ในโลกการตลาดวันนี้ ความท้าทายไม่ได้อยู่แค่การทำให้แบรนด์ขายของได้ แต่คือการเข้าใจคนที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อคนทำงานส่วนใหญ่ยังเป็น Gen Y แต่ต้องสื่อสารกับผู้บริโภคอย่าง Gen Z ที่เติบโตมาพร้อมบริบทและวิธีคิดที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ภาพนี้สะท้อนชัดในห้องประชุมของหลายองค์กร เมื่อการตัดสินใจด้านการตลาดยังคงขับเคลื่อนโดยมุมมองของคนในองค์กร ขณะที่ตัวแทนผู้บริโภคกลับแทบไม่มีตัวตนอยู่จริง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ข้อมูล โดยเฉพาะ Social Data และการวิจัยเชิงลึก กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมช่องว่างระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค
ในงานประกาศรางวัล Gen Z Top Brand 2026: สุดยอดแบรนด์ครองใจ Gen Z ที่จัดขึ้นโดยเว็บไซต์ BrandBuffet มีเซสชัน Gen A Signals สัญญาณจากโลกออนไลน์ที่นักการตลาดต้องรู้ โดย กล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Wisesight ได้แชร์ข้อมูลและ Insight ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Gen Z ไว้อย่างน่าสนใจ

จาก Brand Awareness สู่ Brand Trust การตลาดที่ต้องคิดยาวกว่าปีนี้
กล้าเล่าว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกเน้นย้ำในการสื่อสารคือ การสร้างแบรนด์ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือทำยอดขายระยะสั้น แต่คือการลงทุนระยะยาว ที่ต้องสร้างทั้งผลลัพธ์เชิงธุรกิจและความเชื่อมั่นในใจผู้บริโภค
เพราะในยุคที่ข้อมูลหาได้ไม่ยาก สิ่งที่ผู้บริโภคเชื่อ ไม่ใช่เชื่อแค่ข้อมูล แต่คือ “ใครเป็นคนพูดข้อมูลนั้น”
ความน่าเชื่อถือ (Trust) จึงกลายเป็นแกนกลางของการสร้างแบรนด์ และเป็นจุดที่แนวคิด Brand Sense ถูกหยิบมาใช้ เพื่อผสานข้อมูลจาก Social Listening เข้ากับการวิจัยที่มีโครงสร้าง นำไปสู่ความเข้าใจผู้บริโภคที่ลึกและแม่นยำยิ่งขึ้น
สิ่งที่ทำให้ Brand Sense แตกต่างจากการวิจัยแบบเดิมคือ การเริ่มต้นจากผู้บริโภคไม่ใช่แบรนด์ แทนที่จะถามว่าแบรนด์มองตัวเองอย่างไร วิธีคิดแบบใหม่คือ การตั้งคำถามว่าผู้บริโภคกำลังคิดอะไร ให้คุณค่าอะไร และปัจจัยในการตัดสินใจของเขาเปลี่ยนไปอย่างไรในแต่ละช่วงเวลา
ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ตายตัวอีกต่อไป จากเดิมที่การตลาดอาจยึดติดกับคุณสมบัติสินค้า ปัจจุบันผู้คนโดยเฉพาะ Gen Z ให้ความสำคัญกับบุคคลหรืออิทธิพลทางสังคม เช่น คำแนะนำจากเพื่อนหรือครีเอเตอร์ กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจซื้อ
เข้าใจความต่างของ 3 เจเนอเรชัน

ข้อมูลสะท้อนว่าแต่ละเจเนอเรชันมีวิธีคิดและพฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
-
Gen X ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ใช้งานได้นาน และเชื่อในคำแนะนำจากคนรอบตัว
-
Gen Y มองหาความสะดวกและความพอดี ไม่ต้องการความซับซ้อน
-
Gen Z ให้ความสำคัญกับตัวตน สไตล์ และประสบการณ์ พร้อมเปิดรับอิทธิพลจากครีเอเตอร์
ความต่างนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ในทัศนคติ แต่ยังรวมถึงแพลตฟอร์มที่ใช้สื่อสาร แม้ Facebook ยังเป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ แต่กลุ่มผู้ใช้งานอายุน้อยกำลังเคลื่อนไปสู่ Instagram และ TikTok อย่างชัดเจน ขณะที่ YouTube ยังคงเป็นพื้นที่กลางที่เชื่อมหลายเจเนอเรชัน
Gen Z ออมเพื่อใช้ชีวิต
หนึ่งในความเข้าใจผิดคือ การที่หลายคนมีภาพจำว่า Gen Z ไม่สนใจการออมเงิน ข้อมูลชี้ว่าแท้จริงแล้ว Gen Z ยังคงออมเงิน แต่เปลี่ยนเป้าหมายจากความมั่นคงระยะยาว เป็นประสบการณ์ในปัจจุบัน เช่น การออมเงินเพื่อท่องเที่ยว ซื้อตั๋วคอนเสิร์ต หรือไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนตัวตน
พร้อมกันนั้น พวกเขายังเปิดรับเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ เช่น Buy Now Pay Later และเรียนรู้เรื่องการเงินผ่านแพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ YouTube มากกว่าสื่อแบบดั้งเดิม
ตัวตนคือจุดเชื่อมใหม่ของแบรนด์
อีกหนึ่งอินไซต์สำคัญคือ คนรุ่นใหม่กำลังใช้เครื่องมืออย่าง MBTI, Personality Test หรือ Personal Color ในการนิยามตัวตน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นโอกาสที่แบรนด์สามารถเข้าไปเชื่อมต่อกับผู้บริโภค ผ่านการช่วยให้พวกเขาเข้าใจตัวเองมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบสินค้าให้ตรงกับ Personality หรือการสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความเป็นตัวตน เช่น โฆษณาขายคอนโดที่โปรโมตว่า ห้องนี้เหมาะคน Introvert หรือ Extrovert หรือเสื้อผ้าสีนี้เหมาะกับคนที่มี Personal Color โทนร้อน
ท้ายที่สุด ความท้าทายของนักการตลาดวันนี้ ไม่ใช่แค่การตามให้ทันเทรนด์ แต่คือการทำความเข้าใจคนที่ไม่เหมือนเราให้ลึกพอจะสื่อสารได้อย่างถูกจังหวะ โดยเฉพาะในวันที่ Gen Y คือผู้ตัดสินใจ แต่ Gen Z คือผู้บริโภคตัวจริง
Brand Sense จึงไม่ใช่แค่เครื่องมืออ่านข้อมูล แต่คือทักษะสำคัญของนักการตลาดยุคใหม่ ในการแปลง Insight ให้กลายเป็นการลงมือทำจริง ตั้งแต่การเลือกช่องทาง ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับตัวตนของผู้บริโภค
เพราะในโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน แบรนด์ที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่แบรนด์ที่มี Data เยอะที่สุด แต่คือแบรนด์ที่เข้าใจถูกที่สุดและปรับตัวได้ทันเวลาที่สุด
Tags: Business, Brand Sense, Gen Z Top Brand 2026, Gen Z, Gen Y




