ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ‘Third Place’ หรือพื้นที่ที่ไม่ใช่บ้านและที่ทำงาน เคยมีคำตอบที่ชัดเจนอยู่แล้วคือคาเฟ่ พื้นที่ซึ่งเป็นทั้งที่นัดพบ ที่ทำงานชั่วคราว ที่พักใจ และพื้นที่แสดงตัวตนของคนเมือง แต่เมื่อเวลาผ่านไป คาเฟ่กลับค่อยๆ แปรสภาพจากพื้นที่บทสนทนา เป็นพื้นที่ของประสิทธิภาพ และกลายเป็นฉากหลังของความเร่งรีบโดยไม่รู้ตัว

วันนี้บทบาทของ Third Place จึงเริ่มถูกตั้งคำถามอีกครั้ง พร้อมกับการเกิดขึ้นของพื้นที่รูปแบบใหม่ ตั้งแต่ฟิตเนสไปจนถึง Wellness Space ที่ไม่ได้ขายกาแฟ แต่ขายไลฟ์สไตล์ของชีวิตแทน

บทความนี้จะชวนมองการเปลี่ยนมือของ Third Place ว่าเกิดจากอะไร และใครกำลังจะกลายเป็นผู้ครองพื้นที่ใจของคนเมืองในรอบต่อไป

Third Place คืออะไร

จากบทความ Third Places and Why We Need Them บนเว็บไซต์ Eurac Research อธิบายว่า Third Place คือพื้นที่ที่อยู่นอกบ้านและที่ทำงาน เปิดให้ผู้คนมาพบกัน พูดคุย แลกเปลี่ยน และสานความสัมพันธ์กัน โดยไม่ถูกครอบงำด้วยเรื่องงานหรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

แนวคิดนี้ถูกเสนอโดย เรย์ โอลเดนเบิร์ก (Ray Oldenburg) นักสังคมวิทยา ตั้งแต่ปี 1989 โดยมองว่า Third Place คือโครงสร้างสำคัญของสังคมเมือง ที่ช่วยลดความโดดเดี่ยว และทำให้ผู้คนยังรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

และในสถานที่ที่ขึ้นชื่อว่า Third Place จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน ราคาย่อมเยาหรือฟรี เปิดโอกาสให้เกิดการพบปะแลกเปลี่ยน และเข้ามาแล้วให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียด สามารถนั่งทิ้งเวลาได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในปัจจุบัน Third Place รุ่นใหม่ ไม่ได้หมายถึงคาเฟ่หรือร้านอาหาร แต่หมายถึงสถานที่ที่เข้าไปแล้วช่วยปรับสมดุลให้ร่างกายและอารมณ์ของคนเมือง เช่น ห้องสมุด สปา คลาสโยคะ หรือซาวน่า การไปสถานที่เหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำงานเหมือนเดิม แต่มีช่วงเวลาที่ชวนให้ร่างกายและอารมณ์ค่อยๆ ปรับตัว และที่สำคัญเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับผู้อื่นได้โดยไม่ต้องแข่งขัน

เช่น ฟิตเนส คลาสออกกำลังกาย หรือ Wellness Space ไม่ได้ให้บทสนทนาที่ลึก แต่ให้กิจวัตรที่สม่ำเสมอ ไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจผ่านคำพูด แต่สร้างความรู้สึกที่ดีผ่านประสบการณ์ทางร่างกาย

Third Place ใหม่ไม่ได้ขายสถานที่ แต่ขาย ‘จังหวะชีวิต’

หากคาเฟ่ในอดีต Third Place ชูจุดเด่นเรื่องการนั่งชิลหรือทำงาน Third Place รุ่นใหม่กำลังขายสิ่งที่จับต้องยากกว่า นั่นคือช่วงเวลา

ไม่ว่าจะเป็นการไปซาวน่า การเข้าคลาสโยคะ หรือการใช้เวลาในพื้นที่เงียบสงบ ไม่ได้มีเป้าหมายชัดเจนแบบการทำงาน ไม่ได้วัดผลด้วย Productivity หรือผลลัพธ์ที่จับต้องได้ แต่ถูกออกแบบมาให้ร่างกายและอารมณ์ค่อยๆ ปรับจังหวะของตัวเอง ท่ามกลางกรอบเวลาที่ปลอดภัยและไม่เร่งเร้า

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ กิจกรรมเหล่านี้เปิดโอกาสให้อยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยไม่ต้องแข่งขัน ไม่ต้องเปรียบเทียบ และไม่ต้องเริ่มต้นด้วยบทสนทนา นี่คือรูปแบบใหม่ของปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ที่ไม่ได้เริ่มจากบทสนทนาสั้นๆ แต่เริ่มจากการหายใจ การเคลื่อนไหว และการอยู่ร่วมกันในจังหวะเดียวกันอย่างเงียบๆ

ใครคือผู้ครอง Third Place ในรอบต่อไป

คำถามสำคัญในวันนี้อาจไม่ใช่ คาเฟ่จะหายไปหรือไม่ แต่คือพื้นที่แบบใดตอบโจทย์ความเหนื่อยล้าของคนเมืองได้มากที่สุด

ผู้เล่นที่จะครอง Third Place ในยุคถัดไป อาจไม่ใช่คาเฟ่หรือร้านอาหาร แต่คือพื้นที่หรือแบรนด์ที่เข้าใจชีวิตและกลุ่มเป้าหมายมากกว่า 

อย่างไรก็ตาม การที่คาเฟ่ค่อยๆ หลุดจากบทบาท Third Place ไม่ได้เกิดจากความนิยมที่ลดลง แต่เกิดจากภาระหน้าที่ที่ถูกแบกมากเกินไป เพราะต้องเป็นทั้งออฟฟิศ ห้องประชุม ต้องมีปลั๊กไฟ มี WiFi และเสียงเพลงในร้านถูกปรับให้ไม่รบกวนงาน บทสนทนาในร้านถูกลดระดับให้เหลือเพียงเสียงแป้นพิมพ์ ทำให้ในที่สุดคาเฟ่อาจไม่ใช่พื้นที่ที่เราไปเพื่ออยู่กับคนอื่น แต่เป็นพื้นที่ที่เราไปเพื่ออยู่กับงานของตัวเอง

แม้รูปแบบของ Third Place จะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่แก่นสำคัญยังคงเดิม พื้นที่เหล่านี้ควรเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน มีต้นทุนต่ำ ราคาย่อมเยา หรือเปิดให้ใช้งานฟรี เปิดโอกาสให้เกิดการพบปะ แลกเปลี่ยน และการอยู่ร่วมกันโดยไม่สร้างแรงกดดันทางสังคม

ต้องบอกว่า Third Place อาจไม่ได้หมายถึงคาเฟ่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่อาจหมายถึงห้องสมุด สปา คลาสโยคะ หรือซาวน่า พื้นที่ที่ไม่ได้ขออะไรจากผู้คน นอกจากการให้เวลาตัวเองได้พักฟื้นทั้งร่างกายและอารมณ์ ในจังหวะที่เมืองภายนอกไม่เคยหยุดนิ่ง

หาก Third Place ในอดีตคือพื้นที่ของบทสนทนา วันนี้ Third Place อาจกำลังกลายเป็นพื้นที่ของการเยียวยา และอาจเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่สุดของชีวิตเมืองในยุคถัดไป

อ้างอิง 

https://www.eurac.edu/en/blogs/imagining-futures/third-places-and-why-we-need-them-zoe-weisel-mila-miletic

https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0264275122004887

Tags: , , , , , ,