ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เสนอออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

รัฐบาลให้เหตุผลว่า วิกฤตพลังงานกำลังส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ ต้นทุนการผลิต และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเร่งด่วนที่ไม่สามารถดำเนินการผ่านงบประมาณปกติได้

อย่างไรก็ตาม พ.ร.ก.ฉบับนี้ยังมีคำถาม ทั้งในมิติประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ ความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ และความเสี่ยงต่อฐานะการคลังของประเทศ

ยิ่งเมื่อสถานะหนี้สาธารณะของไทย ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 66.66% ของ GDP และการกู้เงินครั้งนี้ทำให้เข้าใกล้กรอบวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ ‘ภาวะฉุกเฉิน’ ที่จำเป็นต้องกู้เงินผ่าน พ.ร.ก.จริงหรือไม่

นอกจากนี้ อีกคำถามที่ยังแวดล้อมคือ แผนใช้เงิน 2 แสนล้านบาทหลัง ที่รัฐบาลระบุว่าจะใช้ ‘ปรับโครงสร้างพลังงาน’ ก็ยังไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน

คำถามสำคัญก็คือ รัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างไรว่า งบประมาณก้อนนี้จะถูกใช้อย่างคุ้มค่า

เงินกู้ 4 แสนล้านบาท จะถูกนำไปใช้อย่างไร

ปัจจุบัน ภายใต้ร่าง พ.ร.ก. รัฐบาลแบ่งวงเงินกู้ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ วงเงิน 2 แสนล้านบาทแรก ใช้สำหรับมาตรการบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า เช่น โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ในรูปแบบรัฐร่วมจ่าย 60% ประชาชนร่วมจ่าย 40% และการเพิ่มเงินช่วยเหลือให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

อีก 2 แสนล้านบาท ใช้สำหรับการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ทั้งการสนับสนุนพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การขยายสถานีชาร์จ และการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับเศรษฐกิจพลังงานใหม่

การกู้เงินตาม พ.ร.ก.ฉบับนี้ กำหนดให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงขีดความสามารถของรัฐในการชำระคืนด้วย

ในการพิจารณากลั่นกรองและอนุมัติการใช้จ่ายเงินกู้ กำหนดให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ มีหน้าที่และอำนาจพิจารณากลั่นกรองแผนงาน หรือโครงการการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.นี้ ก่อนเสนอ ครม.อนุมัติ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่งตั้งจำนวนไม่เกิน 3 คน เป็นกรรมการ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นผู้ช่วยเลขานุการ และให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ รับผิดชอบงานวิชาการและธุรการของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้    

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังต้องรายงานผลการกู้เงินและการใช้จ่าย รวมถึงผลสัมฤทธิ์ และประโยชน์ที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับต่อรัฐสภาภายใน 60 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ 

พ.ร.ก.กู้เงินลดกลไกตรวจสอบ เสี่ยงรั่วไหลงบประมาณ

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน เปิดเผยกับ The Momentum ว่า การปรับโครงสร้างพลังงานเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นต้องดำเนินการ แต่ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องใช้การกู้เงินผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน เนื่องจากหากบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ ก็สามารถทยอยดำเนินการได้อยู่แล้ว 

นอกจากนี้ เรื่องใหญ่อีกเรื่องคือ การปรับโครงสร้างพลังงาน ซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งที่เร่งรัดให้สำเร็จได้ภายในระยะเวลาอันสั้น การนำเรื่องดังกล่าวมาใช้เป็นเหตุผลในการออก พ.ร.ก.เงินกู้ จึงอาจไม่สอดคล้องกับลักษณะของนโยบายที่ต้องอาศัยการวางแผนระยะยาว

โดยรัฐบาลสามารถดำเนินการผ่านกระบวนการงบประมาณปกติได้ โดยเฉพาะงบประมาณปี 2568-2569 ที่ยังสามารถปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น แล้วนำงบประมาณดังกล่าวมาใช้สำหรับการปรับโครงสร้างพลังงาน

“การปรับโครงสร้างพลังงานเป็นการดำเนินการที่ต้องคิดในเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบคอบ และต้องใช้เวลาในการดำเนินการ พอไปใช้เงินกู้แล้วเป็น พ.ร.ก. จะไม่ผ่านกระบวนการของรัฐสภา ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลจากฝ่ายนิติบัญญัติลดลง อีกทั้งใน พ.ร.ก.กู้เงินก็ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างพลังงานที่ชัดเจน

