เมื่อปี 2024 ศิลปินนาม pami (อ่านว่า พามิ) หรือแพม-เปมิกา สุขสวี ปรากฏขึ้นในซีนอินดี้ไทย หลายคนรู้จักเธอครั้งแรกผ่านเพลงสไตล์เบดรูมป็อป ที่ผสมผสานความเป็นดรีมป็อปและ Lo-Fi อย่าง pity dirty และ kiss me blue 

ความเป็นจริง เธออยู่ในวงการเพลงมานานถึง 10 ปีแล้ว ทั้งจากการเป็นศิลปิน T-Pop และร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกวง sis วงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปที่ประเทศจีน แม้หลังจากนั้น pami หายไปจากวงการเพลงนาน 2 ปี แต่เธอกลับมาอีกครั้งด้วยภาพลักษณ์และแนวเพลงที่เปลี่ยนไปพร้อมกับ EP: out of nowhere เหมือนเป็นการเปิดตัว pami ในแบบที่คอเพลงคุ้นเคยกัน 

ปี 2025 เธอเพิ่งปล่อยอัลบั้ม puffette ซึ่งเป็นอัลบั้มเต็มครั้งแรกในชีวิต The Momentum เลยชวน pami มาย้อนถึงเส้นทางการเป็นศิลปิน ทั้งจุดเริ่มต้น ช่วงเวลาที่หายหน้า เบื้องหลังการแต่งเพลงเองทั้งอัลบั้ม ที่เธอออกปากว่า pami คงไม่มีเพลงรักที่สมหวัง รวมทั้งอีกบทบาทหนึ่งในชีวิตคือครูสอนร้องเพลง ไปจนถึงชวนคุยเรื่องความสนใจในอนิเมะและหนังสือ

ตลอดเวลาที่คุยกันทำให้เรารู้ว่า ภาพ pami บนปกอัลบั้มที่ดูเหมือนสาวน้อยแสนขี้อาย ความจริงแล้วเธอเป็นคนคุยเก่งและมีอารมณ์ขันอยู่ไม่น้อย 

จากศิลปิน T-Pop สู่ไอดอลที่จีน 

ถึงการเรียนดนตรีในลอนดอน

จุดเริ่มต้นตั้งแต่เป็น ‘แพม MBO’ จนถึง ‘แพม วง sis’

มีคุณน้าที่เรารู้จักทำงานใน GMM Grammy แล้วเขาบอกว่าค่ายกำลังเปิดออดิชัน ไปลองดูไหม เราก็เลยบอกแม่ว่าหนูอยากเป็นดารา-นักร้อง (หัวเราะ)

เราเข้าวงการตั้งแต่อายุ 18 ปี ถึงตอนนี้ก็ 10 ปีแล้ว เริ่มจากติด MBO (MBO Teen Entertainment) กว่าจะได้มีเพลงออกมาก็นานอยู่ แล้วได้เล่นซีรีส์ ออกรายการเล่นเกม จนกระทั่งได้เป็นดูโอ้ ‘EMMA PAM’ คู่กับ เอ็มม่า-เอมิกา กร้านท์ อยู่ในวงการ T-Pop ตั้งแต่ปี 2016-2019 แล้วก็ไปจีนต่อ

ไปจีนเพราะอยากเป็นไอดอลเหรอ

เราไม่ได้วางแผนไว้ว่าจะเป็นเกิร์ลกรุ๊ป เราไปแข่งรายการ The Coming One เป็นรายการเซอร์ไววัลหาศิลปินไอดอลที่จีน แล้วพอเข้ารอบลึกเลยได้เซ็นสัญญา จากนั้นเขาเลยทำเกิร์ลกรุ๊ปวง sis มีสมาชิก 3 คน อยู่ที่จีนช่วงปี 2019-2021 ประมาณ 3 ปี แล้วก็กลับมาไทย

