของตัวเอง

“เข้าใจหมดเลยว่าโลกนี้มันทำงานยังไง แต่กลืนมันไม่ลงจริงๆ” อังพูดไว้ตอนหนึ่ง

บางทีประโยคนี้อาจเป็นหัวใจของเรื่องทั้งหมด เพราะปัญหาไม่ใช่เราไม่รู้ว่าโลกเป็นอย่างไร แต่คือเมื่อรู้แล้ว เราจะยอมรับมันเป็นเรื่องปกติหรือไม่

ท้ายที่สุด ‘ปีศาจ’ อาจไม่ได้หมายถึงตัวทนาย ตำรวจ ผู้พิพากษา หรือนายทุนคนใดคนหนึ่ง หากแต่หมายถึงระบบและโครงสร้างทั้งหมดที่ช่วยกันสร้างปีศาจขึ้นมา ตั้งแต่ระบบอุปถัมภ์ โครงสร้างสังคมที่บิดเบี้ยว วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ไปจนถึงกระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนไม่อาจมั่นใจได้ว่า เมื่อมีปัญหากับผู้มีอำนาจ กฎหมายจะยังยืนอยู่ข้างพวกเขา

ปีศาจจึงไม่ได้อยู่เฉพาะในเรื่องใหญ่โต แต่อยู่ในรายละเอียดเล็กๆ อยู่ในคำสั่งที่ไม่มีใครกล้าถาม อยู่ในสำนวนคดี อยู่ในโครงสร้างที่ทุกคนรู้ว่ามีปัญหา แต่อยู่ร่วมกันได้ และอยู่ในความเงียบของคนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เลือกไม่พูด

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า เราจะกำจัดปีศาจเหล่านี้ได้หรือไม่

แต่คือเราจะปล่อยให้ตัวเองอยู่กับมัน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของมันไปด้วยหรือเปล่า

Tags: , , , , , , , ,