มหกรรมรวมญาติครั้งใหญ่ที่สุดแห่งปีกลับมาแล้วในเทศกาลตรุษจีน แม้จะมีความสุขที่ได้พบปะญาติพี่น้องหลายสิบชีวิต แต่ก็มาพร้อมกับบทสนทนาและคำถามนับร้อยจากอาแปะ อาเจ็ก และอาโกว ซึ่งบางประโยคที่ญาติถามไถ่หรือพูดออกมา อาจทำให้บรรยากาศชื่นมื่นเปลี่ยนเป็นขมขื่นได้ในพริบตา
ผู้ใหญ่หลายท่านอาจไม่รู้ว่า ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกหลานไม่อยากไปงานรวมญาติ เพราะไม่อยากถูกโจมตีด้วยสารพัดคำถาม อย่างไรก็ตามผู้ใหญ่อาจไม่ได้ตั้งใจขัดขวางความสุขและสนุกสนาน เพียงแค่ไม่ทราบว่าเรื่องไหนควรพูดและประเด็นใดไม่ควรถาม
วันนี้ The Momentum จึงได้รวบรวมหัวข้อที่ไม่ควรพูดกับลูกหลาน เพื่อรักษาบรรยากาศในงานรวมญาติให้มีแต่ความครึกครื้น และเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวใหญ่
เรื่องรูปลักษณ์ภายนอก
เมื่อเจอหน้ากัน ลักษณะภายนอกเป็นสิ่งที่เห็นได้ทันที หากร่างกายมีอะไรเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ญาติผู้ใหญ่คงมีความเป็นห่วงเป็นใย ไปจนถึงรู้สึกขัดใจเมื่อได้เห็นรูปร่างหน้าตาของลูกหลาน ไม่ว่าจะดูน้ำหนักเพิ่มขึ้น-ลดลง ผิวคล้ำ ผิวซีด ขาลาย มีรอยแผลเป็น จนอดไม่ได้และพูดออกมา
ซึ่งรูปร่างหน้าตาและสีผิว เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่ควรทักหรือตั้งคำถาม เพราะหากลูกหลานเผชิญความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและกำลังรู้สึกแย่กับสภาวะปัจจุบัน อย่างเช่นน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น การที่ผู้ใหญ่พูดถามประเด็นนี้ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้พวกเขาเสียใจมากกว่าเดิม
แม้ผู้ใหญ่อาจคิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี เช่น ผิวขาวกว่าเดิม หรือน้ำหนักลด จึงอยากพูดให้กำลังใจ แต่อย่าลืมว่าลูกหลานอาจไม่ได้ดีใจกับรูปลักษณ์ตอนนี้ก็เป็นได้
ทั้งนี้รูปลักษณ์ภายนอก รวมไปถึงรสนิยมการแต่งตัว การแต่งหน้า ตลอดจนรอยสักบนร่างกาย ซึ่งผู้ใหญ่ไม่ควรพูดตำหนิติเตียน แต่หากอยากชื่นชมจากใจจริง ควรเลือกใช้คำศัพท์เชิงบวก เช่น คำว่าสวย, ชอบ, ดี หรือคำว่า เลิศ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
เรื่องการเรียน การทำงาน
ในความทรงจำของลูกหลานที่มีแต่วงศาคณาญาติ ตอนยังเป็นเด็กก็โดนถามเรื่องการเรียนว่า ได้เกรดเท่าไร เรียนพิเศษเป็นอย่างไร จะเข้าคณะอะไร มหาวิทยาลัยอะไร จบไปจะทำงานอะไร จนถึงวัยทำงานก็ยังโดนถามว่า ได้เงินเดือนเท่าไรและเมื่อไรจะเลื่อนขั้น
สำหรับคนที่วางแผนอนาคตไว้ชัดเจนตั้งแต่สมัยเด็ก การโดนญาติถามทุกปีคงไม่ใช่ปัญหาและพร้อมตอบทุกข้อสงสัย แต่คนส่วนหนึ่งก็เบื่อที่จะตอบคำถามเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกปี
โดยสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่ควรพูดกับเด็ก อันดับแรกคือเรื่องความเก่งหรือความฉลาดในการเรียนรู้ เพราะแต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน คะแนนสอบ เกรด และคณะที่เรียนไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จของลูกหลาน ทั้งนี้เด็กไม่ควรถูกเปรียบเทียบความเก่ง ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม
และเมื่อลูกหลานอยู่ในวัยทำงานแล้ว ต้องไม่ค่อนแคะเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงานของลูกหลาน โดยเฉพาะเรื่องเงินเดือน แต่หากแสดงความห่วงใย รักและหวังดีอยากให้เขามีความเจริญก้าวหน้า อาจแค่พูดว่า “มีอะไรให้ช่วยเหลือก็บอกได้นะ” เพียงเท่านี้ลูกหลานก็รู้สึกซาบซึ้งแล้ว
เรื่องความรักและการแต่งงาน
แม้ความรักจะเป็นเรื่องกุ๊กกิ๊กปลุกให้หัวใจมีชีวิตชีวา ทว่าคำถามเช่น มีแฟนหรือยัง, เมื่อไรจะแต่งงาน, เมื่อไรจะมีลูก อาจทำให้หมดอารมณ์สนุก เพราะหนึ่งในนั้นอาจมีคนที่ไม่ชอบเรื่องนี้ หรือไม่อยากมีความรักก็เป็นได้
ทั้งนี้คำถามที่ขึ้นต้นด้วยเมื่อไร อาจเป็นการกดดันลูกหลานให้เขาอึดอัดใจ แต่หากอยากชวนคุยเรื่องรักๆ ใคร่ๆ อาจเริ่มด้วยคำถามว่า ชอบคนแบบไหน โดยที่ห้ามวิจารณ์คำตอบ
สุดท้ายนี้ ญาติผู้ใหญ่คงสงสัยว่าแล้วคุยเรื่องอะไรได้อีกบ้าง หัวใจหลักคือต้องเป็นประเด็นที่ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือขุ่นข้องหมองใจ ซึ่งความจริงแล้วมีหัวข้ออีกมากมายที่จะกลายเป็นบทสนทนาที่ดีและน่าจดจำในครอบครัว เช่น เล่าเรื่องราวความเป็นมาของครอบครัวให้ลูกหลานฟัง อาจเริ่มด้วย “เคยรู้เรื่องนี้ของอากงไหม…”, “อาม่าเคยเล่าให้ฟังว่า… ”
หรือหากอยากรู้จักลูกหลานมากขึ้น อาจถามคำถามที่ทำให้เขาได้แสดงตัวตนออกมา เช่น ถามเรื่องงานอดิเรก ความชอบความสนใจศิลปิน ดารา หรืออื่นๆ และต้องไม่ตัดสินพวกเขา
อย่างไรก็ตาม ในการรวมญาติจำเป็นต้องเตือนสติตนเองว่า ควรพูดคุยเฉพาะเรื่องดีๆ และไตร่ตรองก่อนพูด เพราะความสัมพันธ์ในครอบครัวใหญ่เป็นสิ่งที่มีค่า เกินกว่าจะทำร้ายกันทางอ้อมด้วยคำถามที่ลูกหลานไม่อยากตอบ
ที่มา:
– https://adulting101guide.medium.com/how-to-survive-small-talk-at-a-family-gathering-3999b9303488
– https://www.lovetoknow.com/life/relationships/fun-questions-ask-your-family-members
Tags: ตรุษจีน, family, รวมญาติ, Family Tips