รู้ตัวตอนไหนว่าอยากเป็นศิลปิน

เราชอบร้องเพลงตั้งแต่อายุประมาณ 4-5 ปี ตอนเด็กเราดูอนิเมะเรื่อง โตเกียวเหมียวเหมียว (Tokyo Mew Mew) แล้วร้องเพลงประกอบตาม ซึ่งเป็นเพลงภาษาญี่ปุ่น ร้องได้ก่อนภาษาอื่นเลย (หัวเราะ) 

คุณแม่ได้ยินเลยรู้ว่า ทำไมร้องไม่เพี้ยนเลย ลูกอาจจะหูดีเป็นพิเศษ เราฟังแล้วเราชอบลอกเลียนเสียงที่ได้ยิน ไม่สนว่าเป็นภาษาไหน มันกลายเป็นว่าชอบร้องเพลงมาโดยตลอด ตั้งแต่อนุบาลเวลาครูให้เขียนอาชีพในฝัน เราก็เขียนว่าอยากเป็นนักร้อง จะต้องเป็นนักร้องให้ได้เลย ครอบครัวก็สนับสนุนตั้งแต่เด็กด้วย เวลาร้องเพลงต่อหน้าญาติๆ เขาก็จะพูดชม ตบมือกัน ความมั่นใจก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เห็นว่าช่วงที่ยังไม่เข้าวงการเคยวางแผนเรียนต่อด้านแฟชั่น ความชอบด้านนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

เราชอบถ่ายรูป ชอบการสไตลิง แล้วเรามีพี่สาวเป็นไอดอล จบแฟชั่นดีไซน์

เรารู้สึกอยากเป็นแบบพี่ อยากทำอะไรที่ช่วยเหลือพี่ได้ด้วย จริงๆ ตั้งแต่เด็ก พี่ทำอะไร เราจะอยากทำตาม พี่ชอบวาดรูป พี่เริ่มเรียนร้องเพลง ก็อยากเรียนด้วย อยากเก่งเหมือนพี่ทุกด้านเลย แล้วพี่สาวก็ให้กำลังใจตลอด แต่กลายเป็นว่าสไตลิงอาจไม่ใช่ทางเราขนาดนั้น จนถึงวันนี้ยังต้องการสไตลิสต์ในการแต่งตัวเลย (หัวเราะ)

สุดท้ายเลือกไปเรียนด้านไหน 

ปี 2021 หลังจากกลับมาจากจีน เราหายไปจากวงการ 2 ปี เราพักผ่อนเลย แล้วคิดว่าจะออกจากวงการบันเทิงไปทำสายอื่น แต่ว่าสุดท้ายก็เลือกไปเรียนต่อด้าน Production, Songwriting and Vocal Performance ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ดูจากสาขาที่เรียนแสดงว่ามีแพสชันด้านดนตรีมาก

เราคิดว่าอยากทำเพลงสากล เพราะนอกจากช่วงวัยเด็กที่ร้องเพลงญี่ปุ่น กับเพลงพี่ดา เอ็นโดรฟิน หลังจากนั้นเราเสพเพลงสากลหมดเลย มารายห์ แครี (Mariah Carey), เซลีน ดิออน (Celine Dion) หรืออลิเซีย คีส์ (Alicia Keys) พอเรียนจบเราก็อยากเขียนเนื้อเพลงจึ้งๆ ก็เลยทำเพลงเก็บไว้ในโกดังตัวเองเยอะมาก

เริ่มใหม่อีกครั้งในนาม pami

แล้วมาเป็นศิลปินของค่าย Juicey ได้อย่างไร

ตอนนั้นเราแต่งเพลงอยู่บ้านที่หาดใหญ่ก็ส่งไฟล์ให้พี่บิลลี่ Tilly Birds (ณัฐดนัย ชูชาติ) ช่วยทำด้วยกัน ทำเป็นอัลบั้มเลย คิดว่าจะปล่อยลง YouTube เราก็สนุกมากตอนนั้น แต่พอกางราคาออกมาก็เครียด เพราะว่ามันมีค่าใช้จ่ายเยอะมากจริงๆ ก็คุยกับพี่บิลลี่ว่าเราควรหาค่ายมาสนับสนุนไหม 

