จากปัญหาที่อยู่อาศัยมีราคาสูง ค่าครองชีพและความเหลื่อมล้ำที่พุ่งขึ้นทุกปี ส่งผลให้การเข้ามาทำงานในเขตเมืองไม่ได้ ทำให้แรงงานได้รายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย หลายคนรู้สึกถึงความไม่คุ้มค่า เมื่อรายรับที่หามาได้ถูกใช้ไปกับค่าอยู่ค่ากินที่สูงจนแทบไม่เหลือเก็บ ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถย้ายออกจากเมืองหลวงได้ง่ายนัก ด้วยข้อจำกัดด้านชีวิตความเป็นอยู่และแหล่งรายได้ที่ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเมือ
ข้อมูลพื้นฐานของประเทศนี้ยังพบว่า คนไทยกว่า 5.87 ล้านครอบครัว หรือคิดเป็นกว่า 27% ของจำนวนครอบครัวทั้งหมด ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ต้องอาศัยบ้านคนอื่นหรือเช่าบ้านอยู่ เมื่อต้องทำงานเพื่อหาเช่า ไม่อาจมีทรัพย์สินเป็นของตัวเองได้ จึงเป็นอีกหนึ่งบ่วงที่รั้งชีวิตไม่ให้เจริญเติบโตไปมากกว่านี้
ด้วยปัญหานี้ ในปี 2568 รัฐบาลของ แพทองธาร ชินวัตร จึงริเริ่มโครงการ ‘บ้านเพื่อคนไทย’ เพื่อลดรายจ่ายของคนเมือง และสานฝันกลุ่มแรงงานหน้าใหม่ (First Jobber) ให้เข้าถึงที่พักอาศัยในราคาที่ย่อมเยา โดยอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานของตนเอง ทั้งนี้ผู้มีคุณสมบัติต้องมีรายได้ไม่เกิน 5 หมื่นบาทต่อเดือน สัญชาติไทย และมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
โครงการ ‘บ้านเพื่อคนไทย’ เป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยในราคาประหยัด ซึ่งในภาษาอังกฤษมักใช้คำว่า Affordable Housing แนวคิดสำคัญคือการคำนวณสัดส่วนรายได้ของคนไทย เพื่อให้เกิดที่อยู่อาศัยในราคาที่เอื้อมถึง และช่วยลดค่าครองชีพในภาพรวม ผ่านการลดต้นทุนของโครงการด้วยการใช้ที่ดินของรัฐ ทำให้ราคาที่พักลดลง ขณะเดียวกันยังตั้งเป้าให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ
รายละเอียดของโครงการระบุว่า มีที่พักอาศัยทั้งแบบคอนโดมิเนียมขนาดเล็ก โดยมีพื้นที่ใช้สอยให้เลือก 4 ขนาดคือ 30, 40, 45 และ 51 ตารางเมตร รวมถึงบ้านเดี่ยวชั้นเดียวบนที่ดินขนาด 50 ตารางวา และพื้นที่ใช้สอย 50 ตารางเมตร ที่อยู่อาศัยทั้ง 2 รูปแบบ มีเฟอร์นิเจอร์จำเป็นพร้อมสรรพ โดยประกาศราคาเริ่มต้นเพียง 4,000 บาทต่อเดือน ไม่ต้องดาวน์ ดอกเบี้ยต่ำ และสามารถผ่อนระยะยาว เพื่อให้คนไทยเข้าถึงบ้านหลังแรกในราคาที่จับต้องได้
ทำเลที่ตั้งของโครงการก็ถูกมองว่าน่าสนใจ โดยมีการปักหมุดทำเลนำร่องระยะที่ 1 จำนวน 4 พื้นที่ ได้แก่
-
บางซื่อ กม.11 วิภาวดี กรุงเทพฯ
-
ธนบุรี-ศิริราช กรุงเทพฯ
-
เชียงราก จังหวัดปทุมธานี
-
จังหวัดเชียงใหม่ ใกล้สถานีรถไฟเชียงใหม่
ทั้ง 4 ทำเลนำร่องถูกวางแนวคิดให้เชื่อมกับระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะระบบราง เพื่อให้การเดินทางของลูกบ้านสะดวกขึ้น และลดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางลง แนวทางนี้สอดคล้องกับเหตุผลที่รัฐตั้งใจใช้ที่ดินของรัฐ โดยเฉพาะที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มาพัฒนาเป็นพื้นที่อยู่อาศัย ทำให้ต้นทุนที่ดินต่ำ เดินหน้าโครงการได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ลดภาระการเวนคืน และเป็นผลดีต่อแรงงานที่ทำงานอยู่ในเขตเมือง
ตามแผนงาน โครงการนี้จะดำเนินการโดยบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด บริษัทลูกซึ่งทำหน้าที่บริหารสัญญาที่ดินของ รฟท.ทั่วประเทศ ประเมินงบประมาณก่อสร้างเบื้องต้นอยู่ที่เพียง 6,000-7,000 ล้านบาท ซึ่งนับว่าคุ้ม หากเทียบกับการให้คนไทยได้เช่าบ้านอยู่ มีบ้านเป็นของตัวเองในที่ดินทำเลทอง ด้วยราคาถูกเพียงนั้น
สำหรับความคืบหน้า ‘บ้านเพื่อคนไทย’ ก่อนหน้านี้มีการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ ทว่าเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนขั้วรัฐบาล จากเพื่อไทยไปสู่ภูมิใจไทยในฐานะแกนนำรัฐบาล โครงการนี้จึงเงียบหายไปไม่ได้รับการผลักดันต่อ
อย่างไรก็ดี ในปี 2569 พรรคเพื่อไทยยังคงนำเสนอนโยบายลดค่าครองชีพของคนไทย โดยมี ‘บ้านเพื่อคนไทย’ เป็นหนึ่งในนโยบายที่ตั้งใจนำมาแก้ปัญหาการเข้าไม่ถึงที่พักอาศัยของคนทำงาน ควบคู่กับนโยบายลดค่าเดินทาง เช่น รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งก็น่าติดตามต่อไปว่า หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ สมการทางการเมืองจะส่งให้พรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาล และพลิกฟื้นโครงการ ‘บ้านเพื่อคนไทย’ ให้กลับมาเดินหน้าได้อีกครั้งหรือไม่
.
Tags: เพื่อไทย, บ้านเพื่อคนไทย, เลือกตั้ง 69




