สำหรับปี 2566 ถือได้ว่าเป็น ‘ปีแห่งงานดนตรี’ เพราะหลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง เหล่าศิลปินก็เริ่มกลับมารับงานแสดงดนตรีมากขึ้น รวมถึงผู้จัดงานดนตรีก็ต่างเนรมิตเทศกาลดนตรีและคอนเสิร์ตเพื่อเอาใจแฟนเพลงกันอย่างครึกครื้นมาโดยตลอด

 แต่หากพูดถึง ‘เทศกาลดนตรีในประเทศไทย’ คงมีหลายชื่อที่คุ้นหูคุ้นตากันอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าคงมีไม่กี่เวที ที่มอบโอกาสให้ศิลปินทั้งเบอร์เล็ก เบอร์ใหญ่ ได้ลองปล่อยของ แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ สร้างประสบการณ์ดนตรีที่แปลกใหม่และน่าจดจำให้แก่ผู้ชม

โดยหนึ่งในนั้นคงต้องมีชื่อของ ‘Monster Music Festival 2023’ อย่างแน่นอน เพราะ น้ำ-ฝากฝัน ศรีสันติสุข ผู้จัดการฝ่ายอาวุโส-ผลิตและสร้างสรรค์งาน Showbiz แบรนด์ครีเอทีฟ GFest หน่วยงานภายใต้ GMM SHOW ในเครือบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้อธิบายถึงเอกลักษณ์และตัวตนของงานว่าต้องมี ความหลากหลายและแตกต่างเป็นสำคัญ เพื่อนำไปสู่การสร้างเทศกาลดนตรีที่ตอบโจทย์ทุกแนวเพลง ทุกความชอบ และทุกความต้องการ ทั้งของศิลปินและผู้ชม

The Momentum ชวนอ่านบทสัมภาษณ์เบื้องลึกถึงแนวคิดและวิธีการเนรมิตรงานดนตรีใจกลางกรุงเทพฯ ให้ครบถ้วน ตอบโจทย์ทุกรสนิยมการฟังเพลง รวมไปถึงเบื้องหลังการทำคอนเสิร์ตที่ต้องอาศัยการจัดการและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นประสบการณ์ทางดนตรีที่น่าประทับใจของผู้ชม

Monster

คำว่า Monster ที่ปรากฏอยู่ในชื่อ เทศกาล Monster Music Festival 2023 หมายถึงอะไร

เราใช้ Monster เป็นตัวแทนในการเล่าเรื่องของ ‘คนที่แตกต่าง’ เนื่องจากทุกคนเกิดมาไม่มีใครเหมือนกันทั้งหมด แม้จะเกิดจากครอบครัวเดียวกัน ก็ยังมีความชื่นชอบบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน เมื่อนึกถึงคำว่า Monster แล้ว ทุกคนมักจะนึกถึงสัตว์ประหลาดน่ากลัว สำหรับเรา เรามองว่ามันสื่อถึงสิ่งที่แตกต่างจากคนทั่วไป เราเลยเอา Monster เป็นสัญลักษณ์ภายในงานเพื่อสื่อว่า ‘ไม่ว่าจะแตกต่างกันแค่ไหน ชื่นชอบไม่เหมือนกันอย่างไร แต่ก็มาอยู่ร่วมกันในงานของเหล่ามอนส์เตอร์ที่ชื่อ Monster Music Festival 2023’

ส่วนการดีไซน์คาแรกเตอร์ของเหล่ามอนส์เตอร์ เราพยายามสร้างสัตว์ประหลาดที่แตกต่าง แต่ต้องดูแล้วมีความสุข ดังนั้น โจทย์ของเราคือการสร้างคาแรกเตอร์ที่ไม่น่ากลัว มีความเป็นมิตร และมีส่วนประกอบเกี่ยวกับเทศกาลดนตรี ช่วงแรกคุยกันว่าจะสร้างมอนส์เตอร์แค่ตัวเดียว แต่คนในทีมถามว่า “ทำไมมีตัวเดียวล่ะ” ในเมื่อจะพูดถึงความแตกต่างหลากหลาย แต่ทำไมถึงมีตัวเดียวที่เป็นตัวแทนงานของเรา จากนั้นจึงค่อยๆ ขยายจำนวนแก๊งมอนส์เตอร์ไปเรื่อยๆ จนมีประมาณ 70 ตัว ซึ่งมอนส์เตอร์สามารถเล่าได้ทั้งมุมของศิลปินและคนดู