ตอนนั้นค่าย Juicey ทำวง HYBS โดนเส้นเรามาก แล้วเพื่อนเราก็เคยทำงานค่ายนี้ เราเลยทักไปหาเพื่อน ขอส่งเดโมไปให้ค่ายฟัง ประกอบกับจังหวะเหมาะที่ค่ายกำลังหาศิลปินใหม่ด้วย แต่ตอนแรกส่งไปก็ไม่ผ่านนะ เพื่อนแค่พูดมาว่าไปอัดใหม่ไป 

เสียความมั่นใจไหม

เราเดาเอาเองว่าเขาให้อัดใหม่เท่ากับเพลงไม่ได้ไม่ดี แสดงว่าเสียงเรานี่แหละที่มีปัญหา เพราะเราเคยเป็นไอดอล เราจะมีเสียงร้องที่เราสร้างขึ้นมาให้มีคาแรกเตอร์แบบนั้น เป็นเสียงหวานๆ แบบไอดอลเลย แต่พอใช้เสียงนี้ร้องเพลงสากลมันหวานไปหมด กลายเป็นขาดคาแรกเตอร์ เหมือนสาวน้อยร้องเพลงเฉยๆ เราก็เลยใช้เสียงตัวเองอัดใหม่แล้วส่งไป ค่ายเลยชอบ จึงได้นัดคุยกัน 

ตอนไปเราก็มีสไลด์ไปโชว์ให้เขาดูครบเลยว่ากลุ่มคนฟังของเราคือใคร เรามีแผนในอนาคตอย่างไร เราทำอะไรเป็นบ้าง เหมือนไปสัมภาษณ์งาน เลยได้เซ็นสัญญากับ Juicey 

จาก ‘แพม’ ทำไมต้องเป็นชื่อ ‘pami’ 

เราชื่อเล่นแพม ชื่อจริงเปมิกา ก็คิดว่าเราจะใช้สเตจเนมอะไรดี เลยตั้งชื่อ Instagram ว่า ‘pamigax’ แล้วเราก็ชอบชื่อเรานี่แหละ ‘pami’ แค่ 2 พยางค์รู้สึกว่ามันน่ารักดี จำง่ายด้วย แล้วเราก็ชื่อในดวงของศิลปินที่ชื่อลงท้ายด้วยเสียงสระอิ เช่น keshi, BIBI ก็เป็นชื่อที่คนทุกชาติอ่านง่ายด้วย

การเป็นศิลปินอินดี้ พอได้ยืนอยู่ในจุดนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง

เราผ่านมาแล้ว 2 รูปแบบ คือเป็นศิลปิน T-Pop กับเป็นไอดอลจีน แล้วพอเป็นศิลปินอินดี้ ทั้ง 3 สิ่งแตกต่างกันหมดเลย การเป็นศิลปินอินดี้เปิดโลกใหม่ให้เรา อินดี้มีความเป็นตัวเองสูงมาก เราต้องใช้วัตถุดิบจากตัวเองทั้งหมดเพื่อทำเพลง ด้านงานครีเอทีฟก็ต้องทำด้วยกันกับทีม คิดคอนเทนต์ด้วย เหมือนว่าเราได้ทำงานจริงๆ ได้ใช้สมองทำหลายอย่าง รู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถด้วย รู้สึกภูมิใจตัวเองเพิ่มขึ้นมากๆ มันเติมเต็มตรงนี้มาก เวลามีคนมาชมว่าชอบเพลงเรา มันเป็นความรู้สึกตื้นตันมาก เพราะมันเป็นผลงานที่เราผลิตเอง 

อย่างตอนเราอยู่ที่จีนหรือตอนที่เป็นศิลปิน T-Pop เวลามีคนชมว่าชอบเพลงก็ดีใจ เพราะมันถือว่าเป็นผลงานที่เราร้องออกมา แต่เราก็โดนชมแค่เสียงร้อง ไม่ได้โดนชมว่าเขียนเพลงดี เมโลดี้ดี เพราะว่าคนอื่นทำให้เราหมดเลย เราแค่ร้องอย่างเดียว 

