หากใครเคยเอ็นดูดาราเด็กจากละครหรือโฆษณาเมื่อ 10 ปีก่อน และสงสัยว่าป่านนี้เด็กคนนั้นจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ทำอะไรอยู่ และมีผลงานอื่นในวงการบันเทิงอีกไหม ซึ่ง MEEPOOH หรือ หมีพูห์-วิน สกุลแสงประภา เป็นหนึ่งในนักแสดงเด็กที่เติบโตมาในวงการบันเทิง โดยผ่านงานแสดงโฆษณาและละครมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ

จนกระทั่งอายุ 11 ปี ได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินของค่าย WhiteFox และเดบิวต์เมื่อปี 2568 ด้วยเพลง Close Friend และ งอแง (CRYBABY) ซึ่งเพลงล่าสุดอย่าง เพื่อนคนสำคัญ (VIP) เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาก็มียอดวิวใน YouTube เกิน 1 ล้านวิว

และหากใครไม่ใช่สายฟังเพลง T-Pop ปีนี้คงจะได้เห็นหน้าหมีพูห์ผ่านตาจากภาพยนตร์เรื่อง เลือดรักนักฆ่า (2569) และ Ghost Board กล่องผีสุ่มวิญญาณ (2569) 

แม้เส้นทางการเป็นศิลปินของหมีพูห์จะดูงดงามราบรื่น แต่อีกแง่หนึ่ง เขาเป็นแค่เด็ก ม.6 ที่ชีวิตในรั้วโรงเรียนขลุกขลักเล็กน้อย เพราะต้องแบ่งเวลาเรียนกับงานให้ลงตัว 

The Momentum พูดคุยกับหมีพูห์ถึงความสนุกในการเป็นศิลปิน ตัวตน มุมมองที่โตกว่าวัย ตั้งแต่การวางตัวเมื่อต้องร่วมงานกับผู้ใหญ่ และแพสชันที่คิดเริ่มต้นธุรกิจน้ำหอม ในขณะที่อีกด้าน เขาก็เป็นเด็กอายุ 17 ปีไม่ต่างจากเพื่อนวัยเดียวกัน ทั้งชอบเล่นเกม อยากนอนชาร์จพลัง และเป็นลูกคนเล็กที่แม่ยังต้องช่วยปลุกทุกเช้า

ดาราเด็กสู่ศิลปิน T-Pop

ทุกวันนี้หลายคนทราบดีว่า การจะเป็นศิลปิน T-Pop ต้องเก่งรอบด้าน ทั้งร้อง เต้น เล่นมิวสิกวิดีโอ ไปจนถึงบริหารเสน่ห์บนเวที ทักษะเหล่านี้หมีพูห์ทำออกมาได้ดี เพราะมีแต้มต่อจากการเป็นนักแสดงเด็ก นับถึงวันนี้ก็ราว 12 ปี ที่เขาต้องยิ้ม หัวเราะ และร้องไห้ต่อหน้ากล้องและผู้ชม

“ตั้งแต่ 5 ขวบ ก็มีแคสต์งาน ถ่ายละคร ถ่ายโฆษณา ถ่ายหนัง เพราะพ่อหลอกว่าไปเที่ยว แต่ความจริงไปทำงาน ละครเรื่องแรกที่เล่นน่าจะประมาณ 7-8 ขวบ เหมือนจะเป็นมนต์รักอสูร (2559) ช่อง 8 เล่นเป็นลูกพี่ฟิล์ม รัฐภูมิ” 

หมีพูห์เริ่มเล่าถึงผลงานแรกๆ ในวงการบันเทิง จากนั้นก็ตามมาด้วยงานแสดงอีกมากมายทั้งโฆษณาและละคร เช่น ปลายจวัก (2562), ใจพิสุทธิ์ จากซีรีส์ดวงใจเทวพรหม (2567) และจิตสะกดแค้น (2568)

เขาเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญตอนอายุ 11 ปี มาออดิชันที่ตึก GMM Grammy แม้ในตอนแรก ทีมงานจะเห็นว่าหมีพูห์เป็นเด็กตัวเล็กแล้วให้กลับบ้านไปก่อน แต่ตอนกำลังจะลงลิฟต์กลับบ้านก็เจอผู้บริหาร จึงมีโอกาสลองร้องเพลงต่อหน้าอีกครั้ง นับแต่นั้นมาค่าย WhiteFox เลยกลายเป็นบ้านหลังที่ 2 ของหมีพูห์

“ตอนเข้ามาออดิชัน ตอนนั้นผมสูงประมาณ 150 เซนติเมตร แล้วตัวอ้วนๆ กลมๆ ต้วมเตี้ยม ตอนแรกก็ไม่ผ่านหรอกครับ เขาบอกว่าน้องยังตัวเล็กเกินไป เดี๋ยวน้องกลับบ้านก่อนนะครับ พอดีว่าต้องรอค่ายอนุมัติ แต่ตอนที่กำลังจะลงลิฟต์ เจ้าของค่ายก็มาเองเลย มาเรียกให้ร้องเพลงให้ฟังอีกรอบหน่อย กลับบ้านมา รออีกสักพักเขาก็ส่งเอกสารมาให้เซ็น”

อย่างไรก็ตาม เขาสารภาพว่า ช่วงแรกที่เซ็นสัญญายังมองภาพอนาคตของตัวเองไม่ออกเลยด้วยซ้ำ ก่อนเข้ามาอยู่กับ WhiteFox เขาคือเด็กที่ไม่เคยเรียนร้องเพลงมาก่อน หากแต่ได้รับคำชมจากครูสอนร้องเพลงในค่ายว่าร้องเพลงดี

“ตอนแรกไม่รู้อะไรเลย แต่เท่าที่ครูสอนร้องเพลงบอกมา เขาบอกว่าผมเป็นคนหูดี ร้องไม่ผิดคีย์ ร้องตรงคีย์ ไม่ได้เป็นคนร้องเพี้ยน แต่ส่วนตัวจริงๆ ถามว่าเป็นคนชอบร้องเพลงไหม ก็ไม่ได้ชอบขนาดนั้น แค่ชอบฟังแล้วฮัมตาม”

จากนักแสดงเด็กร้องเพลงไม่เพี้ยน เข้ามาเป็นเด็กฝึกในค่ายจนอายุครบ 16 ปี บ่มเพาะความสามารถจนถึงเวลาปล่อยเพลงแรกในฐานะศิลปินเดี่ยว และตอนนี้เขามีเพลงของตัวเองทั้งหมด 5 เพลง โดยเขาบอกว่ามีเพลงหนึ่งที่ทำนองเพลงและเมโลดี้ฟังดูเป็นตัวเองมากที่สุด

“เป็นตัวเองที่สุดน่าจะเพลงเพื่อนคนสำคัญ ผมเป็นคนชอบทำนองอะไรแบบนี้ ไม่ก็เพลงที่สนุกไปเลย หรือเพลงช้าแบบ R&B, Soul”

จากบทพระเอกตอนเด็ก จนเป็นพระเอก MV เพลงตัวเอง

บรรดาเพลงที่ปล่อยออกมา หมีพูห์กล่าวว่า เขายังไม่มีโอกาสร่วมเขียนเนื้อหาหรือแต่งทำนองเพลง แต่เขามีส่วนร่วมในด้านมิวสิกวิดีโอเพลงอย่างเต็มที่ เพราะแสดงเป็นพระเอกเอง โดยศิลปินคนนี้ฝึกปรือทักษะการแสดงจากบทพระเอกตอนเด็กในละครมาแล้วหลายเรื่อง 

