พลาสติก คือวัสดุหลักที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด รักชาติ พาณิชย์ ผู้ผลิต ‘เสื่อตรากวาง’ ที่คนไทยคุ้นเคยมายาวนาน ด้วยคุณสมบัติแข็งแรง ทนทาน และใช้งานได้หลากหลาย วัสดุชนิดนี้จึงพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ 

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของรักชาติ พาณิชย์กว่า 90% ทำจากวัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุหมุนเวียน พร้อมตั้งเป้าภายในปี 2573 ให้พลาสติกอย่างน้อยครึ่งหนึ่งในผลิตภัณฑ์สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ แนวคิดนี้สะท้อนการปรับตัวของธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินมากว่า 50 ปี ซึ่งวันนี้ส่งต่อสู่ ดวง-สุรกิตติ์ ตั้งชัยศักดิ์ ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ที่เติบโตมากับโรงงานเสื่อ และกำลังพาแบรนด์ดั้งเดิมเดินหน้าสู่อนาคตที่ให้ความสำคัญทั้งคุณภาพสินค้าและความยั่งยืนไปพร้อมกัน

สุรกิตติ์เล่าย้อนไปในยุคบุกเบิกให้ฟังว่า ช่วงปี 2513 เป็นยุคที่พ่อ (ปคุณ ตั้งชัยศักดิ์) เริ่มต้นธุรกิจเสื่อพลาสติก ซึ่งค่อนข้างยากเพราะคนไทยในยุคนั้นนิยมใช้เสื่อที่ทำจากต้นกกหรือวัสดุธรรมชาติมากกว่า ช่วงแรกจึงขายไม่ค่อยดี พ่อต้องเดินสายออกงานตามต่างจังหวัด ตระเวนไปงานกาชาดในหลายพื้นที่ แม้จะขายได้ไม่กี่ผืนก็ดีใจมากแล้ว บริษัทต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่นานกว่า 5-6 ปี กว่าสินค้าจะติดตลาด

บางครั้งก็ใช้กลยุทธ์ลด แลก แจก แถม ซึ่งผู้ก่อตั้งเคยนำเสื่อไปแจกตามวัด หรือให้คนรับไปขายต่อแบบที่เก็บเงินได้บ้าง ไม่ได้บ้าง คล้ายกับการทำแจกฟรีเพื่อให้คนได้ทดลองใช้ ซึ่งปรากฏว่าพอสินค้าเข้าถึงผู้ใช้งานจริง จึงเริ่มเกิดการยอมรับมากขึ้น จนเริ่มมีคนต่างจังหวัดตามหาและเข้ากรุงเทพฯ เพื่อซื้อ

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า ผู้ก่อตั้งจึงโชว์ให้เห็นประสิทธิภาพของเสื่อพลาสติกด้วยการโยนจานลงบนเสื่อ เพื่อโชว์ว่าจานไม่แตก ทำให้คนมามุงดูเยอะขึ้นจนขายดี และผลิตแทบไม่ทัน 

วันนี้ รักชาติ พาณิชย์ หรือตรากวาง มีอายุมากกว่า 50 ปี และนับเป็นแบรนด์เสื่อพลาสติกเจ้าแรกๆ ของไทยที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าควบคู่กับการปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ที่ต้องการลดการใช้พลาสติกใหม่จากเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิลเพื่อให้หมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำได้มากขึ้น

ต่อเนื่องจากการบุกเบิกตลาดเสื่อพลาสติกในยุคแรก สุรกิตติ์เล่าว่า ชื่อแบรนด์ตรากวางเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์นัก แนวคิดในเวลานั้นค่อนข้างเรียบง่าย เห็นตัวอย่างจากต่างประเทศก็หยิบมาปรับใช้ เน้นทำสินค้าให้ขายได้มากกว่าการวางตำแหน่งแบรนด์เชิงกลยุทธ์ ก่อนที่ภายหลังเมื่อธุรกิจเริ่มเข้าที่และมีการจัดระบบองค์กรใหม่ จึงเปลี่ยนชื่อบริษัทมาเป็น รักชาติ พาณิชย์ เมื่อราว 30 ปีก่อน แต่ยังคงใช้ชื่อ ตรากวาง เป็นแบรนด์สินค้าหลักมาจนถึงปัจจุบัน