ตอนนี้เราก็เลยรู้สึกดีใจมากที่คนมาชม มันเหมือนเขาเห็นด้วยกับความคิดในสมองของเรา อย่างล่าสุดเจอแฟนคลับตอนไปโชว์ เขาก็เดินมาบอกว่า ฟังเพลงพี่บนรถทุกวันเลย เราดีใจมากๆ จริงๆ เพราะว่าเราเขียนเอง

เวลาแต่งเพลง เราเขียนจากเรื่องจริงหรือจากจินตนาการ

ส่วนใหญ่เรื่องจริงประมาณ 80% แต่ตอนนี้เรื่องจริงของเราเริ่มหมดโกดังแล้ว เราอยู่ในจุดที่มีความรักที่ถาโถมมาก เลยใช้สิ่งนั้นเป็นวัตถุดิบในการทำเพลง พอเขียนอะไรที่เกี่ยวข้องกับตัวตน เราจะรู้สึกรักสิ่งนั้นมาก แต่ข้อเสียคือบางอย่างมันส่วนตัวไปหน่อย ช่วงหลังๆ เริ่มไม่ใช่เรื่องราวของตัวเอง เพราะพอเวลาผ่านไปเราหันกลับไปมองเรื่องราวนั้นจะแปลก เลยใช้เรื่องราวของเพื่อนบ้าง บางทีอย่างเพลง lie ได้แรงบันดาลใจจากโจ๊กเกอร์ (Joker) และฮาร์ลี ควินน์ (Harley Quinn) แต่มันก็มีส่วนคล้ายเรื่องของเรากับเพื่อนเราด้วย 

หลายคนรู้จัก pami จากเพลง pity dirty กับ kiss me blue ที่มาที่ไปของทั้ง 2 เพลงนี้มาจากไหน

เพลง pity dirty ถือว่ามิกซ์แหวกออกมาเลย เพราะก่อนหน้านั้นเราออกเพลง covent garden, not yet และ lie เป็นเพลงหม่นๆ แต่ pity dirty อยู่ดีๆ มินิมอลเลย ในด้านของดนตรี เป็นเพลงที่เราขึ้นเดโมมาก่อน ดีดกีตาร์เอง ขึ้นคอร์ดเอง ตอนแรกอาร์แอนด์บี เราส่งเพลงไปให้โปรดิวเซอร์คือ ต้นหน (ต้นหน ตันติเวชกุล) เขาก็ลองทำให้มินิมอล เป็นเสียงเบสเท่ๆ แล้วก็ได้พี่โน่ (ดาโน่-ดนัย ธงสินธุศักดิ์) ค่าย Juicey ช่วยเกลาเมโลดี้ท่อนฮุกอย่างดีเลย ส่วนเรื่องเนื้อหามันสองแง่สองง่ามมาก เป็นอารมณ์ยั่วๆ อินเนอร์สาวเกียวโต ประมาณว่าฉันแค่อยากจะไปขี่รถมอเตอร์ไซต์ แล้วเธอคิดอะไร

ส่วน kiss me blue ตอนแรกจะไม่ได้เป็นเพลงต่อจาก pity dirty ตอนแรกจะปล่อย candydate แต่พอ pity dirty มันพุ่งมาก เลยคุยกับต้นหนว่ารีบผลิตเพลงใหม่เลย เวลาแค่ 2 สัปดาห์ เพลงนั้นคือ kiss me blue ที่เราเน้นมินิมอล เบดรูมป็อป แบบเข้าใจง่าย น่ารักใสๆ 

เนื้อหาก็เป็นสาวน้อยขี้งอนหน่อยๆ แต่ความหมายมันดาร์กๆ นิดหนึ่ง แบบว่าจุ๊บฉันให้หมดลมหายใจไปเลย ก็โชว์ความคลั่งของสาวคนหนึ่งได้อยู่ กลายเป็นว่ามันน่าจะโดนเส้นคนหลายคน เพราะว่าสองเพลงนี้มันจะทำงานใกล้ๆ กัน 