ความพิเศษของ MV แต่ละเพลงคือ เขาต้องเดินทางไปถ่ายทำไกลถึงอีกซีกโลกหนึ่งอย่างสหรัฐอเมริกา ในเพลงงอแง (CRY BABY) กับชัดเจนนานแล้ว (CRYSTAL CLEAR) และอีก 2 เพลงถ่ายทำที่ประเทศญี่ปุ่นคือ ถ้าเธอไม่รัก (Cross The Line) กับเพื่อนคนสำคัญ (VIP)

หมีพูห์เล่าว่า เขาได้วีซ่าสหรัฐฯ 10 ปี และจะกลับไปเยือนอีกครั้ง พร้อมบอกว่า สถานที่ในฝันคือ เบเวอร์ลีฮิลส์ (Beverly Hills) รัฐแคลิฟอร์เนีย แม้คราวล่าสุดเขาจะได้ไปถ่าย MV ที่นิวยอร์กแทน แต่ที่นั่นก็มอบประสบการณ์น่าประทับใจให้คิดถึงอยู่ไม่น้อย

“ที่สหรัฐฯ ไปถ่ายอยู่ริมถนนก่อนถึงไทม์สแควร์ (Time Square) ถ่ายอยู่ตรงร้านฮอตด็อก แล้วข้างๆ มันมีร้านอาหารเปิดใหม่ น่าจะเป็นขายแรปหรืออะไรสักอย่าง เขาเห็นว่าผมถ่ายอยู่ตรงนั้นมาสักพักแล้ว เขาคงกลัวพวกผมเหนื่อย เลยทำข้าวมาให้กินทั้งกองเลย ไม่คิดเงิน ทำให้รู้สึกว่าคนอเมริกันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ทุกคนคิด”

ในเมืองเดียวกันนั้น มีทั้งความซาบซึ้งและเรื่องชวนตื่นเต้น เมื่อการถ่ายทำที่สถานีรถไฟใต้ดินของนิวยอร์กต้องเผชิญกับคนไร้บ้านวิ่งไล่ 

“อย่างในซับเวย์ถามว่าเจอคนบ้าไหม เจอนะ แต่เขาไม่ได้บ้าถึงขั้นมาโดนตัว เขาเหมือนมาขอเงิน พอไม่ให้เขาก็วิ่งไล่ แต่พอถึงตัว ไม่ได้ทำอะไรนะ เหมือนแค่ทำให้กลัว ผู้กำกับเขาก็ต้องรีบถ่ายให้เสร็จ เพราะกลัวถ่ายซีนซับเวย์แล้วเขาจะผลักเราลงไป” หมีพูห์เล่าประสบการณ์

แต่น่าแปลกใจเมื่อเขาบอกว่าเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ ไม่ได้ทำให้เด็กอายุ 17 ปีอย่างเขารู้สึกกลัว พร้อมเล่าต่อไปถึงความท้าทายตอนถ่ายทำที่ญี่ปุ่นท่ามกลางสภาพอากาศหนาว

“หากถามถึงสิ่งที่ท้าทาย น่าจะความหนาว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อยากท้าทายเลย อากาศ 0 องศา Feel like -4 องศา แต่ใน MV ผมต้องใส่เสื้อเชิ้ต 2 ตัว ปั่นจักรยานแล้วลมตีหน้า”

แพสชันและความฝันที่ (ไม่) โตกว่าวัย

หมีพูห์กล่าวว่า เขาเป็นศิลปิน T-Pop ที่ไม่ได้ฝันไกลถึงการไประดับโลก ทว่าเขามีอีกความฝันหนึ่งคือ การทำแบรนด์น้ำหอม ซึ่งมาจากแพสชันของตนเอง บวกกับหมีพูห์สนิทสนมกับ จี-สุภัทร ลอยลาวัลย์ อินฟลูเอนเซอร์และนักธุรกิจ จึงซึมซับแนวคิดด้านนี้