ในมุมของศิลปิน เรามองว่าศิลปินไปเล่นเทศกาลดนตรีหลายแห่ง ก็อาจมีโชว์ที่เป็นรูปแบบเดิม แต่งานนี้ศิลปินอาจจะมา ‘ปล่อยของ’ ในมุมที่แตกต่าง ได้มาเล่นอะไรที่แปลกจากที่อื่น อย่างปีที่แล้ว วง PARADOX มี 2 โชว์ โดยโชว์แรก เขาจะเล่นเพลงฮิตที่ทุกคนรู้จัก เช่น L.O.V.E หรือฤดูร้อน แต่โชว์ที่สองที่ ‘เวทีลับ’ เขาจะเล่นเพลงยุคใต้ดินที่มีความย้อนยุค และเป็นเพลงของ PARADOX ที่เราไม่ค่อยได้ฟังทุกวันนี้ ทำให้เขาได้มาปล่อยของ ปล่อยความเป็นตัวเอง แม้แต่ตัวศิลปินเองก็บอกว่า เล่นในเวทีลับตื่นเต้นกว่าตอนเล่นเวทีบนใหญ่ๆ เสียอีก 

ส่วนในมุมของคนดู ถ้าชอบอะไร แบบไหน ก็สามารถมา ‘เป็นตัวเอง’ ที่นี่ได้ เพราะคนที่แตกต่างกันแล้วมาอยู่ที่เดียวกัน จะรู้สึกว่าไม่แตกต่างกัน เหมือนการรวมกลุ่มของคนที่เป็นตัวเอง เขาจะไม่รู้สึกว่าตัวเองแตกต่าง โดดเดี่ยว ในมุมของคนดูที่เสพดนตรี เราอยากให้งานนี้เป็นพื้นที่ที่เขาได้เสพดนตรีที่ชื่นชอบ ไม่ว่าจะแนวไหน เพราะทุกวันนี้คนเราชอบเพลงหลากหลายมาก และแทบไม่มีใครที่ฟังเพลงแนวเดียวอีกต่อไปแล้ว สมมติถ้าถามก็คงไม่มีใครบอกว่าชอบเพลงร็อกอย่างเดียว แล้วไม่ฟังเพลงแนวอื่น ทุกคนก็ฟังเพลงแนวคละๆ กัน เราอยากให้ผู้ชมเข้ามาดูดนตรีที่นี่แล้วได้รับประสบการณ์เรื่องดนตรีไปในแบบที่เขาชอบ

หากมีคอนเซปต์ที่ชัดเจนแล้ว หลังจากนั้นโจทย์ของ Monster Music Festival 2023 เป็นอย่างไรต่อ

โจทย์ต่อไปคือ อยากทำเทศกาลดนตรีในกรุงเทพฯ เพราะกลุ่มคนเมืองเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่น่าสนใจ รวมถึงเรามองว่า คนฟังเพลงเดี๋ยวนี้เด็กลงเรื่อยๆ ศิลปินเองก็เด็กลงเรื่อยๆ เช่นกัน อีกอย่างเรามักเห็นภาพเด็กๆ ที่อดไปดูคอนเสิร์ตศิลปินเดี่ยวหรือตามร้านดนตรีที่พวกเขายังไม่สามารถเข้าได้ เราจึงอยากให้มีพื้นที่ที่เด็กๆ สามารถเข้ามาดูดนตรีได้ ‘กลุ่มวัยรุ่น’ จึงกลายมาเป็นเป้าหมายหลักในฐานะกลุ่มผู้ฟังหลักของงานนี้ เราตัดสินใจทำเทศกาลดนตรีที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ และเดินทางสะดวก ทำให้ทุกคนมาเสพดนตรีกันอย่างจริงจังและพ่อแม่ไม่ต้องเป็นห่วง

Music

มีเกณฑ์การคัดเลือกศิลปินสำหรับงานครั้งนี้อย่างไรบ้าง

เนื่องจากเป็นเทศกาลดนตรีสำหรับวัยรุ่น Monster Music Festival 2023 จึงรวมศิลปินที่วัยรุ่นชื่นชอบทุกแนวเพลง ทั้งศิลปินที่ฮิตสำหรับวัยรุ่น รวมไปถึงศิลปินที่กำลังเติบโตในวงการเพลงมาโชว์ผลงานบนเวที 