ในยุคเริ่มต้น บริษัททำหน้าที่เป็นโรงงานผลิตเสื่อพลาสติกเพื่อการใช้งานพื้นฐาน โดยสินค้าแรกคือเสื่อปูรองนั่งรองนอน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากญี่ปุ่น และถือเป็นของใช้จำเป็นประจำบ้านในเวลานั้น ลูกค้าหลักคือครัวเรือนต่างจังหวัด โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้านที่ใช้เสื่อสำหรับปูนอนหรือใช้พื้นที่หน้าบ้านร่วมกัน 

จุดเด่นสำคัญที่ทำให้เสื่อพลาสติกแตกต่างจากเสื่อกก คือการมีลวดลายตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเป็นลายสัตว์หรือกราฟิกอย่างหงส์ มังกร ม้า และกวาง ซึ่งแม้วันนี้อาจดูคลาสสิกไปบ้าง แต่ในยุคนั้นกลับกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ช่วยให้สินค้าโดดเด่นและจดจำได้ง่ายในตลาด

“ผมเข้ามาทำอย่างจริงจังประมาณ 20-30 ปีแล้ว เห็นการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก จากเดิมที่ผลิตเพื่อขายอย่างเดียว ตอนนี้ต้องใส่ใจมิติอื่นๆ มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการถูกดิสรัปต์ซึ่งเสื่อพลาสติกโดนกระทบทั้งระบบ ทั้งจากสินค้าทดแทนอย่างเสื่อจากจีนหรือพรมต่างๆ” เขาเล่าย้อนถึงวันแรกที่เข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัว

หากมองภาพการค้าขายในอดีต ในต่างจังหวัดยังไม่มีห้างสรรพสินค้าหรือช่องทางอีคอมเมิร์ซเหมือนทุกวันนี้ การซื้อขายสินค้าส่วนใหญ่มักมีพ่อค้าคนกลางหรือยี่ปั๊วในการจัดส่งสินค้าไปยังร้านโชห่วยต่างๆ

สุรกิตติ์เล่าว่า แต่เดิมรักชาติ พาณิชย์ก็ใช้ระบบการขายผ่านโชห่วย ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว หรือรถเร่ตามต่างจังหวัด แต่ตอนนี้ร้านค้าเก่าๆ ก็ปิดตัวไปเยอะ รูปแบบการค้าขายก็เปลี่ยนไป ช่องทาง Modern Trade หรือร้านสะดวกซื้อมีอิทธิพลมากขึ้น เราจึงต้องปรับตัวตามช่องทางใหม่ๆ 

“แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป สิ่งหนึ่งที่เรายังคงยึดถือมาตั้งแต่รุ่นพ่อคือ ความซื่อตรงต่อลูกค้า ความจริงใจและการทำธุรกิจแบบ win-win ไม่เน้นกำไรสูง แต่เน้นให้ทุกฝ่ายพึงพอใจ ทั้งซัพพลายเออร์และลูกค้า

“สิ่งที่เราปรับเปลี่ยนอันดับแรกๆ คือกระบวนการผลิตที่ต้องทันสมัยขึ้น เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มความหลากหลายของสินค้า จากเดิมที่เป็นแค่เสื่อรองนั่ง-นอน ก็ปรับเปลี่ยนเป็นวัสดุพลาสติกรีไซเคิล โดยยังคงคุณสมบัติที่นำไปพัฒนาเป็นสินค้าอื่นๆ ได้” 

จากเสื่อผืนหมอนใบสู่เสื่อสำหรับชีวิตนอกบ้านของคนยุคใหม่

เมื่อเวลาผ่านไป พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ฟังก์ชันของเสื่อจึงเป็นมากกว่าการใช้ปูนอน รองนั่ง หรือต้องมีรูปลักษณ์เป็นผืนใหญ่ม้วนอยู่มุมใดมุมหนึ่งของบ้าน

“ตอนนี้เสื่อกลายเป็นสินค้าที่พกพาได้ ต้องมีขนาดเล็กลง พับเก็บง่ายเพื่อให้วางขายในร้านสะดวกซื้อได้ การออกแบบจึงต้องเน้นทั้งดีไซน์และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์คนยุคนี้” สุรกิตติ์กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงในมุมผู้ผลิต ส่วนในฝั่งของไลฟ์สไตล์หรือพฤติกรรมผู้บริโภค นิยามของคำว่าเสื่อก็เปลี่ยนไป

