ซีรีส์ The Boys (2019-2026) ปิดฉากลงไปแล้วอย่างเป็นทางการหลังออกฉายมา 5 ซีซัน และถือเป็นซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเรื่องหนึ่ง โดยดัดแปลงมาจากคอมิกชื่อเดียวกัน เล่าถึงโลกที่มนุษย์ใช้ชีวิตร่วมกับเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ หรือ ‘ซูปส์’ ที่แม้ฉากหน้าจะเป็นยอดมนุษย์พิทักษ์ความดีทั้งปวง แต่ฉากหลังกลับเต็มไปด้วยการใช้ความรุนแรงและหมกมุ่นอยู่กับการพยายามเข้าไปมีที่ทางในการเมือง ทั้งการเมืองระดับประเทศและระดับโลก

หนึ่งในตัวละครที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของ The Boys คือ ‘โฮมแลนเดอร์’ ยอดมนุษย์ที่ถูกเทียบเคียงว่าเป็นซูเปอร์แมนเวอร์ชันดำมืด เขาแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาซูเปอร์ฮีโร่ โฉด อำมหิต และทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังมากที่สุด 

และคนที่ทำให้โฮมแลนเดอร์มีชีวิต ในความหมายว่า มีทั้งความน่ารังเกียจ อ่อนไหว และน่าเห็นใจในบางมุม คือ แอนโทนี สตาร์ (Antony Starr) นักแสดงชาวนิวซีแลนด์ ที่หลายคนยกย่องว่า เขาคือนักแสดงที่สวมบทเป็นโฮมแลนเดอร์ได้ลงตัวและเหมาะสมที่สุด

อย่างไรก็ดี การเป็นนักแสดงไม่เคยแวบเข้ามาในความคิดของสตาร์ในวัยเด็ก เขาไม่เคยเล่นละครเวทีของโรงเรียน ไม่ได้สนใจด้านนี้เป็นพิเศษ และว่าไปแล้ว สิ่งที่เขาสนใจจริงๆ จังๆ ก็อาจมีแค่กีฬาโต้คลื่นกับคาราเต้เท่านั้น กระทั่งเมื่อชีวิตจับพลัดจับผลูให้เขาได้ทำงานโฆษณา ที่ทำให้เขาต้องเรียนรู้เรื่องการแสดงด้วย “ผมเริ่มชอบมันก็ตั้งแต่ตอนนั้นแหละมั้ง และก็เหมือนกับอะไรอื่นๆ ที่คุณชอบนั่นแหละ มันดีกับตัวเราน่ะ”

“งานแรกของผมน่าจะเป็นโฆษณาช็อกโกแลตแท่งที่ฉายทางโทรทัศน์มั้ง แถมตอนนี้น่าจะเจ๊งไปแล้วด้วย” เขาเล่า “ถ้าผมจำไม่ผิด มันเป็นช็อกโกแลตแท่งที่รสชาติไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ที่เจ๊งไปก็คงเพราะอย่างนี้แหละมั้ง พวกเขาน่าจะจ่ายค่าตัวผมมาราวๆ 5,000 เหรียญฯ ตอนนั้นผมอายุแค่ 18 ปีเอง ก็ถือเป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุดที่ผมเคยได้เห็นในชีวิต และดีใจเป็นบ้าไปเลย”

สตาร์ขยับมารับงานแสดงที่มากกว่างานโฆษณาช่วงต้นทศวรรษ 90s และซีรีส์เรื่องแรกๆ ที่ทำให้คนดูจำหน้าเขาได้คือ Xena: Warrior Princess (1995-2001) ซีรีส์ทุนสร้างอเมริกันที่ออกฉายในนิวซีแลนด์ เล่าถึงนักรบสาวสุดแกร่งในโลกแห่งเวทมนตร์ โดยสตาร์ปรากฏตัวเพียง 2 เอพิโซดเท่านั้น คือในซีซันแรกและซีซันที่สอง (แต่ตัวละครคนละตัว) 

“ตอนออดิชัน ผมทำพังพินาศไปหมดเลย ลืมบทกระจุย แต่ทีมงานดันคิดว่า ที่ผมเงียบไปเพราะว่าเกิดอินกับบทหรืออะไรทำนองนั้นมั้ง” สตาร์ย้อนความ “แต่ไม่ใช่เลย ผมต้องเงียบไปสักพักแล้วถึงนึกบทออกมาได้ ซึ่งทำให้ทีมงานแคสต์ผมมาในที่สุดน่ะ จำได้ว่าตอนไปกองถ่าย ผมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

