แวกเนอร์ เมารา (Wagner Moura) ถือเป็นนักแสดงชายชาวบราซิลคนแรกที่คว้ารางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยมจากเวทีลูกโลกทองคำ และเข้าชิงออสการ์สาขาเดียวกันจาก The Secret Agent (2025) และสำหรับหลายคน อาจคุ้นหน้าคุ้นตาเขามาก่อนแล้วจากการรับบทเป็น ปาโบล เอสโกบาร์ ราชายาเสพติดจากซีรีส์ Narcos (2015-2017) ที่เคยส่งเขาชิงลูกโลกทองคำมาแล้ว

แต่สำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์บราซิล เขาเป็นนักแสดงแถวหน้าที่ได้รับการยอมรับและกวาดรางวัลในบ้านเกิดมาแล้วมหาศาล ตัวเมาราเองไม่ได้มีครอบครัวที่เกี่ยวโยงกับการแสดง พ่อของเขาเป็นทหาร แต่เมาราวัยเยาว์ผลาญเวลาไปกับการเล่นฟุตบอล เช่นเดียวกับเด็กชายชาวบราซิลที่เติบโตในยุค 80s ทั้งหลาย

พร้อมกันนั้นก็เช่าหนังจากร้านเช่ากลับมาดูที่บ้านบ่อยครั้ง และหนึ่งในหนังที่ส่งอิทธิพลต่อเขาในวัยเด็กก็หนีไม่พ้นหนังแอ็กชันจากฮอลลีวูด “ผมได้ดู First Blood (1982) แล้วก็สารพัดหนังแอ็กชันที่ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ แสดง ไม่ว่าจะเขาจะไล่ตะบันฆ่าใครก็ตามในหนังก็เถอะ” เมาราให้สัมภาษณ์กับ จอช โฮโรวิตซ์ พิธีกรชื่อดังจากรายการ Happy Sad Confused

“แต่พออายุสัก 17-18 ปี ผมก็ไปเจอพวกหนังฌ็อง Italian Neorealism น่าจะเรื่อง Bicycle Thieves (1948) แล้วผมรู้สึกทันทีว่ามันเชื่อมโยงกับหนังบราซิลยุค 60s อย่างเหลือเชื่อ คือสมัยนั้นเราก็มีภาพยนตร์กระแส Cinema Novo เหมือนกัน เล่าเรื่องผู้คนในชนชั้นแรงงาน ทำหนังแบบไม่มีเงินอะไรกับใครสักนิด ใช้กล้องแฮนด์เฮลด์ถ่ายทั้งเรื่อง ไม่ได้มีนักแสดงอาชีพมาร่วมแสดงอะไรเลย

“คงเป็นตอนนี้แหละที่ผมรู้สึกว่า ผู้คนในหนังเหล่านี้ใกล้เคียงกับผมมากกว่า ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน หรือชวาร์เซเน็กเกอร์ ไม่รู้สิ มันเหมือนผมรู้จักคนพวกนี้ คนที่เป็นแรงงาน พ่อผมก็เป็นจ่าตัวเล็กๆ ในกองทัพอากาศบราซิล แม่เป็นแม่บ้านน่ะ”

แต่เมาราก็ไม่ได้พาชีวิตตัวเองเข้าใกล้กับภาพยนตร์ เขาเข้าเรียนคณะวารสาร และพอมีประสบการณ์ให้ตัวเองบ้าง คือการไปทำงานในละครเวที “ผมว่าเป็นที่จังหวะด้วย ช่วงยุค 2000s ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของวงการภาพยนตร์บราซิล พวกผู้กำกับมองหานักแสดงหน้าใหม่ๆ ที่ไม่เคยปรากฏตัวในโทรทัศน์ เป็นจังหวะเดียวกับที่ผมกับเพื่อนนักแสดงละครเวที ไปแสดงกันที่ริโอแล้วละครที่ว่าเกิดดังระเบิดสุดๆ ทีมงานแคสติงเริ่มจำหน้าพวกเราได้ สักพักเราก็ได้ไปอยู่ในหนัง” เขาเล่า

