เคยสังเกตตัวเองหรือคนอื่นบ้างหรือไม่ว่า เหตุใดเวลาข้ามถนนบนทางม้าลาย เราถึงต้องกึ่งเดินกึ่งวิ่งด้วยความวิตกกังวล ไปพร้อมๆ กับการก้มหัวขอบคุณรถทุกคันที่หยุดให้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว การหยุดรถให้คนข้ามถนนก่อน เป็นกฎการจราจรขั้นพื้นฐานที่หลายคนทราบกันดี
บางคนอาจคิดว่ามันคือ ‘มารยาททางสังคม’ เนื่องจากการใช้รถใช้ถนนเป็นสิ่งที่ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน เมื่อคนขับหยุดรถและพยักหน้าเป็นสัญญาณอนุญาตให้เราข้าม เราจึงจำเป็นต้องโค้งขอบคุณเพื่อตอบสนองความเอื้อเฟื้อนั้น ถึงแม้ถนนจะถูกนิยามว่าเป็นของทุกคน และไม่จำเป็นต้องมีผู้ให้หรือผู้รับก็ตาม
ทว่าหากเราลองมองทะลุเปลือกนอกอันนุ่มของคำว่ามารยาทลงไป เราจะพบความจริงที่ชวนอึดอัดกว่านั้นซ่อนอยู่ แท้จริงแล้วความลุกลี้ลุกลนในการวิ่งข้ามถนนและการก้มหัวของเรา อาจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความซาบซึ้งใจเสมอไป แต่มันเกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองทางร่างกายและจิตใจ จากความหวาดกลัวในความไม่แน่นอน
มาร์ติน เซลิกแมน (Martin Seligman) นักจิตวิทยาเชิงบวก เสนอแนวคิดที่เรียกว่า ‘Learned Helplessness’ หรือภาวะยอมจำนนต่อความสิ้นหวังที่เกิดจากการเรียนรู้ ซึ่งใช้อธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ ที่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อบางเหตุการณ์อย่างสิ้นหวัง หรือยอมจำนนต่อบางสิ่งแม้มีโอกาสแก้ไขให้ดีขึ้น
มาร์ตินค้นพบแนวคิดนี้จากการทดลองช็อตสุนัขด้วยไฟฟ้า ร่วมกับ สตีเวน ไมเออร์ (Steven Maier) นักประสาทวิทยา พวกเขาช็อตไฟฟ้าใส่สุนัขในกรงอยู่เรื่อยๆ และในวันถัดๆ มา พวกเขาช็อตไฟฟ้าใส่สุนัขซ้ำอีก แต่คราวนี้ในกรงมีพื้นที่ปลอดภัยให้กระโดดข้ามมาหลบ ทว่าสุนัขเหล่านั้นไม่กระโดดหนีเหมือนช่วงวันแรกๆ ในทางกลับกัน พวกมันนอนนิ่งปล่อยให้ถูกไฟฟ้าช็อต
ในตอนนั้นมาร์ตินจึงคิดได้ว่า เมื่อเราเรียนรู้ถึงความเจ็บปวดหรือประสบการณ์แย่ๆ ซ้ำๆ เราจะมีความพยายามในการดิ้นรน หรือมองทุกอย่างในแง่บวกน้อยลง ส่งผลให้ความหวังถูกแทนที่ด้วยความสิ้นหวัง ความกล้าแปรเปลี่ยนเป็นความกลัว และในบางบริบทก็เปลี่ยนโฉมความคิดของเราไปเลย
กลับมาที่สถานการณ์บนท้องถนน คนเดินเท้าที่ต้องข้ามทางม้าลายก็ไม่ต่างกับสุนัขในกรงที่ถูกไฟฟ้าช็อตซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากข่าวอุบัติเหตุบนทางม้าลาย จากมารยาทการขับขี่ที่ไม่เคารพกฎจราจร จากผังเมืองที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อคนเดินเท้า จากการจราจรอันเร่งรีบในชั่วโมงเร่งด่วน ทุกย่างก้าวจึงแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมต่อให้มีสัญญาณไฟคนข้าม มีการตีสัญลักษณ์ทางม้าลายบนพื้นอย่างชัดเจน เราก็ยังคงเดินข้ามอย่างลุกลี้ลุกลนและเร่งรีบ
สิ่งที่แย่ไปกว่านั้นคือ เมื่อความสิ้นหวังบนท้องถนนถูกฝังรากลึก และเรายอมรับกับการถูกผลักให้เป็นพลเมืองชั้นสองบนท้องถนน จิตใจของเราจะก้าวไปสู่อีกหนึ่งกลไกการป้องกันตัวทางจิตวิทยาที่เรียกว่า ‘สตอกโฮล์ม ซินโดรม’ (Stockholm Syndrome) หรือความรู้สึกที่เกิดจากความ ‘ซาบซึ้งใจ’ ต่อผู้ที่กำอำนาจเหนือกว่า