“ซีซันแรกผมรับบทเป็นเซนทอร์ชื่อ มาซาส ไว้เคราและมีผมสลวยเชียว” เขาบอก “ทีมงานจับผมใส่กางเกงรัดรูป จับผมไปยืนหน้ากรีนสกรีน แสร้งว่าตัวเองเป็นม้าควบกระโดดอยู่กับที่” (อย่างไรก็ดี อีก 1 คนที่ร่วมแสดงใน Xena: Warrior Princess คือ คาร์ล เออร์บัน (Karl Urban) เพื่อนนักแสดงชาวนิวซีแลนด์ที่รับบทนำใน The Boys เช่นกัน)

แต่ซีรีส์ที่ทำให้สตาร์แจ้งเกิดอย่างจริงจังคือ Outrageous Fortune (2005-2010) ซีรีส์อาชญากรรมออกฉายที่นิวซีแลนด์ ว่าด้วยครอบครัวหนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการประกอบอาชีพทุจริตแทบทุกรูปแบบ และแม้พยายามอย่างหนักที่จะกลับมาใช้ชีวิตตามกฎหมายอีกหน หากแต่เงื่อนไขต่างๆ รอบตัว ก็ทำให้สมาชิกในบ้านต้องก้าวขาข้างหนึ่งอยู่ในโลกสีเทาอยู่ร่ำไป 

สตาร์รับบทเป็น เจโทร-วาน เวสต์ ฝาแฝดที่แตกต่างกันสุดขั้ว โดยเจโทรเป็นเด็กหนุ่มหัวดี เขาเรียนจบกฎหมาย และไม่อินังขังขอบต่อศีลธรรม ใช้ความสามารถของตัวเองในการประกอบอาชญากรรม ตั้งแต่หาช่องโหว่ทางกฎหมายเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างการโกงที่ดิน ขณะที่วานเป็นแฝดหัวช้ากว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป โดยครอบครัวเชื่อว่า ที่เขาเป็นเช่นนี้ เพราะอุบัติเหตุในวัยเด็กที่เกิดระหว่างการเล่นซ่อนหา ขณะเดียวกัน เขาก็เป็นหนึ่งในคนที่ซื่อสัตย์และอ่อนโยนมากที่สุดของครอบครัวด้วย

“ตอนออดิชันบทนี้ ผมก็พยายามสร้างคาแรกเตอร์ตัวละครขึ้นมาเองนะ เอาให้ดูแตกต่างกันมากๆ แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าทีมงานอยากได้ตัวละครแบบไหน” สตาร์เล่า ก่อนขยายความว่า แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่โปรดิวเซอร์ก็ยังสนใจตัวเขาอยู่ดี แม้จะติดปัญหาใหญ่อย่างเรื่องอายุของเขากับตัวละครที่ห่างกันอยู่พอสมควร (ฝาแฝดต้องอายุราวๆ  20 ปีเมื่อเริ่มซีซัน แต่ตอนนั้นสตาร์อายุราว 30 ปีแล้ว) “เขาก็บอกผมนะว่ามันไม่ใช่ปัญหาของผมเลย และผมก็คิดเหมือนกันว่า เออ ผมทำอะไรกับเรื่องอายุไม่ได้จริงๆ นี่หว่า 

“แต่นั่นแหละ เหมือนทีมงานตัดสินใจว่าจะข้ามประเด็นเรื่องอายุไป และตัดสินใจว่าผมคือตัวเลือกที่เหมาะที่สุดสำหรับบทนี้” เขาบอก และการที่เขาต้องรับบทเป็นตัวละคร 2 คน กับซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จสุดขีด ทำให้ชีวิตของสตาร์ในช่วงนั้นไม่ได้ขยับออกไปไหนไกลกว่ากองถ่าย Outrageous Fortune

“มันก็เป็นซีรีส์ที่เยี่ยมมากเลย สนุกสุดๆ แต่มันก็ปิดโอกาสไม่ให้ผมออกไปทำงานต่างประเทศเหมือนกัน จะมีก็แค่ช่วงคริสต์มาสมั้งที่เราไม่ได้ถ่ายทำกัน ผมต้องรอช่วงนั้นจึงได้บินออกเดินทางไปนอกนิวซีแลนด์ หางานในออสเตรเลียและปั้นทางให้ตัวเองได้มาทำงานในสหรัฐฯ”