งานแสดงเรื่องแรกๆ ของเมารานั้น เขามักรับบทสมทบบ่อยครั้ง Behind the Sun (2001) หนังชิงรางวัลลูกโลกทองคำของ วอลเตอร์ ซัลเลส คนทำหนังที่เพิ่งประสบความสำเร็จถล่มทลายจาก I’m Still Here (2024) และแม้คนจะยังแทบไม่รู้จักเขา แต่ก็นับว่าเมาราแจ้งเกิดได้น่าสนใจในอุตสาหกรรมภาพยนตร์บราซิล 

หนังที่ทำให้เมาราถูกจดจำเป็นวงกว้างคือ Carandiru (2003) หนังดราม่าชิงรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ของ เฮกเตอร์ บาเบนโก คนทำหนังชั้นครูจากบราซิล โดยหนังดัดแปลงมาจากบันทึกเรื่อง Estação Carandiru ของ ดราวซิโอ วาเรลลา นายแพทย์ที่ทำงานเป็นอาสาสมัครในเรือนจำคารันดิรู ซึ่งเป็นเรือนจำที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเซาเปาโล ช่วงเวลาก่อนหน้าเกิดการสังหารหมู่นักโทษจำนวน 111 ราย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อปี 1992 ท่ามกลางตัวละครมากหน้าหลายตาและเส้นเรื่องมหาศาล 

เมารารับบทเป็น ซิโก ชายหนุ่มอัธยาศัยดีที่มีปัญหาติดยาขั้นรุนแรง ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ เดอุสเตเด เพื่อนสนิทมาถึงจุดแตกหักเมื่อมีเรื่องของอาชญากรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง กระนั้นหนังก็ฉายให้เห็นว่า การต้องติดอยู่ในเรือนจำกับเดอุสเตเดก็ทำให้ทั้งสองกลับมาสนิทกันอีกหน ผ่านความเข้าอกเข้าใจต่อความเจ็บปวดร่วมบางอย่าง ทว่าปัญหาติดยาของซิโกก็ดูจะทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงอีกครั้ง

Elite Squad (2007) งานกำกับของ โคเซ พาดิลญา และเป็นหนังเรื่องแรกที่ส่งเมาราคว้ารางวัลนำชายยอดเยี่ยมจากเวที Cinema Brazil Grand Prize อันเป็นเวทีใหญ่ในบราซิล เขารับบทเป็น โรแบร์โต นาสซิเมนโต กัปตันหน่วยรบพิเศษแห่งริโอเดจาเนโร (Battalion of Special Police Operations) หน้าที่ของเขาคือการนำทีมเคลียร์พื้นที่สลัม เพื่อรอต้อนรับการมาเยือนของ สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 โดยที่อีกด้าน เขาก็พะวงถึงเมียที่กำลังท้องแก่ใกล้คลอดที่บ้าน แต่ภารกิจก็ไม่เรียบร้อยโดยง่าย เมื่อเขาพบว่ามีใครบางคนพัวพันกับยาเสพติดและเจ้าพ่อค้ายาในท้องถิ่น 

หนังประสบความสำเร็จสุดขีดด้วยการทำรายได้ถล่มทลายที่บ้านเกิด ส่งพาดิลญาคว้ารางวัลหมีทองคำจากเทศกาลหนังเบอร์ลิน แถมภาคต่อของมัน Elite Squad 2: The Enemy Within (2010) ก็ประสบความสำเร็จสุดขีดด้วยการทำรายได้ถึง 63 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากทุนสร้าง 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ “ผมว่าคนในฮอลลีวูดคงเคยดู Elite Squad กันหมดแหละ ไม่ว่าจะโปรดิวเซอร์หรือผู้กำกับ เพราะหนังเรื่องนี้แหละที่ทำให้ผมมีเอเจนต์จากสหรัฐฯ ติดต่อมาหา” เมาราบอก โดยหลังจากนั้นเขาได้เล่นหนังฮอลลีวูดเรื่องแรกคือ Elysium (2013)