“หากถามว่าตอนนี้นิยามของคำว่า เสื่อ เปลี่ยนไปมากแค่ไหน ก็ต้องบอกว่าเปลี่ยนไปมาก สมัยก่อนเราอาจเคยได้ยินคำว่า ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ ตอนนี้กลายเป็นคำว่า ‘ปูเสื่อรอ’ นั่นหมายความว่าเสื่อคือสินค้าที่ใช้เพื่อการนั่งทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การนั่งเม้าท์มอย นั่งกินข้าว นั่งเล่น หรือนั่งรอชมอะไรบางอย่าง เสื่อจึงต้องเป็นสินค้าที่หิ้วไปไหนมาไหนได้สะดวก” 

การเริ่มต้นรอบใหม่ของวัสดุเหลือใช้

นอกจากเสื่อแล้ว รักชาติ พาณิชย์ยังนำพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาสร้างสรรค์เป็นสินค้าอื่น เช่น ของแต่งบ้าน กระเป๋าใส่ของ ซองใส่นามบัตร ซองใส่พาสปอร์ต หรือแผ่นรองนั่ง ผู้บริหารเล่าว่า “จริงๆ แล้วเราเริ่มทำสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า 10 ปี จุดเปลี่ยนคือช่วงที่เราได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำเศษพลาสติกพอลิโพรพิลีน (Polypropylene: PP) มาต่อยอดเป็นสินค้าอื่นๆ

“การจะเปลี่ยนโรงงานแบบดั้งเดิม ให้กลายเป็นโรงงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต้องปรับทั้งกระบวนการผลิต ตั้งแต่น้ำ ประหยัดพลังงานไฟฟ้า การใช้ลม รวมถึงการนำเศษวัสดุในโรงงานกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ ซึ่งในโรงงานก็มีเศษหลายแบบ โดยเฉพาะเศษพลาสติกที่เกิดจากการทอเสีย โดยปกติก็จะทิ้งทั้งหมด เราก็นำส่วนที่ใช้ได้มาใช้ใหม่ เพิ่มดีไซน์เข้าไป แล้วนำไปทำเป็นกระเป๋า โคมไฟ เฟอร์นิเจอร์และอื่นๆ”

เมื่อเสื่อเดิมมีเพดานการเติบโต ธุรกิจจึงต้องทอแบรนด์ใหม่

หลังจากรักชาติ พาณิชย์เปลี่ยนกระบวนการผลิตทั้งหมดให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้องค์กรมีความคล่องตัวและเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ สุรกิตติ์เล่าถึงสิ่งที่ทำทั้งหมดว่า นี่ไม่ใช่การรีแบรนด์ แต่เป็นการออกแบบแบรนด์ใหม่ เพราะเสื่อตรากวางมีข้อจำกัดทั้งเรื่องต้นทุนและราคาขาย

การทำสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต้องลงทุนเพิ่ม ทั้งการวิจัยพัฒนา ลงทุนกับเครื่องจักรใหม่ ระบบจัดเก็บ และงานตัดเย็บ ทุกสิ่งล้วนทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งโครงสร้างราคาของเสื่อตรากวางเดิมไม่สามารถรองรับได้ บริษัทจึงสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาชื่อ RUK เพื่อทำสินค้าแนวสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นกว่า โดยใช้วัสดุรีไซเคิล 100% และตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ รวมถึงคนที่สนใจสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม

ในกระบวนการผลิตเสื่อพลาสติกแน่นอนว่า ต้องมีเศษวัสดุเหลือใช้ ทั้งที่นำไปใช้งานต่อได้และไม่สามารถนำไปใช้งานต่อได้ สุรกิตติ์อธิบายว่า เศษวัสดุบางชนิดสามารถต่อยอดเป็นเฟอร์นิเจอร์ นำมาอัดรูปกลายเป็แผ่นพลาสติกหรือทำเป็นโต๊ะได้ ซึ่งแต่ละชิ้นจะมีความสวยงามในแบบของตัวเอง เช่นเศษพลาสติกแบบเส้นที่ผสมสีไม่ตรงสเป็ก จากเดิมอาจต้องทิ้งก็นำมาทอเป็นสินค้าใหม่ที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งก็นำไปทำเป็นกระเป๋าทรงต่างๆ และกลายเป็นสินค้าที่มีอัตลักษณ์ของตัวเอง เพราะทำจากพลาสติกรีไซเคิล 100%

