ช่วง 3-4 วันมานี้ ชื่อของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของจีนอย่าง เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป (Evergrande Group) กลายเป็นเรื่องครึกโครมไปทั่วโลก เมื่อบริษัทดังกล่าวกำลังเผชิญกับหนี้สินค้างชำระกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 10 ล้านล้านบาทไทย)  จากการกู้เงินเพื่อมาดำเนินประคองธุรกิจต่อ ทว่าเงินที่กู้มาสำหรับใช้ในระยะสั้นกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กลับถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เมื่อเอเวอร์แกรนด์นำเงินเหล่านั้นไปลงทุนเพื่อเก็งกำไรระยะยาวกับหลากหลายธุรกิจ อาทิ ธุรกิจผลิตยานยนต์ไฟฟ้า, ธุรกิจผลิตอาหารและเครื่องดื่ม, ธุรกิจประกันภัย, ธุรกิจดิจิทัล อินเทอร์เน็ต, อุตสาหกรรมท่องเที่ยว (สวนสนุก) ไปจนถึงนำเงินไปละลายน้ำกับทีมสโมสรฟุตบอลกว่างโจว เอเวอแกรนด์ (Guangzhou FC)

จนเมื่อปีที่ผ่านมา (2020 ) รัฐบาลจีน ได้ออกกฎเกณฑ์ข้อบังคับใหม่ต่อการควบคุม GDP ของบรรดาบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ทั้งหลายในประเทศ นั่นทำให้เอเวอร์แกรนด์ถึงคราวเข้าตาจน ต้องพยายามเทขายสินทรัพย์โครงการบ้านต่างๆ กว่า 1,300 แห่ง ใน 280 เมืองของจีน ไปจนถึงปรับโครงสร้างองค์กรพร้อมลดเงินเดือนพนักงาน เพื่อรักษาอัตราส่วนกระแสเงินสดกับกระแสเงินกู้ระยะสั้น  

ทว่า นั่นกลับกลายเป็นฝันร้ายของนักลงทุนทั้งหลาย เพราะส่วนใหญ่ล้วนซื้อหุ้นที่ดินไว้เก็งกำไรระยะยาว ในฐานะทรัพย์สินปลอดภัยโดยเมื่อเกิดการหั่นราคาเทขายอสังหาริมทรัพย์แหลกราญ ย่อมไม่ต่างจากการลอยแพพวกเขาเสียดื้อๆ

กระทั่งวันนี้ (21 กันยายน 2021) บริษัท เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป ได้ออกแถลงการณ์ยอมรับว่าบริษัทกำลังตกที่นั่งลำบาก และคาดว่าไม่อาจทันชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ได้ครบตามกำหนดสัญญาทั้งสองงวดภายในเดือนนี้ โดยวันที่ 23 กันยายน จะต้องชำระดอกเบี้ย 83.5 ล้านดอลลาร์ (ราว 2,780 ล้านบาทไทย) ตามหุ้นกู้ที่มีกำหนดครบอายุเดือนมีนาคม 2022 และวันที่ 29 กันยายน ต้องชำระอีก 47.5 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,580 ล้านบาท)  ตามหุ้นกู้ที่ครบอายุเดือน มีนาคม 2567 และหากเอเวอร์แกรนด์ผิดนัดชำระหนี้จริง จะต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้บริษัทอีกครั้ง ซึ่งนั่นหมายความว่านักลงทุนที่เข้าซื้อหุ้นกู้ของเอเวอร์แกรนด์จะได้รับเงินชดเชยในสัดส่วนที่ต่ำกว่าความเป็นจริง

หลังการแถลงการณ์ของเอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป จบลงไม่ช้า บริษัทจัดอันดับความมั่นคงอย่าง เอสแอนด์พี โกลบอล เรทติ้งส์ (S&P)  ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าเป็นไปได้สูงมากที่เอเวอร์แกรนด์จะไม่สามารถชำระหนี้ดอกเบี้ยเงินกู้ได้ทันครบทั้งสองงวด โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลจีนมีทีท่าปฏิเสธให้ความช่วยเหลือและนอกจากความเสียหายกับหุ้นในอสังหาริมทรัพย์แล้ว สิ่งทีน่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ บรรดาหุ้นทั้งหลายที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์นี้เข้าไปร่วมลงทุนหลายต่อหลายกิจการข้างต้น ก็อาจส่งผลล้มเป็นโดมิโนในระยะเวลาอันสั้น

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดของตลาดซื้อขายหุ้นรายใหญ่ทั่วโลกต่างร่วงระเนระนาดไปตามๆกัน จากผลกระทบของวิกฤตชำระหนี้เอเวอร์แกรนด์ อาทิ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 33,970.47 จุด ลดลง 614.41 จุด  ( -1.78% )

ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,357.73 จุด ลดลง 75.26 จุด  ( -1.70%)

ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,713.90 จุด ลดลง 330.07 จุด  ( -2.19%)

ด้านตลาดหุ้นไทยถึงแม้เช้านี้จะเปิดตลาดในแดนบวก ทว่า ด้วยกระแสเทขายอันหนักหน่วงทำให้ดัชนีไหลงลงมาอยู่ที่ระดับ ระดับ 1,600 จุด ในช่วงเช้า ก่อนที่ช่วงสายจะลงมาอยู่ที่ 1,593.01 จุด (ราว 63%)

อย่างไรก็ดี สวีเจียอิ้น(Xu Jiayin)  ประธานเอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป ออกมาเปิดเผยว่า มีความมุ่งมั่นที่จะทำทุกวิถีทางให้บริษัทรอดพ้นจากวิกฤตหนี้สินต์ดังกล่าว และสามารถส่งมอบโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดในมือได้ตามกำหนดสัญญา หากสามารถกลับมาก่อสร้างต่อได้ในช่วงเดือนตุลาคม หรือ พฤศจิกายนนี้ หลังอ้างว่าที่การก่อสร้างหยุดชะงักไปเกิดจากการเจรจาจ่ายค่าจ้างให้กับบรรดาซัพพลายเออร์และผู้รับเหมา พร้อมยืนยันรับผิดชอบต่อนักลงทุน หุ้นส่วน และสถาบันการเงินทั้งหมดที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ทว่าสุดท้ายแล้วยังคงต้องจับตาดูกับสถานการณ์วิกฤตหุ้นเอเวอร์แกรนด์ต่อไปว่าจะกลับมาได้หรือพังพินาศ และคำพูดดังกล่าวของสวีเจียอิ้นจะกลายเป็นคำพูดเลื่อนลอยขายฝันหรือไม่ เมื่อนักลงทุนโดยเฉพาะชาวจีนกำลังเต็มไปด้วยความโกรธแค้น เพราะมีหลายรายที่ลงทุนซื้อเพราะต้องการสร้างอนาคตให้กับครอบครัว

.

ภาพ: AFP

 

 

Tags: , , , ,