นอกเหนือจากงานแสดง เมารายังกำกับหนังเรื่องแรกคือ Marighella (2019) หนังที่ดัดแปลงมาจากชีวิตจริงของ คาร์ลอส มาริเกลลา นักเขียนและนักปฏิวัติชาวบราซิลที่ก่อตั้งกองโจร เพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการในยุค 70s ก่อนจะถูกลอบสังหารอย่างน่าเศร้าในวัย 57 ปี นักวิจารณ์หลายคนมองว่า นับเป็นการแจ้งเกิดเมาราในฐานะผู้กำกับที่น่าสนใจ แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่มองว่า เมารา ‘ประนีประนอม’ กับความเป็นมาริเกลลาด้วยการนำเสนอเขาในฐานะนักเคลื่อนไหวที่เชิดชูลัทธิเสรีนิยม แม้ตัวจริงของมาริเกลลาจะประกาศชัดเจนว่า เขานิยมความเป็นซ้ายจัดก็ตาม

กระนั้นกระบวนการจัดฉายและจัดจำหน่ายหนังก็โกลาหล เมาราเล่าว่า ฌาอีร์ โบลโซนารู ประธานาธิบดีบราซิลในเวลานั้น ไม่ชอบหนังอย่างแรง และรู้สึกว่าหนังกำลังวิพากษ์วิจารณ์เขาทางอ้อม จึงมีคำสั่งโดยตรงจากภาครัฐให้เซนเซอร์และตัดหนังเสียใหม่ “หนังได้ออกฉายที่เบอร์ลินปี 2019 แต่เข้าฉายในบราซิลปี 2021 พวกนั้นหั่นหนังเสียยับเลย” เมาราบอก

หนังอีกเรื่องที่ทำให้เมาราถูกพูดถึงอย่างหนาหูคือ Civil War (2024) งานกำกับและเขียนบทโดย อเล็กซ์ การ์แลนด์ เล่าเรื่องของสหรัฐฯ ในอนาคตที่เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น โจเอล (เมารา) เป็นนักข่าวที่ออกเดินทางไปทำเนียบขาวพร้อม ลี (คริสเตน ดันสต์) ช่างภาพสงครามหญิง ระหว่างทางพวกเขาแวะรับ เจสซี​ (เคลี สแปนี) เด็กสาวที่มีลีเป็นไอดอลและอยากเติบโตไปเป็นช่างภาพสงครามเหมือนเธอ แต่กว่าที่พวกเขาจะไปถึงปลายทาง ก็ต้องพบกับความรุนแรงของสงครามและสิ่งที่ท้าทายจริยธรรมสื่อมหาศาล

เรื่องคือว่า เมาราเองจบด้านวารสารจาก Federal University of Bahia ด้วย “สมัยนั้นผมเรียนวารสารด้วยความอุดมคติสุดๆ อยากทำข่าวสืบสวน ค้นพบเรื่องอะไรใหม่ๆ และต่อสู้กับคอร์รัปชัน อยากเปลี่ยนโลก แต่ปีแรกที่ได้ทำงานข่าว ผมก็รับรู้อย่างรวดเร็วว่า ‘ไอ้ที่หวังไว้ มันยากกว่าที่คิดแฮะ’

“แต่เพื่อนผมหลายคนก็เป็นนักข่าวนะ การได้ทำข่าว ได้ไปเรียนทำข่าวนับเป็นเรื่องที่ดีในชีวิตผม มันทำให้ผมได้อ่านอะไรใหม่ๆ ได้พบเจอคนมหาศาล ผมรักวิชาชีพนี้มาก และก็เศร้าเป็นบ้าที่เห็นว่าทุกวันนี้มันเป็นยังไงบ้าง เพื่อนผมมักบอกผมเสมอว่า ‘แม่งจบเห่กันก็คราวนี้แหละ’ ซึ่งบอกชัดสุดๆ ว่า พวกเราอยู่ในโลกแบบไหน และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ อเล็กซ์​ การ์แลนด์ ทำหนังประเด็นนี้ด้วย” เขาเล่า