สำหรับนักแสดงต่างชาติ ตลาดซีรีส์และภาพยนตร์ในอเมริกาถือว่าใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ของโลก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับนิวซีแลนด์ ซึ่งแม้สตาร์จะถือเป็นนักแสดงที่ประสบความสำเร็จและมีคนจดจำเขาได้พอสมควรแล้ว แต่เมื่อมองในสนามฮอลลีวูด เขาก็เป็นหนึ่งในนักแสดงตัวเล็กๆ ที่ต้องออดิชันมหาศาล เพื่อจะได้บทเล็กๆ สักเรื่อง อย่าว่าแต่บทนำ 

กระนั้น อันที่จริงก็อาจจะพูดได้ว่า สตาร์ประสบความสำเร็จไม่น้อยในตลาดออสเตรเลีย เขาปรากฏตัวในซีรีส์ Rush (2008-2011), Lowdown (2010-2012) รวมทั้งหนังทุนสร้างออสเตรเลียอย่าง Wish You Were Here (2012) ที่แม้จะเป็นบทเล็กๆ แต่มันก็ปูทางให้เขาได้ไปทำงานในตลาดที่ใหญ่กว่าอย่างฮอลลีวูด

และบทนำในซีรีส์สัญชาติอเมริกัน ที่ส่งสตาร์ดังเป็นพลุแตกคือ Banshee (2013-2016) ซีรีส์อาชญากรรมว่าด้วยอดีตนักโทษคนหนึ่ง (สตาร์) ที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวหลังถูกคุมขังมา 15 ปี เขาออกเดินทางไปยังเมืองแบนชีเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ และได้เจอกับ ลูคัส ฮูด ว่าที่นายอำเภอของเมือง ทั้งคู่ตั้งใจจะผูกมิตรกัน หากแต่บทสนทนาลุกลามกลายเป็นการวิวาท และด้วยนิสัยใจร้อนของชายหนุ่ม เขาพลั้งมือสังหารฮูดที่กำลังจะเดินทางไปรายงานตัวเป็นนายอำเภอคนใหม่ที่เมืองแบนชี เพื่อหลบหนีความผิด เขาเลือกสวมรอยเป็น ลูคัส ฮูด และเข้าไปดูแลเมืองแบนชีนับจากนั้น 

สตาร์คว้าบทนี้ได้ตอนที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในออสเตรเลีย “อันที่จริง เอเจนต์ผมก็พยายามส่งบทจากสหรัฐฯ มาให้ผมอยู่นะ แต่มันแค่ไม่โดนใจผมน่ะ” เขาบอก “ด้วยความสัตย์เลยนะ มีไม่กี่เรื่องหรอกที่อ่านแล้วจุดประกายอะไรบางอย่าง แบบที่ทำให้เรารู้สึกว่า พระเจ้า อยากเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้จังเลย และกับเรื่อง Banshee ผมอ่านแล้วคิดว่า เอาว่ะ อยากแสดงเรื่องนี้สุดๆ เลยแฮะ”

สำหรับสตาร์ ตัวละครลูคัส ฮูดตัวปลอม ที่เขารับบทนั้น เต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งโดดเดี่ยวจากการใช้ชีวิตในเรือนจำมากว่าทศวรรษ และหมกมุ่นกับความรุนแรงโดยไม่รู้ตัว “คนแบบนี้ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน พวกเขาต้องมีเรื่องวิวาทเสมอ” สตาร์บอก “ผมคิดว่าเขาคล้ายๆ สัตว์ป่านะ เป็นนักล่า และอะไรแบบนี้แหละ ที่ดึงปัญหามาให้เขาเรื่อยๆ

“แต่ถึงที่สุด ถึงจุดหนึ่งคุณก็จะพบว่า คุณแก้ปัญหาทุกอย่างไม่ได้ด้วยกำปั้น และปัญหาเหล่านั้นก็ไม่ได้ปรากฏตัวเป็นรูปเป็นร่างให้เห็นตรงหน้าด้วยซ้ำ คุณต้องเรียนรู้ที่จะจัดการกับความซับซ้อนของความรู้สึกต่างๆ ในชีวิต ในตัวผู้คน และผมว่ามันก็เป็นพัฒนาการที่น่าสนใจมากๆ ของตัวละครนี้นะ เพราะผมคิดว่าลึกๆ แล้ว เขาต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม มีครอบครัว อาจจะมีลูกสักคนหรือสองคน อยากถูกรักและได้รับการยอมรับน่ะ”

และแม้ซีรีส์ Banshee จะได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง แต่เมื่อเทียบกับ The Boys คงไม่เกินเลยหากจะกล่าวว่า บทโฮมแลนเดอร์ กลายเป็นภาพจำสำคัญของสตาร์ไปแล้ว และต้นธารของมันก็เกิดขึ้นในวันธรรมดาวันหนึ่ง เมื่อตัวแทนของสตาร์ยืนยันว่า เขาจำเป็นต้องอ่านบทซีรีส์เรื่องหนึ่งให้ได้ หากแต่สตาร์ไม่ได้แยแสแม้จะเปิดอ่านบทที่ว่านั้น 