“อยากทำน้ำหอมเป็นของตัวเอง เพราะเป็นคนชอบน้ำหอม มีน้ำหอมอยู่ที่บ้านประมาณเกือบ 30 ขวด แต่ว่าใช้จริงๆ แค่ 2 ขวด ส่วนตัวชอบกลิ่นน้ำหอมที่มันดูเท่ สะอาด ที่อยากทำแบรนด์น้ำหอมเพราะพี่จีเขาทำอยู่แล้ว จริงๆ อยากเริ่มทำตั้งแต่ปีที่แล้ว พอผมไปศึกษาจริงๆ ก็ยากเหมือนกัน ผสมครั้งแรกก็ออกมาเป็นกลิ่นน้ำยาล้างห้องน้ำ”

หมีพูห์เล่าถึงธุรกิจที่อยากลองทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ตอนนี้จะยังไม่มีแบรนด์น้ำหอมเป็นของตัวเอง แต่เขาก็หวังว่าจะทำให้ประสบความสำเร็จตอนอายุ 28 ปี

“เรื่องหาเงิน จริงๆ ไม่ได้เป็นคนอยากมีเงินเร็วขนาดนั้น รู้สึกว่าค่อยๆ หาไปเรื่อยๆ แล้วเดี๋ยวค่อยลงทุนทีเดียวดีกว่า” เขากล่าว

ทั้งนี้ ความฝันอันใกล้ของหมีพูห์ เหมือนกับเพื่อนชั้นเดียวกันคือ การเข้ามหาวิทยาลัยในคณะที่ต้องการ เด็ก ม.6 จากโรงเรียนเซนต์คาเบรียลคนนี้ เลือกแผนการเรียนนิเทศศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เข้ามัธยมฯ ซึ่งเขาหวังจะเข้าคณะนี้ในระดับมหาวิทยาลัยด้วย เพื่อให้เอื้อกับการทำงานในวงการบันเทิง

อย่างไรก็ตาม นักเรียนคนนี้ยังไม่มั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่ปรารถนา เพราะการบริหารเวลาทั้งการเรียนและการงานยังคงเป็นเรื่องท้าทาย

“ช่วง 7-8 ขวบ แม่ยังช่วยอยู่ โตมาก็พึ่งพาตัวเอง ตอนนี้เอางานกับเงินมาก่อน จริงๆ ไม่ได้ถึงกับทิ้งการเรียน แต่บางทีไปเรียนไม่ได้จริงๆ ก็ฝากเพื่อนทำงาน ครูก็เข้าใจว่าเราไม่มา แต่อย่างน้อยเราส่งงานก็ยังดี”

ขี้เกียจแต่ไม่งอแง

หมีพูห์เน้นย้ำว่าเขาไม่ทิ้งการเรียน แม้ความเป็นจริงเขาจะใช้เวลาวิ่งเล่นในโรงเรียนน้อยกว่าเด็กทั่วไป โดยเฉพาะช่วงที่เดบิวต์เป็นศิลปินแล้ว เมื่อถึงเวลาเลิกเรียนก็ต้องปลีกตัวมาซ้อมร้องเพลงและฝึกเต้น ด้วยหน้าที่รับผิดชอบเหล่านี้ ทำให้เขารู้สึกว่าโตกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน โดยเฉพาะกาลเทศะ การระมัดระวังคำพูด และความตรงต่อเวลา

ศิลปินวัย 17 ปีให้ความสำคัญเรื่องเวลามาก ชอบไปถึงสถานที่นัดหมายอย่างรวดเร็ว และเคยคิดอยากย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียมใกล้กับตึกที่ทำงานเพื่อไม่ให้เสียเวลาเดินทาง

“บ้านผมอยู่ตรงสุทธิสาร-รัชดาเอง ปกติจะนั่ง Grab มอเตอร์ไซค์มาที่ตึกแกรมมี่ เพราะชอบความเร็ว แต่ตอนนั้นอยากย้ายมาอยู่คอนโดฯ แถวตึก เพราะขี้เกียจนั่ง Grab มา”