ในฐานะผู้จัด เรามีศิลปินอีกกลุ่มหนึ่งที่อยากนำเสนอให้ผู้ชมได้รู้ว่า ไม่ได้มีแค่ศิลปินที่คุณรู้จักหรือชื่นชอบ เราอยากให้ศิลปินที่โด่งดังในเฉพาะกลุ่ม ได้มีโอกาสกระโดดเข้ามาในใจของผู้ฟังกระแสหลักมากขึ้น

ความพิเศษของโชว์จากศิลปิน ที่สัมผัสได้จาก Monster Music Festival 2023 เท่านั้น

โชว์ของศิลปินมีหลากหลายรูปแบบ แบบแรกคือ ‘โชว์พิเศษจากค่ายเพลง’ ที่จะแสดงที่นี่ ที่เดียว อย่างปีนี้มีโชว์จากค่าย Genie records ที่สมาชิกวง Sweet Mullet, เต้ (วงศกร เตมายัง) นักร้องนำวง Bomb at Track และบอย (อริย์ธัช พลตาล) นักร้องนำวง Lomosonic เป็นโชว์ที่เอาตัวท็อปของวงการเพลงร็อกมาทำโชว์ด้วยกันใน 30 นาที จะมีการแจมไปแจมมา ซึ่งโชว์แบบนี้คงหาดูไม่ได้ที่เทศกาลดนตรีอื่น รวมถึงโชว์จากค่ายอื่นๆ ซึ่งในปีนี้มีอะไรแบบนี้ประมาณ 5 โชว์

อีกรูปแบบหนึ่งคือ ‘โชว์เวทีลับ’ จะเป็นโชว์ของแนวเพลงที่ค่อนข้างแตกต่าง ตรงที่เราพยายามชวนศิลปินมาทำอะไรใหม่ๆ บางทีเราจะคุยกับศิลปินว่า ในปีนี้มีศิลปินคนนี้เล่นวันเดียวกันกับพวกคุณ มาแสดงร่วมกันหน่อยได้ไหม เหมือนเราตั้งโจทย์ให้เขาว่า เราอยากให้โชว์มีความพิเศษแบบนี้ ศิลปินสนใจแสดงไหม บางทีก็เป็นศิลปินที่อยากไปแสดงด้วยกันเอง เขาชวนกันขึ้นเวทีเองก็มี 

มันเป็นเหมือนความมหัศจรรย์หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นใน Monster Music Festival เพราะเราเล่าคอนเซปต์ให้ศิลปินทุกคนฟังว่า งานนี้อยากให้ทุกคนมาเล่นสนุก มองว่ามันคือ ‘สนามเด็กเล่น’ ที่อยากชวนทำอะไรก็ได้เลย

อย่างปีที่แล้ว BOWKYLION ชวน MILLI มาร่วมแสดง ซึ่งโชว์นี้เราก็ไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะมี พวกเขาไม่เคยบอกเราด้วยซ้ำ บางทีโมเมนต์พิเศษก็เกิดขึ้นที่งานเลย เจอกันหลังเวทีแล้วก็ชวนแสดงโชว์ด้วยกัน ศิลปินได้มาปล่อยพลัง ทำอะไรที่ตัวเองอยากทำแต่อาจจะไม่มีโอกาส 

อะไรคือเวทีลับภายในงาน

ศิลปินที่ขึ้นโชว์เวทีลับจะมีความเฉพาะทางมากๆ โดยปีนี้จะมีโชว์พิเศษจาก ‘ปอย Portrait’ ที่จะมาร้องแต่เพลงเศร้า และพาทุกคนดำดิ่งไปกับเสียงเพลง โดยเวทีลับจะประกาศเพียงแค่ศิลปินคนไหนขึ้นโชว์กี่โมง แต่ไม่บอกว่าอยู่ตรงไหน ไม่มีแผนที่สำหรับเวทีลับ ถ้าคุณอยากรู้ คุณก็ต้องเดินหาเอง 

คุณมองว่าจุดแข็งของศิลปินไทยในปัจจุบันคืออะไร

ศิลปินไทยในยุคนี้เก่งขึ้นมาก สามารถทำทุกอย่างเองได้เกือบทั้งหมด แต่งเพลงเอง โปรดิวซ์เพลงเอง บางคนทำ MV เอง อีกทั้งยังมีแนวดนตรีที่หลากหลาย ที่สำคัญคือ ทุกคน ‘เป็นตัวเอง’ มีเส้นทางเป็นของตัวเองชัดเจน

 