ดูเหมือนชอบเขียนเนื้อเพลงที่ทำให้คนคิดลึก

เอาจริงเราเป็นคนที่ชอบเขียนอะไรสองแง่สองง่าม มันคือตัวตนเราที่ซ่อนไว้ลึกๆ นานๆ ทีจะออกมา เราชอบอะไรแบบนี้มาก ชอบการหยอกล้อ อินเนอร์ในการเขียนเนื้อเพลงเราไม่อยากเขียนอะไรที่มันนิ่งๆ เราอยากให้มันลึกกว่านั้น

ในอัลบั้ม puffette มีเพลงไหน ที่เราคิดว่าสื่อถึงตัวตนของเราได้ดีที่สุด

น่าจะเป็นเพลง lie เป็นเพลงที่เรารู้สึกว่าครบในด้านมุมมองความรักของเรา เราเป็นคนที่เวลารักใครชอบใครชอบใครแล้ว เราจะให้ทุกอย่าง แล้วเราจะรอด้วยความซื่อสัตย์ เราชอบความรักที่มัน Bittersweet เราเขียนอิงจากโจ๊กเกอร์กับฮาร์ลี ควินน์ก็จริง แต่เป็นเพลงที่บ่งบอกมุมมองความรักของเราได้ดี ต่อให้เขาจะเป็นสิ่งที่เหมือนคำโกหก แต่เขาก็ยังเป็นความรักของเราเสมอ เขายังเป็นคนที่เราปรารถนา แล้วเขาก็ยังเป็นคนที่ทำให้เราเจ็บปวดได้ แต่เราจะให้เขาได้ทุกอย่าง โดยที่เขายังอยู่กับเรา เพราะความรักสำหรับเราคงเป็นการเสียสละ เรารักเขาโดยไม่ได้ขออะไรตอบแทน 

ส่วนอีกเพลงหนึ่งคือ candy date เพลงนี้จะทำงานใกล้กับเพลง lie แต่จะซนกว่าเยอะ อารมณ์จีบ ขอเป็นแค่ตัวเลือกก่อนนะ ลองเอาไปคิดก่อนก็ได้นะ มันเป็นตัวเราเหมือนกัน ไม่ค่อยขออะไรเยอะ ขอแค่ช่วยคิดถึงหน่อย เดี๋ยวจะโชว์ให้ดูว่าเรามีข้อดีอะไรบ้าง

ตัวตนและการเติบโตในฐานะศิลปินอินดี้ 

จาก EP out of nowhere จนถึงอัลบั้มใหม่ ด้านตัวตนของ pami เติบโตขึ้นอย่างไร

ในแง่ตัวตน out of nowhere มันมีความสาวน้อยเก็บตัว ไม่เห็นหน้า แต่พอปล่อยอัลบั้ม puffette ก็เปิดเผยเยอะเลย มีสีสันเพิ่มขึ้นด้วย ช่วงตอน out of nowhere ได้พี่ยิ้ม สมเกียรติ (ประวิทย์ ฮันสเตน) เป็นโปรดิวเซอร์ให้ แล้วก็มีต้นหนเข้ามาช่วยเยอะเหมือนกัน พี่ยิ้มเป็นคนที่มีอิทธิพลทั้งทางด้านความคิด มุมมองของการเป็นศิลปิน 

ด้านดนตรีและเนื้อหาของเพลง มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

ในด้านดนตรีเปลี่ยนเยอะ เพราะอัลบั้มนี้จับฉ่าย มีหลายอย่างรวมกัน มีทั้งร็อก เบดรูม อาร์แอนด์บี ผสมซินธ์ และเวฟ คิดว่ามันเป็นช่วงทดลองนะ ด้วยความที่เรามาสายนักร้องนักแต่งเพลง เราเลยต้องศึกษาแล้วลองดนตรีหลายๆ แบบ ในอนาคตอาจจะเห็นภาพชัดขึ้นว่า pami จะไปแนวไหนในด้านดนตรี ตอนนี้ก็เน้นให้แสดงคอนเสิร์ตสนุก 