นั่นคือปัญหา งบประมาณที่จะจัดทำขึ้น สามารถเอาเรื่องการปรับโครงสร้างพลังงานเข้าไปอยู่ในงบประมาณได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน”

อนุสรณ์ระบุอีกว่า การใช้งบประมาณผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน ยังเปิดช่องให้เกิดความเสี่ยงเรื่องประสิทธิภาพการใช้จ่าย และการรั่วไหลของงบประมาณได้มากกว่า เนื่องจากกระบวนการกลั่นกรองโครงการและกิจกรรมต่างๆ จะอยู่ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการและข้าราชการเป็นหลัก ซึ่งโดยโครงสร้างแล้ว ข้าราชการมักปฏิบัติตามนโยบายหรือคำสั่งของฝ่ายการเมือง 

ขณะที่หากดำเนินการผ่านพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) และกระบวนการงบประมาณปกติ จะต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งทำให้มีกลไกทางการเมืองในการตรวจสอบ และถ่วงดุลเพิ่มเติมนอกเหนือจากระดับข้าราชการ และสามารถกำหนดรายละเอียดของโครงการ ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) และเป้าหมายต่างๆ ได้ชัดเจนมากขึ้น ทำให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ระบบพลังงานไทยพึ่งพาการนำเข้าสูง และพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอยู่มาก เราต้องการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน พลังงานทางเลือก และพลังงานสะอาด ซึ่งต้องเตรียมการมาอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมา เราไม่ได้ทำตรงนั้นอย่างจริงจัง พอมาประสบปัญหาแล้วมาเร่งทำก็อาจเกิดช่องโหว่ ทำไปแล้วไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร และอาจเป็นช่องทางของการทุจริตรั่วไหลได้ การปรับโครงสร้างพลังงานเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง”

วิกฤตครั้งนี้เป็นปัญหาฝั่งต้นทุน ไม่ใช่ฝั่งการบริโภค

อนุสรณ์ยังเห็นว่า วิกฤตพลังงานในปัจจุบันเป็นปัญหาด้านต้นทุนการผลิตหรือฝั่งอุปทาน (Supply Side) มากกว่าปัญหาด้านการบริโภค ดังนั้น มาตรการแก้ไขจึงควรมุ่งเน้นไปที่การลดต้นทุนให้กับประชาชนและภาคการผลิตโดยตรง

อย่างไรก็ตาม งบประมาณ 2 แสนล้านบาทแรกที่รัฐบาลเตรียมนำไปดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส มีลักษณะเป็นมาตรการบรรเทาค่าครองชีพและกระตุ้นการบริโภคมากกว่า แต่ปัญหาสำคัญที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้คือ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาพลังงาน ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด อาจส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมในวงกว้าง

“สถานการณ์ในระยะต่อไปอาจเกิดการขาดแคลนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ หากเราไม่สามารถนำเข้าได้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า อุตสาหกรรมจำนวนหนึ่งจะหยุดหรือชะลอการผลิต ทำให้เกิดปัญหาการเลิกจ้างและการว่างงาน ปัญหาเศรษฐกิจวันนี้เป็นด้านนี้มากกว่าปัญหาการบริโภคที่อ่อนแอหรือชะลอตัว ฉะนั้น มาตรการแก้ปัญหาต้องให้ตรงจุด ตรงเป้า”

หากต้นทุนการผลิตยังสูงขึ้นต่อเนื่อง ภาคธุรกิจเริ่มลดกำลังการผลิต และการจ้างงานได้รับผลกระทบ การอัดฉีดเงินเพื่อการบริโภคเพียงอย่างเดียวจะช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่

ปรับโครงสร้างพลังงาน แต่ไม่มีเป้าหมายที่วัดผลได้

อนุสรณ์กล่าวว่า ปัญหาพลังงานเป็นเรื่องเร่งด่วนจริง แต่เป็นเรื่องที่ควรเริ่มดำเนินการมาตั้งนานแล้ว เพราะการปรับโครงสร้างพลังงานเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ปรากฏอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของประเทศมาโดยตลอด โดยประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง และยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลสำคัญอีกด้านคือ การใช้เงิน 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แม้รัฐบาลจะประกาศเป้าหมายอย่างยิ่งใหญ่ แต่จนถึงปัจจุบันกลับยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่า เงินจำนวนดังกล่าวจะนำไปสู่ผลลัพธ์อะไร ไม่มีตัวเลขว่าสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจะเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่มีการกำหนดว่าจะลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลได้มากน้อยเพียงใด ไม่มีเป้าหมายการสร้างงานหรือการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่สามารถตรวจสอบได้