Festival

มองว่าความโดดเด่นและแตกต่างของ Monster Music Festival คืออะไร

เรามองว่า ความโดดเด่นคือ Monster Music Festival มันครบทุกอย่าง มีศิลปินครบทุกแนว ผู้ชมได้ทั้งดูโชว์ เดินช้อปปิ้ง รวมไปถึงเราเลือกจัดงานที่ใจกลางกรุงเทพฯ ทำให้วัยรุ่นสามารถเดินทางได้สะดวก ออกจาก BTS แล้วถึงเลย ส่วนเรื่องราคาบัตรก็ตั้งใจทำให้เข้าถึงง่าย บัตรราคา 1,500 บาท พบกับ 100 ศิลปิน ใน 2 วัน และยังมีกิจกรรมอีกมากมาย ก็เป็นราคาที่สมเหตุสมผล

นอกจากนี้ สถานที่จัดงานอย่าง สนามกีฬาแห่งชาติและสนามเทพหัสดิน ก็สร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง เพราะเทศกาลดนตรีอื่นๆ มักจะเป็นพื้นที่เรียบ แต่ว่าที่นี่มีโครงสร้างของสนามกีฬาซึ่งมีอัฒจันทร์ ทำให้คนดูสามารถเลือกได้ว่าจะยืนดูอยู่ข้างล่าง หรือขึ้นไปนั่งดูบนอัฒจันทร์

สำหรับคุณคำว่า Music Festival ที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

Music Festival คือสถานที่ที่คนชอบดนตรีเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในนั้น จึงต้องสร้างประสบการณ์อื่นๆ มากกว่าแค่การดูโชว์ให้แก่ผู้ชม เช่น กิจกรรมต่างๆ Artist Market (ตลาดของศิลปิน) หรือมุมถ่ายรูป จนทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า เป็นที่รวมตัวของคนที่ชื่นชอบดนตรีจริงๆ

ในฐานะผู้จัด ความท้าทายของการทำเทศกาลดนตรีคืออะไร

ความท้าทายคือเราเตรียมงานกันร่วมปี แต่สุดท้ายทุกอย่างต้องลุ้นเอาหน้างานเท่านั้น งานเทศกาลดนตรีมีรายละเอียดในงานเยอะมาก เช่น การจราจร พื้นที่ โชว์ รั้ว ป้าย เต็นท์ โต๊ะ เก้าอี้ กิจกรรมในงาน ข้าว และน้ำของทุกคน พวกเราคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกใน 1 ปีที่เตรียมงาน เพื่อผลลัพธ์แค่ 1-2 วัน โดยที่เราได้แต่คาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในงาน เพราะวันงานจริงเราไม่รู้เลยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เต็มไปหมด เช่น ฝนตก ศิลปินมาไม่ทัน โชว์ช้ากว่ากำหนด ศิลปินตกเวที เกิดอุบัติเหตุ น้ำไม่พอ หรืออาหารหมด ไม่ว่าจะเตรียมตัวดีแค่ไหน แต่หน้างานมักมีเรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้เสมอ

อย่างในปีที่แล้ว ฝนตกทุกวันจนแทบตั้งเวทีไม่ได้ แต่เราก็บู๊กันจนถึงวินาทีสุดท้ายว่าต้องเอาให้เสร็จ อีกเหตุการณ์ที่จำได้คือ ดีเจอ๋องแอ๋งสะบัดแผ่นไปร่วมโชว์กับ PARADOX ซึ่งมันสนุกจนเขากระโดดลงจากเวทีที่สูงเกือบสองเมตร สุดท้ายก็มีปัญหาเรื่องเอ็น ทำให้หลังจากนั้นดีเจอ๋องแอ๋งต้องนั่งแสดงในโชว์ตัวเองแทน

เราจะเตรียมแผนสำรองไว้สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว หรือมักจะเกิดขึ้นในเทศกาลดนตรี ซึ่งถ้าเป็นเรื่องที่มีแบบแผนอย่างปัญหาจราจร เราจะเตรียมวิธีแก้ปัญหาไว้ล่วงหน้าเป็นแผน A B C แต่ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในเทศกาลดนตรีมักจะไม่มีแบบแผน และมีเรื่องใหม่เกิดขึ้นเสมอ (หัวเราะ)