The Secret Agent (2025) คือหนังยาวลำดับล่าสุดของ เคลเบร์ เมนดอนกา ฟิลโญ ที่ส่งให้ชื่อของเมาราอยู่ในความสนใจของผู้คนอีกครั้ง หลังจากที่เขาคว้ารางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ขณะที่ฟิลโญคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมและหนังยังเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำด้วย ขณะที่ในฝั่งอเมริกา เมาราก็ได้รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม สาขาภาพยนตร์ดราม่าจากลูกโลกทองคำ และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงนำชายในเวทีออสการ์อีกด้วย

หนังเล่าเรื่องของ มาร์เซดู ชายที่ใช้ชีวิตในบราซิลยุคเผด็จการทหาร เขาออกเดินทางไปยังเมืองเรซีฟี เพื่อรับลูกชายไปอยู่ด้วยหลังเมียตายจากไป ที่หลับที่นอนของเขาคือ อะพาร์ตเมนต์เล็กๆ ซึ่งดูจะเป็นแหล่งพักพิงชั่วคราวของเหล่าผู้ลี้ภัยและได้รับผลกระทบทางการเมือง อีกด้านหนึ่ง ก็มีคนจ้างมือสังหารออกมาไล่เด็ดหัวเขา ที่ยิ่งเผยบาดแผลของการมีชีวิตในช่วงเวลาดำมืดของบราซิลด้วย

เมาราเติบโตทันยุคเผด็จการบราซิล และทันเห็นระบอบทหารล่มสลายไปช้าๆ “เผด็จการมันก็แบบนั้น ชีวิตของผู้คนตกอยู่ในอันตรายได้ง่ายๆ แค่เพราะว่าเขาเป็นใครน่ะ ระบอบเผด็จการในบราซิลสิ้นสุดลงปี 1985 ผมจำได้ว่า สมัยยังเด็กยังได้ยินพ่อแม่ผมกระซิบคุยกันอยู่เลย มันทำให้ผมสงสัยว่า ทำไมพวกเขาถึงต้องทำแบบนั้นนะ 

“หรือมีครั้งหนึ่ง ที่ผมไปจำคำใครมาไม่รู้และพูดว่า ‘คอมมิวนิสต์’ พ่อผมปรี่เข้ามาบอกว่า ‘เฮ้ย อย่าพูดคำนั้นที่นี่นะ’ ไม่ใช่ว่ามันเป็นคำหยาบคาย แต่เพราะเขากลัวว่ามันจะทำให้เขาตกอยู่ในอันตรายต่างหาก”

สิ่งที่ทำให้เมาราถูกพูดถึงอย่างมากจากการแสดงของเขาใน The Secret Agent คือการที่เขาฉายภาพชีวิตของคนที่ถูกกระทำอย่างอยุติธรรมในแววตาเสมอ ไม่มีฉากที่เขาฟูมฟายเสียใจ บ่อยครั้งมันเต็มไปด้วยความสำนึกผิด ความไม่เข้าใจต่อชะตากรรมตัวเองในนั้น และไม่แปลกใจหากว่าเขาจะกลายเป็นขวัญใจของเวทีรางวัลใหญ่ๆ หลายแห่ง

ทั้งนี้เมารามีแผนจะกลับมาทำหนังอีกครั้งในโปรเจกต์ Last Night at the Lobster ซึ่งเขานิยามว่าเป็น ‘หนังที่ว่าด้วยการต่อต้านทุนนิยม’ ที่ได้ เอลิซาเบธ มอสส์ และไบรอัน ไทรี เฮนรี ซึ่งเมาราเคยร่วมงานมาด้วยแล้วจากมินิซีรีส์ Dope Thief (2025) มานำแสดง 

Tags: , , , , , , , ,