ในทางจิตวิทยาแล้ว สตอกโฮล์มซินโดรม คือกลุ่มอาการที่ตัวประกันเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและผูกพันกับผู้ก่อการร้าย เพียงเพราะอีกฝ่ายไม่ทำร้ายหรือหยิบยื่นความเมตตาให้เพียงเล็กน้อย บนทางม้าลายแห่งนี้ก็เช่นกัน เมื่อผังเมืองที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองและโครงสร้างถนนที่ล้มเหลว คนเดินเท้าที่รู้สึกไร้ทางสู้จึงถูกบีบให้สวมบท ‘ตัวประกัน’ ส่วนรถยนต์ที่พุ่งทะยานมาคือ ‘ผู้ถืออาวุธ’ ในสมการนี้
ทันทีที่คนขับหยุดรถให้คนข้าม ความโล่งใจที่รอดพ้นจากอันตราย ทำให้ผู้ข้ามรู้สึกเหมือนได้รับความเอื้อเฟื้อหรือความเมตตาบางอย่าง ขณะที่ผู้ขับแปรเปลี่ยนสถานะจากผู้ทำตามกฎหมายกลายเป็นผู้มีพระคุณ ทั้งที่ตัวคนข้ามและตัวผู้ขับขี่กำลังทำตามกฎจราจร ความเกรงใจและคำขอบคุณบนทางม้าลาย จึงอาจไม่ใช่มารยาทที่เกิดจากความเท่าเทียมทางสังคมเสียทั้งหมด แต่ลึกๆ แล้ว พวกเรากำลังหวาดกลัวการข้ามถนน เพราะมองว่ามันไม่ใช่ที่ของเรา
ถึงอย่างนั้น แท้จริงแล้วคนขับรถก็ไม่ใช่วายร้ายเสมอไป เพียงแต่เป็นหนึ่งในคนที่ได้รับอิทธิพลมาอีกทอดหนึ่งเท่านั้น ในงานวิจัย Motonormativity: How Social Norms Hide a Major Public Health Hazard ที่ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Environment and Health ในปี 2023 พบว่า สังคมมีแนวโน้มที่จะมองข้ามและยอมรับมารยาทการขับขี่ที่ย่ำแย่เป็นเรื่องปกติ
ในงานวิจัยดังกล่าว มีข้อสังเกตที่น่าสนใจในหลายส่วน เช่น เมื่อถามว่า ถ้าคนสูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะ แล้วปล่อยควันพิษใส่คนอื่น เป็นเรื่องยอมรับได้หรือไม่ คนส่วนใหญ่จะตอบว่า “ไม่ได้” แต่เมื่อเปลี่ยนคำถามเป็น ถ้าคนขับรถปล่อยควันจากท่อไอเสียใส่คนอื่น เป็นเรื่องยอมรับได้หรือไม่ คนส่วนใหญ่กลับตอบว่า “ยอมรับได้”
อีกคำถามหนึ่งคือ ถ้ามีคนเอาตู้เสื้อผ้าส่วนตัวมาตั้งทิ้งไว้ริมถนนถือว่าผิดปกติไหม คนส่วนใหญ่ตอบว่า “ผิดและเห็นแก่ตัว” แต่พอเปลี่ยนคำถามเป็น การเอารถยนต์ส่วนตัวมาจอดทิ้งไว้ริมถนนเป็นสิ่งที่ผิดไหม สังคมกลับมองว่าเป็น “สิทธิที่ทำได้” แม้จะเป็นการแย่งพื้นที่สาธารณะเหมือนกันก็ตาม
ดร.เอียน วอล์กเกอร์ (Dr. Ian Walker) จาก Swansea University ผู้ทำการวิจัย กล่าวว่า ผังเมืองและกฎหมายสร้างระบบคุณค่าที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายของคนขับรถมากกว่าชีวิตของคนเดินถนน เมื่อคนเดินเท้าต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่คนขับรถมักจะละเลยมารยาทและกฎจราจร โดยไม่ถูกสังคมลงโทษอย่างจริงจัง พวกเขาจึงรู้สึกว่า การถูกละเมิดนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เพราะถนนไม่ได้ถูกออกแบบมาให้พวกเขา
ท้ายที่สุดแล้ว การรอคอยให้โครงสร้างเมืองเปลี่ยน อาจเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา แต่การปรับปรุงสถาปัตยกรรมทางความคิด สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่วินาทีนี้ หากเรามองด้วยความเข้าอกเข้าใจจะพบว่า ทั้งคนเดินถนนและคนขับรถต่างก็เป็นเพื่อนร่วมเมืองที่ต้องเผชิญกับความบีบคั้นจากโครงสร้างที่ล้มเหลวไม่ต่างกัน ศัตรูที่แท้จริงจึงไม่ใช่คนหลังพวงมาลัย แต่คือค่านิยมเดิมๆ ที่ทำให้เราหลงลืมสิทธิอันพึงมีและกฎที่พึงกระทำ
ที่มา:
– https://www.psychologytoday.com/us/basics/learned-helplessness
– https://cronfa.swan.ac.uk/Record/cronfa65167
Tags: Wisdom, Stockholm Syndrome, Human Behavior, Learned Helplessness, Psychology, Knowledge