มองว่าจุดแข็งของเทศกาลดนตรีในไทยคืออะไร

เมื่อเทียบกับต่างประเทศ ไทยเป็นประเทศที่มี Music Festival เยอะมากในหลายจังหวัด และเป็นขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ น่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทุกพื้นที่ รวมถึงมีตัวเลือกให้ผู้บริโภคได้เลือกว่า เขาอยากจะไปงานไหน แต่ขณะเดียวกัน เมื่อมีเทศกาลดนตรีเยอะ ก็ทำให้ศิลปินซ้ำๆ หรือคล้ายๆ กันในหลายงาน ผู้จัดจึงต้องพยายามสร้างคาแรกเตอร์ของงานตัวเองให้แตกต่าง เพื่อให้ผู้ชมอยากมางานเหล่านั้นมากยิ่งขึ้น

คุณมีเทศกาลดนตรีในต่างแดนที่ชื่นชอบบ้างไหม

เรามองว่า เทศกาลดนตรีที่เปิดกว้างเป็น ‘International Music Festival’ น่าสนใจ อย่างเทศกาลดนตรี SUMMER SONIC ที่จัดขึ้นในญี่ปุ่น แต่มีศิลปินระดับ International มาร่วมแสดง รวมถึงงาน Coachella อย่างในปีนี้ BLACKPINK ก็ได้ขึ้นแสดงบนเวทีใหญ่ด้วย

สำหรับคุณ ความสนุกในการจัดงานเทศกาลดนตรีแบบนี้คืออะไร

คือการมอบ ‘ความสุข’ ให้กับผู้คน เราทำสิ่งหนึ่งแล้วคนได้รับความสุขกลับไป จริงๆ มันเหนื่อยมากนะ ในวันงานร่างกายก็แทบจะแหลกสลายอยู่แล้ว แต่พอเราหันไปเห็นคนดูมีความสุข หรือเวลาส่องโซเชียลมีเดียแล้วเห็นคนเขาสนุกกับสิ่งที่เราทำขึ้น จากที่นอนปวดขาอยู่บนเตียงก็หายไปเลย แค่เห็นทุกคนมีความสุขกับสิ่งที่เราออกแบบมาทั้งหมด แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

มีเหตุการณ์ประทับใจที่เกิดขึ้นในเทศกาลดนตรีบ้างไหม

เทศกาลดนตรีเข้าไปเป็นส่วนประกอบของชีวิตคน บางงานมีคนใส่ชุดรับปริญญามา เพราะครั้งหนึ่งในชีวิตเมื่อฉันรับปริญญาฉันอยากมาที่งานนี้ อย่าง Rock Mountain Music Festival เมื่อต้นปี ขณะที่ศิลปินกำลังร้องเพลงก็มีคนขอแต่งงานกัน ทำให้เรารู้สึกว่า เทศกาลดนตรีที่เราทำกลายเป็นหมุดหมายที่คนดูอยากมาสร้างโมเมนต์สำคัญในงานของเรา เหมือนเราได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนดู 

อีกความประทับใจหนึ่งคือ เราชอบตอนที่เกิดปัญหาภายในงานแล้วทีมงานพันกว่าคนร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหา อย่างงาน Rock Mountain Music Festival มีปัญหาเรื่องพรมบนเวที ทีมงานต้องคุยกันว่ามีเวลาเตรียมของต่างๆ เพียง 2 เพลงประมาณ 6 นาที และต้องแก้ไขปัญหาบนเวทีภายในระยะเวลา 3 นาที ซึ่งคือ 1 เพลงเท่านั้น 

เมื่อใดก็ตามที่มีปัญหาฉุกเฉินเกิดขึ้นหน้างาน ทีมงานทุกคนพร้อมที่จะช่วยกัน เพราะ Music Festival ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากคนคนเดียว เรามีทีมที่พร้อมลุยไปกับเราทำให้เราประทับใจ

มองภาพเทศกาลดนตรีไทยในอนาคตเอาไว้อย่างไรบ้าง

อยากให้มี Music Festival ที่หลากหลาย และสามารถรองรับศิลปินใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะตอนนี้ศิลปินไทยมีเยอะมาก จึงอยากให้มีพื้นที่ในเทศกาลดนตรีที่เหมาะสมสำหรับพวกเขา มีพื้นที่ที่พวกเขาได้แสดงผลงาน และเชื่อมโยงกับแฟนเพลงมากขึ้น

Fact Box

Monster Music Festival 2023 เป็นเทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ด้วยการยกทัพศิลปินที่วัยรุ่นชื่นชอบทุกแนวเพลงกว่า 100 วง มาไว้ที่งานเดียวกัน ในระหว่างวันที่ 25-26 พฤศจิกายน 2023 ที่สนามกีฬาแห่งชาติและสนามเทพหัสดิน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่เติมได้ที่เฟซบุ๊ก Monster Music Festival 

Tags: , , , , ,