สำหรับเรื่องการเขียนเพลงมันชัดเจนอยู่แล้วว่าเราไม่เคยสมหวังเลย เราไม่เคยเล่าเรื่องความรักที่มั่นคง หรือเล่าเรื่องความรักของผู้ใหญ่ เราจะไม่มีเพลงแนว Perfect ของ เอ็ด ชีแรน (Ed Sheeran) ไม่มีเพลงรักแบบ Together ของพี่อลิน (James Alyn) เพราะว่าเราคือสาวน้อยรักไม่สมหวัง เป็นหมาเปียกประมาณนั้น 

เหมือนเคยได้ยินว่า ‘หมาเปียก’ มาจากต้นหน

หมาเปียกเป็นคำที่เราพูดกับต้นหน แล้วต้นหนก็รู้สึกว่าใช่เลย เป็นหมาเปียก pami ให้อารมณ์เหมือนเป็นสาวน้อยที่เฝ้ารอเจ้าของแบบซึมๆ เปียกๆ เป็นหมาที่ซื่อสัตย์แต่ก็มีมุมเศร้า

พูดถึงเรื่องภาพลักษณ์ จะเห็นว่า pami มีผมหน้าม้า กับไว้ผมยาวมาโดยตลอดตั้งแต่สมัย MBO หน้าม้าของ pami สำคัญมากแค่ไหน

เรียกได้ว่าเป็นเกราะป้องกัน มันสำคัญมาก เพราะเราไว้หน้าม้ามาตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กเรามีปม เคยเอาผมขึ้นแล้วมันเถิกมาก คนก็บอกว่าเหมือนทวีตตี้ เราก็เลยไว้หน้าม้ามาโดยตลอด เพราะเรามั่นใจกว่า แล้วเป็นลุคที่เราทำมานานแล้วไม่เคยเปลี่ยนหน้าม้า กับผมดำยาว

ถ้าต้องเปลี่ยนสีผม จะเปลี่ยนเป็นสีอะไร

สีน้ำตาล (หัวเราะ) เคยย้อมสีทองแล้วตอนเป็นไอดอลอยู่ที่จีน ก็สวยนะคะ แต่ว่ามันดูแลยากมาก ข้อดีคือคนมองไม่ออกตอนเราหนังศีรษะแห้ง

ด้วยมู้ดแอนด์โทนของเพลงและภาพ คนอาจจะเห็นว่า pami เป็นผู้หญิงเหงาๆ หม่นๆ แล้วอยากให้คนอื่นมองเราในแง่มุมไหน

ปกติกิจกรรมเราไม่ได้ปาร์ตี้อยู่แล้ว ไม่ได้ชอบเที่ยว ไม่กินเหล้า ไม่ออกไปเที่ยวกลางคืน เป็นคนชอบอยู่บ้าน เล่นเกม แต่จริงๆ ก็ชอบคุยกับคนใหม่ๆ EP ที่แล้วอาจจะหม่นไปหน่อย แต่เพลงในอัลบั้ม puffette ก็สดใสขึ้น

เคยมีช่วงเวลาที่รู้สึกท้อกับเส้นทางศิลปินบ้างไหม แล้วเรามีวิธีก้าวข้ามมันไปอย่างไร

เป็นช่วงตอนโควิด อยู่จีนไม่มีงานเลย ก็มีปัญหาสุขภาพจิต จากนั้นก็หายตัวไป 2 ปี รู้สึกว่าตอนนั้นเรายังเด็กด้วย อยากเป็นคนเก่ง เป็นคนที่ผู้ใหญ่ภูมิใจ แล้วเราคาดหวังเยอะ ทำทุกอย่างตามที่คนอื่นบอกว่าดี ไม่ได้มีความคิดของตัวเองเท่าไร ไม่ได้ดูตัวเองว่าอยากได้อะไร เลยเศร้าและท้อ การเป็นศิลปินสิ่งที่ทำให้ท้อมากๆ คือการรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว มันเป็นความรู้สึกว่าทำไมฉันยังไม่ถูกมองเห็นสักที ความสุขของเรามันขึ้นอยู่กับว่าคนอื่นจะมารักเราเมื่อไร กว่าจะผ่านมาได้ก็ต้องอ่านหนังสือเยอะๆ แล้วก็นั่งสมาธิ 