จากการรวบรวมเศษพลาสติกที่เหลือ ก่อให้เกิดลวดลายที่ชื่อว่า Color Life ที่มีผืนเดียวในโลก เป็นการรวมเส้นพลาสติกที่เหลือจากการผลิตมาถักทอใหม่ออกมาเป็นเสื่อที่มีสีสันไม่ซ้ำกัน ทำให้สีและลายที่ได้มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเพียงหนึ่งเดียว 

“เสื่อจากเศษพลาสติกอาจไม่ใช่สินค้าที่มีลวดลายสวยที่สุดเมื่อเทียบกับการผลิตใหม่ทั้งหมด แต่ก็มีอัตลักษณ์ไม่เหมือนใคร เพราะความสวยงามของสินค้าเหล่านี้อยู่ที่เรื่องราวและที่มา”

ภายใต้แบรนด์ RUK มีสินค้าทั้งหมด 6 กลุ่มหลัก คือ เสื่อปิกนิก กระเป๋า ของแต่งห้อง วอลเปเปอร์ผนัง เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งภายในและภายนอก และของใช้อเนกประสงค์ แม้ทั้งหมดจะมีแนวคิดจากเสื่อสำหรับนั่งหรือนอน แต่ถ้าออกแบบให้ดี ใช้สีและดีไซน์ใหม่ก็สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้า หรือนำไปจัดแสดงในงานนิทรรศการต่างๆ ได้

อีกประเด็นที่ผู้บริโภคมักตั้งคำถาม คือภาพจำว่าเสื่อพลาสติกเมื่อใช้งานไปนานอาจกรอบ แตก และกลายเป็นขยะในท้ายที่สุด 

“เสื่อตรากวางถูกพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ โดยคัดเลือกวัตถุดิบร่วมกับพาร์ตเนอร์เพื่อให้มีความทนทานสูง จึงไม่เสื่อมสภาพง่ายเหมือนในอดีต และเมื่อหมดอายุการใช้งานแล้ว วัสดุยังสามารถรวบรวมกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพื่อนำไปหลอมและผลิตเป็นสินค้าใหม่ได้อีกครั้ง ลดภาระขยะและทำให้วัสดุหมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำได้จริง”

การสื่อสารเรื่องความยั่งยืนและการออกแบบสินค้าใหม่ ยังช่วยเปิดตลาดใหม่อย่างชัดเจน จากเดิมที่ฐานลูกค้าหลักอยู่ในต่างจังหวัดและประเทศเพื่อนบ้าน การพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทำให้แบรนด์สามารถเข้าสู่ช่องทางโมเดิร์นเทรดและร้านสะดวกซื้อได้มากขึ้น

สำหรับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ทายาทรุ่นที่ 2 ของรักชาติ พาณิชย์บอกว่า ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มเข้าใจว่าพลาสติกก็สามารถเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ ขอแค่มีกระบวนการผลิตที่เหมาะสม บริษัทจึงเริ่มมองว่านี่คือภารกิจระยะยาวที่ต้องทำต่อเนื่อง เพราะความยั่งยืนไม่มีจุดสิ้นสุด

แนวคิดสำคัญคือ หากวัสดุยังไม่สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ มันก็ยังเป็นขยะอยู่เหมือนเดิม แต่เมื่อพัฒนาให้กลายเป็นสินค้าที่ขายได้ วัสดุเหล่านั้นจะเข้าสู่ระบบหมุนเวียนและเกิด Circular Economy ได้จริง 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การทำให้ผู้บริโภคเข้าใจความยั่งยืน ซึ่งเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น บริษัทจึงสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ควบคู่กับการใช้เครื่องหมายรับรองบนสินค้าและเว็บไซต์ เพื่อสร้างการรับรู้ 