“การปรับโครงสร้างพลังงานไม่สามารถเนรมิตให้สำเร็จได้ภายในปีสองปี แต่ต้องรีบดำเนินการด้วยความมียุทธศาสตร์ และความรอบคอบในการใช้เม็ดเงินภาษีของประชาชน สามารถลดค่าครองชีพประชาชนได้ทันทีด้วยการทบทวนสัญญาสัมปทานไฟฟ้า-น้ำประปาที่ไม่เป็นธรรม โดยไม่จำเป็นต้องกู้เงินให้เป็นภาระผูกพันคนรุ่นหลัง”

ข้อจำกัดอีกประการของ พ.ร.ก.คือ กรอบเวลาการใช้เงิน โดยรัฐบาลกำหนดให้ลงนามกู้เงินภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 และต้องเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2570 หมายความว่า เงิน 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จะต้องถูกใช้ภายในเวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง ทั้งที่ยังไม่มีรายละเอียดแผนงานที่ชัดเจน ถือเป็นความเสี่ยงต่อวินัยการคลังอย่างมาก

ปัญหาคือ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ใช่โครงการที่เร่งรัดให้สำเร็จได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายพลังงานหมุนเวียน การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน EV การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน หรือการสร้างบุคลากร ล้วนต้องอาศัยเวลาและการวางแผนระยะยาว

เมื่อกรอบเวลาถูกบีบให้สั้นลง ความเสี่ยงคือ หน่วยงานรัฐอาจเร่งเบิกจ่ายเพื่อให้ทันกำหนด มากกว่าคำนึงถึงคุณภาพและประสิทธิผลของโครงการ

“รัฐบาลอ้างความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน เป็นเงื่อนไขมัดตัวเอง ที่จะใช้เงินกู้ให้หมดภายในเดือนธันวาคม 2570 โดยเฉพาะ 2 แสนล้านหลังที่จะปรับโครงสร้างพลังงาน ที่ไม่สามารถเสร็จภายใน 1-2 ปีได้

ทั้งนี้ ล่าสุดวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท จำนวน 25 คน ประกอบด้วย ครม. 6 คน และ สส. 19 คน พร้อมกำหนดระยะเวลาศึกษา 90 วัน

หนี้สาธารณะกำลังเข้าใกล้เพดาน

ประเด็นสุดท้ายที่ไม่อาจมองข้ามคือ ฐานะการคลังของประเทศ ข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะระบุว่า ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 ไทยมีหนี้สาธารณะคงค้าง 12,789,256.28 ล้านบาท หรือ 66.66% ของ GDP

การกู้เงินของรัฐบาลภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ GDP ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ระดับ 68.03% อีกทั้งมีการประมาณการ โดยคำนึงถึงผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อยู่ที่ประมาณ 69.88%

แม้จะยังไม่เกินกรอบ 70% แต่ก็หมายความว่า ‘พื้นที่ทางการคลัง’ ของประเทศเหลืออยู่อย่างจำกัด หากในอนาคตเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ภัยพิบัติ หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินอื่น รัฐบาลอาจเหลือความสามารถในการก่อหนี้เพิ่มเติมน้อยลง

คำถามสำคัญคือ การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทผ่าน พ.ร.ก. คือหนทางที่ดีที่สุดจริงหรือไม่

รัฐบาลจำเป็นต้องชี้แจงให้ชัดว่า เหตุใดจึงยังไม่มีรายละเอียดเป้าหมาย และรายละเอียดที่ชัดเจนสำหรับเงินกู้จำนวนมหาศาลนี้ เพราะก่อนที่หนี้สาธารณะของไทยจะเข้าใกล้เพดาน 70% อย่างเต็มตัว สิ่งที่สังคมต้องการไม่ใช่เพียงคำอธิบายเรื่องความจำเป็นในการกู้ แต่คือหลักประกันว่า เงินภาษีของประชาชนจะถูกใช้อย่างคุ้มค่า โปร่งใส และสร้างความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นได้

อ้างอิง:

https://backend.pdmo.go.th/uploads/documents/2026/May/20260529191604_4625.pdf

https://backend.pdmo.go.th/uploads/documents/2026/May/20260525105110_5118.pdf

https://isranews.org/article/isranews-news/147258-isranews-1000-1000-632.html

https://www.senate.go.th/view/386/News/Latest/445/TH-T

Tags: , , , , , , , , , , ,