ประสบการณ์จากในวงการ T-Pop และการเป็นไอดอลวง sis ที่จีน ทำให้เราเรียนรู้อะไร

มันหล่อหลอมเราเยอะมาก เราไม่เคยรู้สึกว่ามาอยู่ตรงนี้แล้วที่ผ่านมาไม่มีค่า เพราะถ้าไม่เคยผ่าน T-Pop เราคงไม่ได้มาถึงจุดนี้ ความเป็นไอดอลหรือ T-Pop มันทำให้เราให้กลายเป็นศิลปินอินดี้แบบ pami 

ยกตัวอย่าง เราเคยเจอคำถามจากสื่อต่างชาติ เขาถามว่าคิดอย่างไรกับการที่เป็นคนที่ขายหน้าตา 

ความจริงเราไม่คิดหรอกว่าการขายหน้าตา ขายภาพลักษณ์มันจะลดทอนความสามารถของเรา เราก็ตกใจว่าวงการอินดี้มีอะไรแบบนี้ด้วย เราตอบกลับไปว่า คิดว่าคนที่เขาดูแลใส่ใจภาพลักษณ์ตัวเองให้ดูดี และยังทำงานอย่างหนัก เขาเก่งมากเลยนะ 

สำหรับเราถ้าให้ทิ้งความสวยงามไปเลย แล้วเนิร์ดแค่เรื่องทำเพลงอย่างเดียว เราอาจจะไม่ใช่คนแบบนั้น เพราะทุกอย่างมันหล่อหลอมเรามาให้มองว่าภาพลักษณ์ก็สำคัญด้วย ในมุมมองของเรา อยากให้คนที่เจอเรา หรือเห็นเราในมิวสิกวิดีโอแล้วรู้สึกว่าสบายตา อยากทำออกมาให้ดี 

ช่วยนิยามการเป็นศิลปินในแบบของ pami หน่อย

สำหรับเราคือการทำอะไรที่สบายใจ ถ้าคุณอยากสวยคุณก็สวย ศิลปินอินดี้สวยๆ ก็มีเยอะมาก ถ้าคุณอยากสร้างตัวตน คุณก็สร้างเลย ไม่ต้องไปคิดว่าคุณต้องทำตัวตามแบบฉบับของอินดี้ แม้ว่าสุดท้าย T-Pop กับอินดี้จะมีภาพจำต่างกัน แต่เราจะไม่เป็นอินดี้แบบเซอร์หรอกนะ จะเป็นอินดี้ป็อปนี่แหละ (ยิ้ม)

นอกจากเป็นศิลปิน อีกหนึ่งบทบาทคือการเป็นครูสอนร้องเพลง มีวิธีแบ่งเวลาอย่างไรบ้าง

เราเป็นครูสอนร้องเพลงให้เด็กๆ ตารางชีวิตเราก็จะชัดเจนอยู่แล้ว ปกติเป็นคนทำตารางในโทรศัพท์มือถือ ก็จะเขียนไว้ว่าวันนี้จะทำอะไร มันก็จะมีช่วงเวลาที่เราก็ไม่ได้ดูแลตัวเองดีมาก อาจจะขี้เกียจบ้าง แต่อย่างช่วงนี้เริ่มดูแลตัวเองดีขึ้น เพราะว่าเราก็จะอายุ 30 แล้ว ต้องออกกำลังกาย กินคลีน เล่นพิลาทิส ซึ่งแสดงได้ดีขึ้น ตอนโชว์ไม่เหนื่อย แข็งแรงขึ้นด้วย