“ผมยุ่งสุดๆ เลยตอนนั้น ทำงานหัวหมุนทั้งวัน จนเวลาผ่านไปสักสัปดาห์ ทีมงานโทรศัพท์มาหาผมแล้วถามว่า นายอ่านบทหรือยัง ผมตอบไปว่า ยัง อย่าเพิ่งมายุ่งกับผมนะ ผมยุ่งอยู่ เพราะงั้นผมเลยไม่ได้แตะบทนั้นเลยแม้แต่นิด จนเวลาผ่านไปสัปดาห์กว่า

“ผมมาเปิดอ่านทีหลัง เห็นว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับซูเปอร์ฮีโร่ และคิดในใจว่า ยังไงโปรดิวเซอร์คงไม่เลือกผมแหงๆ ผมไม่ได้เกิดมาเพื่อบทนี้ คุณลองนึกถึง เฮนรี คาวิลล์ ที่สูงปรี๊ด รูปงามและเปี่ยมเสน่ห์สิ ผมไม่มีวันได้บทแบบนั้นมาแน่ๆ” (อย่างไรก็ดี สตาร์อาจจะกล่าวเกินความจริงไปสักนิด เพราะส่วนสูงระหว่างเขากับคาวิลล์ไม่ห่างกันมากนัก) 

และอาจจะด้วยความเชื่อเช่นนี้ สตาร์จึงอัดเทปออดิชันส่งเดชเพื่อให้เอเจนต์ของเขาไม่ต้องขุ่นข้องหมองใจ “ผมไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก คิดว่าจะออดิชันตัวละครนี้ให้เป็นเหมือนซูเปอร์แมนเวอร์ชันคนโฉดชั่วเท่านั้นเอง สุดท้ายเลยส่งเทปออดิชันไปแบบชุ่ยๆ แบบว่า เอ้านี่ เทปออดิชันที่คุณอยากได้นัก เอาไป๊”

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ไอ้เจ้าเทปออดิชันที่เขา ‘ทำให้มันจบๆ’ กลับโดนใจ อีริก คริปเก (Eric Kripke) โปรดิวเซอร์และผู้สร้างซีรีส์ The Boys เข้าอย่างจัง “ผมว่าเขาเป็นคนที่เข้าใจตัวละครนี้ตั้งแต่แรกเลยนะ” คริปเกบอก “โฮมแลนเดอร์คือฮีโร่ที่หน้ากากความเป็นคนดีของเขากำลังปริแตก เผยให้เห็นด้านมืดข้างใต้นั้น 

“และตั้งแต่เริ่มเลย ผมว่าแอนต์ (ชื่อที่คริปเกเรียกสตาร์) มีรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์แบบอเมริกัน เหมือนรอยยิ้มที่คุณเห็นในเกมโชว์ กระนั้น คุณก็จะพบว่า ในแววตาของเขามันมีกลิ่นอายความอันตรายและความคาดเดาอะไรบางอย่างไม่ได้อยู่ด้วย ผมถึงได้บอกว่าเขาคือตัวปิดจบ เป็นนักแสดงที่เหมาะที่สุดสำหรับบทบาทนี้น่ะ” 

คงไม่เกินเลยหากเราจะกล่าวว่า สตาร์มีส่วนทำให้ซีรีส์ The Boys ประสบความสำเร็จมหาศาลเช่นนี้ โดยเฉพาะการถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ผ่านตัวละครอำมหิต โฉดชั่ว และบางทีก็ไม่น่าเอาใจช่วย หากแต่ก็เพราะสตาร์ โฮมแลนเดอร์จึงมีเหลี่ยมมุมเปราะบาง เป็นเด็กไม่รู้จักโต และในขณะเดียวกันก็โดดเดี่ยวและโหยหาความรักสุดขีด 

และก็อาจเป็นดังที่คริปเกว่าไว้คือ สตาร์เป็นนักแสดงที่เหมาะที่สุด สำหรับการมารับบทเป็นยอดมนุษย์ที่แสนจะเป็นมนุษย์ ชั่วช้าแต่บางคราวก็น่าเห็นใจ ซึ่งสิ่งนี้คงต้องยกความดีความชอบให้สตาร์อย่างไม่อาจปฏิเสธได้

Tags: , , , , , , , ,