แม้จะมีความรับผิดชอบเหมือนผู้ใหญ่วัยทำงาน แต่หมีพูห์ยังมีมุมที่เป็นเด็กเหมือนวัยรุ่นทั่วไป และยังต้องการให้แม่ช่วยปลุกทุกเช้า เลยยังไม่ย้ายออกมาอยู่คนเดียว

“ผมเป็นคนตื่นเองไม่ได้ ต้องให้แม่ขึ้นมาปลุกทุกวัน ตั้งนาฬิกาปลุกถี่มาก ก็ไม่ตื่น เสียงอะไรก็เอาไม่อยู่ บางทีเคยตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ 07.30, 07.45, 07.50, 08.00, 08.30, 08.45 จนถึง 10.00 น. มันอยากรู้ว่าตัวเองจะตื่นได้ไหม พอบอกแม่ว่าอยากไปอยู่คอนโดฯ คนเดียว แม่ก็บอกว่าตื่นเองให้ได้ก่อน ซึ่งถ้าอย่างนั้น ผมอยู่บ้านนี่แหละ ให้แม่ปลุกดีกว่า” หมีพูห์กล่าว

เขาเสริมว่า งานอดิเรกจริงๆ คือการเล่นเกม แต่สิ่งที่เขาชอบที่สุดนอกจากเล่นเกมคือ ‘การนอน’

“นอนถือว่าเป็นงานอดิเรกไหม จริงๆ อยากให้เขาจัดแข่งกีฬาโอลิมปิกนอน ผมคิดว่าผมได้แชมป์”

นอกจากนี้ ศิลปิน T-Pop วัยมัธยมที่หลายคนมองว่าเป็นเด็กขยัน ได้ยอมรับตามตรงว่า ในวันที่ไม่มีตารางงาน เขาคือคนขี้เกียจคนหนึ่ง

“จริงๆ ผมเป็นคนขี้เกียจ คือถ้าให้เลือกระหว่างนอน เที่ยว กิน ผมเลือกนอน ข้าวไม่ต้องกินได้ ถ้าไม่มีงานจะตื่นบ่าย 3 ลงมากินข้าว แปรงฟัน อาบน้ำ เล่นเกม 2 ชั่วโมง แล้วนอนต่อ อยากให้โลกนี้มี AI ที่สามารถหยิบของให้เราได้เลย อยากให้ตื่นมาแล้วข้าวมาเสิร์ฟที่โต๊ะคอมฯ อยากกินข้าวไปดูหนังไป กินข้าวเสร็จก็แปรงฟันตรงโต๊ะคอมฯ เลย ไม่ต้องเดิน แล้วก็อยากให้มีเก้าอี้ที่ไม่ต้องบังคับ ใช้จิตเราเลื่อน แล้วพาเราไปได้เลย อยากเทเลพอร์ตไป ขี้เกียจเดินทาง” หมีพูห์พูดถึงนวัตกรรมในฝันอย่างตื่นเต้น

สุดท้ายนี้ แม้ชีวิตส่วนตัวจะขี้เกียจบ้างบางวัน แต่ทุกครั้งที่ต้องทำงาน ศิลปินคนนี้บอกว่าต้องเต็มที่เสมอ และยังไม่เคยทำตัวไม่ดี และเมื่อถามว่า เคยมีวันที่รู้สึกว่าตัวเองไม่น่ารักบ้างไหม หมีพูห์ตอบว่า

“หลายวันเลยครับ จริงๆ ทุกวันเลยก็ว่าได้ เพราะว่าผมเป็นคนขี้เกียจ อาจจะได้ยินคำว่าขี้เกียจเยอะหน่อย นั่นแหละครับตัวตนผม แต่เวลาทำงานไม่ค่อยงอแง คือก่อนขึ้นโชว์ทุกครั้งจะบ่นโอ๊ยง่วงอยู่เลย แต่พอขึ้นเวทีก็ต้องฮึดสู้ เพราะว่าคนอุตส่าห์มาดูเรา ก็ต้องทำให้ดีที่สุด” ศิลปินกล่าวทิ้งท้าย

Tags: , , , , , , , ,