ในอนาคต pami อยากเห็นตัวเองเติบโตไปในทิศทางไหน

ไม่ได้คิดว่าจะเติบโตไปในทิศทางไหน เพราะถ้าเราคาดหวังกับตัวเองมากเกินไป เราอาจผิดหวัง แต่ว่าเราก็มองไว้สูงที่สุดในฐานะศิลปิน ก่อนอื่นก็ขอให้ได้เล่นเฟสติวัลใหญ่ๆ ในต่างประเทศก่อน อยากลองดูสักครั้ง ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราก็ยังรักตัวเองอยู่ดี แต่ความจริงเราจะตั้งเป้าหมายระยะสั้นมากกว่า เป็นเป้าหมายที่ทำได้ใน 1 สัปดาห์ ใน 1 เดือน คิดเป็นขั้นเป็นตอนมากกว่า

นักร้องอินดี้ในมุมนักอ่าน

ช่วงที่เครียดมากแล้วผ่านมาได้ด้วยการอ่านหนังสือ pami อยากแนะนำเล่มไหนให้กับคนอื่นๆ 

ถ้าเป็นศิลปินที่มีความเครียดเยอะ คิดว่าตัวเองต้องทำให้คนอื่นภูมิใจ ขอแนะนำหนังสือชื่อว่า ชีวิตติดปีก ด้วยศิลปะแห่งการช่างแม่ง ของ มาร์ก แมนสัน (Mark Manson) เป็นหนังสือที่ดีที่สุดในชีวิตเรา มันเปลี่ยนความคิดที่ว่าตัวเองเป็นเมนคาแรกเตอร์ ตอนที่เครียดเราคิดว่าความสำเร็จของการเป็นศิลปินมันวัดจากเราดังแค่ไหน พออ่านแล้วความคิดนี้มันหายไปหมดเลย อย่างตัวเราที่กลับมาเริ่มต้นใหม่เราไม่ได้มีความคาดหวังอะไรเลย เราแค่คิดว่าเราจะทำอะไรมากกว่า แล้วเราก็ทำมัน ใช้ชีวิตแบบคิดแล้วทำ

อีกเล่มหนึ่งคือ Deep Work ของ คาล นิวพอร์ต (Cal Newport) เป็นหนังสือที่ทำให้เรามีสมาธิมาก ทำให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ หนังสือเล่มนี้ทำให้เราวางแผนทำเพลง 10 เพลงในเดือนเดียว เล่นโซเชียลฯ น้อยมาก เล่นวันละ 30 นาที ตอนนั้นเลยทำผลงานออกมาได้

อย่างที่เล่าว่าเริ่มร้องเพลงจากอนิเมะ แล้วมีอนิเมะในดวงใจไหม

ช่วงนี้ไม่ค่อยดูอนิเมะเยอะมาก เราก็ดูอนิเมะที่แมสเหมือนกัน อย่าง ผ่าพิภพไททัน (Attack on Titan), มนุษย์เลื่อยยนต์ เชนซอว์แมน (Chainsaw Man) หรืออย่าง ไซคิ (Saiki Kusuo no Sai Nan) ก็โดนเส้นเราชอบ

ลองจัดอันดับตัวละครในอนิเมะที่โคตรจะเหมือน pami

คนอื่นบอกว่าเราเหมือนโทมิเอะ (Tomie) แล้วก็มีคนบอกว่าเราเหมือนมาคิมะ (Makima) ในเรื่องมนุษย์เลื่อยยนต์ เชนซอว์แมน แต่เราว่าเราเหมือนซาวาโกะ คุโรนุมะ (Sawako Kuronuma) ในเรื่องฝากใจไปถึงเธอ (Kimi ni Todoke) แล้วก็ถ้าเป็นนิสัย คงเหมือน ชิกะ ฟูจิวาระ (Chika Fujiwara) เรื่อง Kaguya-sama: Love Is War ที่เหมือนเราตรงความบ๊องๆ บ้า

Tags: , , , , , , , , , , , , , ,