สมองนับเป็นหนึ่งอวัยวะที่น่าอัศจรรย์ที่สุดในร่างกายของสัตว์สมองระบบรวมศูนย์อย่างมนุษย์

อะมิกดาลา (​​Amygdala) คือส่วนหนึ่งของสมองที่ทำหน้าที่ประมวลผลอารมณ์ โดยเฉพาะความกลัวและความวิตกกังวล ช่วยให้คนเก็บของป่าล่าสัตว์รอดชีวิตจากสิงโตได้ ด้วยการมอบทักษะการตัดสินใจชั่วพริบตายามคับขันให้ 

ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ช่วยให้กะลาสียุคกลางจำเส้นทางเดินเรือจากชายฝั่งภูมิลำเนาได้เป็นร้อยๆ เส้นทาง 

ส่วนพรีฟรอนทัลคอร์เท็กซ์ (Prefrontal Cortex: PFC) ก็ช่วยให้ทนายความยุค 80s มีความจำระยะสั้นเป็นเลิศ ท่องเบอร์โทร.ลูกความที่ว่าความให้ในขณะนั้นได้หมดทุกคน แม้ยังไม่มีมือถือรุ่นมีฟังก์ชันเมมเบอร์ออกมาวางขายให้ได้ซื้อใช้

มนุษย์ยุคปัจจุบันส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีทักษะเหล่านี้หลงเหลืออยู่แล้ว ไม่ใช่เพราะคนรุ่นหลังฉลาดน้อยกว่า แต่เป็นเพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างบ้านเรือนที่แข็งแรง แผนที่ และสมาร์ตโฟนเข้ามาในชีวิต สมองจึงเริ่มขี้เกียจ เนื่องจากไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำงานหนักด้วยเหตุผลเหล่านี้อีกต่อไป 

แน่นอนว่านี่ก็นับเป็นความน่าทึ่งประการหนึ่งของสมองด้วยเช่นกัน 

สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ยุคเรามีเหนือกว่าคนยุคก่อนๆ อย่างแน่นอนคือ กระบวนการคิดเชิงนามธรรม (Abstract Thinking) ซึ่งเอื้อให้เราสามารถคำนวณ มองเห็นแพตเทิร์น คิดแบบมองไปข้างหน้า ตัดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็น ตลอดจนเข้าใจความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างสิ่งต่างๆ ที่อาจจับต้องได้หรือไม่ได้ 

แต่จะทำอย่างไรหากนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งกำลังค่อยๆ ทยอยกันออกมาบอกกับคุณว่า ไม่แน่มนุษยชาติอาจสูญเสียทักษะดังกล่าวไปเร็วๆ นี้ แบบเดียวกับที่เราเคยสูญเสียทักษะอื่นๆ ไป

นักวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ค้นพบกันมาสักพักใหญ่แล้วว่า เมื่อเรารับรู้ว่า ข้อมูลใดๆ ก็ตามเป็นสิ่งที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต สมองจะ ‘ผ่อนแรง’ ลงโดยอัตโนมัติ แล้วเลิกพยายามจดจำเรื่องเหล่านั้นเหมือนเมื่อก่อน เพราะลึกๆ จดจำไปแล้วว่า ต่อให้ลืมก็เสิร์ชเอาใหม่ได้ 

อีกตัวอย่างที่ชัดเจนไม่แพ้กันคือ การมาถึงของแอปพลิเคชันนำทางอย่าง Google Maps และ Apple Maps คนรุ่นเราที่ใช้ระบบนำทางตลอดมักใช้งานของสมองส่วนที่ส่งเสริมความจำเชิงพื้นที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับคนยุคพ่อแม่ที่ต้องจำทางเอง แม้มันจะไม่ได้แปลว่าสมองส่วนนั้นหายไป แต่เพียงหมายความว่ามันถูกใช้น้อยลงก็เท่านั้น แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทั้งความจำและความสามารถในการตัดสินใจในจังหวะฉับพลันขณะขับขี่ของเราย่อมลดน้อยลงตาม

แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด คือขณะนี้ประชากรจำนวนมากกำลังค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และการทำความเข้าใจประเด็นที่ซับซ้อนไป 

Cognitive Debt

งานวิจัยล่าสุดจาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) เผยว่า การพึ่งพา AI แทนการคิดมีแนวโน้มสร้าง Cognitive Debt หรือ ‘หนี้ทางปัญญา’ แม้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้เราได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาว พฤติกรรมเช่นนี้จะค่อยๆ พอกพูนกลายเป็นหนี้ก้อนโต ซึ่งเราต้องจ่ายคืนเป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่หายไป

นาตาลียา คอสมีนา (Nataliya Kosmyna) นักวิจัยคนสำคัญของ MIT Media Lab และคณะวิจัยของเธอ แบ่งผู้เข้าร่วมจำนวน 54 คน (ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 18-39 ปี ทั้งหมดอาศัยอยู่ในนครบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐฯ) ออกเป็น 3 กลุ่ม แล้วมอบหมายให้พวกเขาเขียนเรียงความสไตล์ข้อสอบ SAT ติดต่อกันหลายครั้ง โดยแต่ละกลุ่มใช้เครื่องมือแตกต่างกัน 

– กลุ่มแรกใช้แชตบอตของบริษัท OpenAI ที่เรารู้จักกันในชื่อ ChatGPT

– กลุ่มต่อมาใช้เสิร์ชเอนจินของ Google 

– กลุ่มสุดท้ายไม่ใช้แอปพลิเคชันช่วยค้นคว้าใดๆ เป็นตัวช่วยเขียนเลย

ระหว่างเขียนแต่ละครั้ง นักวิจัยใช้เครื่องวัดคลื่นสมองไฟฟ้า (Electroencephalogram: EEG) บันทึกการทำงานของสมองของผู้เข้าร่วมแต่ละคน พบว่าในบรรดาทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าว กลุ่มที่ใช้ ChatGPT มีระดับการใช้สมองในกระบวนการคิดต่ำที่สุด ประสิทธิภาพการทำงานของสมองจึงด้อยลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับเส้นประสาท การใช้ภาษา และการแสดงออกผ่านพฤติกรรม

นอกจากนี้เมื่อหลังจากทำการทดสอบต่อเนื่องหลายเดือน กลุ่มที่ใช้ ChatGPT ยังมีแนวโน้ม ‘ขี้เกียจขึ้นกว่าเดิม’ ทุกครั้งที่ต้องเขียนเรียงความ โดยในช่วงท้ายของการทดลอง ผู้เข้าร่วมกลุ่มนี้หลายรายเริ่มติดนิสัยไม่ดีบางอย่าง เช่น

– ติดการคัดลอกแล้ววางมากกว่าการพิมพ์

– จดจ่อการเขียนได้สั้นลง วอกแวกง่าย

– ไม่ค่อยอ่านทวนและแก้ไขงาน

– มีช่วงหยุดคิดตกตะกอนระหว่างเขียนน้อยลง จนถึงไม่มีเลย

อีกตัวชี้วัดหนึ่งที่น่าสนใจคือ ความรู้สึก ‘เป็นเจ้าของผลงาน’ (Sense of Authorship) ผู้เข้าร่วมที่ใช้ AI ช่วยเขียนมีแนวโน้มที่จะรู้สึกห่างเหินจากสิ่งที่เขียน หรือรู้สึกว่าเรียงความเหล่านั้นไม่ได้มาจาก ‘ความคิดของตัวเองอย่างแท้จริง’ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญกว่าที่หลายคนคาดคิด เพราะความรู้สึกเป็นเจ้าของผลงานนั้นส่งผลโดยตรงต่อแรงจูงใจในการเรียนรู้และคิดต่อยอด

 

อ้างอิง

https://www.vox.com/future-perfect/403100/ai-brain-effects-technology-phones 

https://time.com/7295195/ai-chatgpt-google-learning-school/ 

https://arxiv.org/abs/2506.08872

Tags: , , , , , , , , ,