เสื่อไม่ตาย แต่ไม่โต

เมื่อถามถึงบทบาทของสินค้าในปัจจุบัน สุรกิตติ์ยอมรับว่า เสื่อยังคงเป็นฮีโร่โปรดักต์ของบริษัทอยู่ แต่บทบาทกำลังเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมผู้บริโภคและโครงสร้างตลาดที่ไม่เหมือนเดิม แม้เสื่อจะยังไม่หายไปจากตลาด ทว่าโอกาสการเติบโตก็เริ่มมีข้อจำกัด ทั้งในแง่ช่องทางจำหน่ายและลักษณะการใช้งานที่ค่อนข้างเฉพาะ ทำให้บริษัทต้องมองไกลกว่าสินค้าต้นทางที่เคยเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ

ทิศทางใหม่ที่ว่านี้ไม่ใช่การทิ้งเสื่อ แต่เป็นการต่อยอดเสื่อให้ไปไกลขึ้น ไปสู่สินค้าและวัสดุรูปแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็นเสื่อพับได้ที่พกพาสะดวก กระเป๋า วัสดุสำหรับงานอีเวนต์ ไปจนถึงของตกแต่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนแนวคิดสำคัญขององค์กรที่ว่า เสื่ออาจไม่ใช่สินค้าที่เติบโตได้มากเหมือนเดิมในอดีต แต่ยังเป็นจุดตั้งต้นของการพัฒนาไปสู่สินค้าใหม่ๆ ที่สร้างมูลค่าได้ในอนาคต

เมื่อการแข่งขันไม่ได้อยู่แค่ในตลาดเสื่อ

ทุกวันนี้ตามท้องตลาดในบ้านเรา อย่างทางช่องทางออนไลน์มักพบเห็นสินค้าที่ผลิตและนำเข้าจากจีนเป็นจำนวนมาก และแทบจะทุกประเภทราคาถูก ไม่เว้นแม้แต่เสื่อ หากมองแบบทั่วไปอาจคิดได้ว่า เป็นการสร้างความหลากหลายและเป็นทางเลือกให้ลูกค้า แต่ในมุมของผู้ผลิตอย่างรักชาติ พาณิชย์คงต้องปรับตัว

“ถามว่าสินค้าจากจีนกระทบไหม ก็กระทบมาก แต่ไม่ได้กระทบในรูปแบบของเสื่อแบบเดียวกัน แต่เป็นสินค้าที่มีฟังก์ชันใกล้เคียงกัน ก็คือการใช้เพื่อรองนั่ง-นอน แล้วสินค้าชัดเจนก็ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า ผลิตเร็วกว่า และราคาถูกกว่า ซึ่งถ้าแข่งขันกันได้ราคาก็แทบสู้ไม่ได้

“สิ่งที่ทำให้เราอยู่ได้คือ ความเป็นวัฒนธรรมไทย และความคุ้นชินของคนไทย ส่วนแบรนด์ RUK ที่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมยังถือว่าเป็นตลาดใหม่ จึงยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก”

กว่าจะผ่านเวลามากกว่า 50 ปี การทำธุรกิจไม่ใช่แค่การผลิตแล้วขายไป แต่เป็นการพัฒนาสินค้าควบคู่กับการแข่งขัน เขาเล่าว่า “ตอนนี้เราเป็นธุรกิจเก่าแก่ที่มีคนอยู่ข้างหลังไม่น้อย ไม่ใช่แค่พนักงาน แต่มีครอบครัว ลูกหลานของพนักงานที่เกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นการตัดสินใจทุกอย่างต้องคิดถึงคน ระบบ สิ่งแวดล้อม และสังคมไปพร้อมกัน ทำให้ความยากของธุรกิจอยู่ตรงนี้” 

ในมุมมองของผู้บริหารที่อยู่กับธุรกิจกว่า 30 ปี สุรกิตติ์มองว่าโจทย์สำคัญที่สุดของเสื่อตรากวาง คือการรักษาตำแหน่งให้อยู่ใน Top 3 ของตลาดให้ได้ เพราะหากหลุดจากกลุ่มผู้นำ โอกาสในการแข่งขันและการอยู่รอดในระยะยาวก็อาจลดลงทันที แต่ตราบใดที่ยังรักษาพื้นที่ในตลาดหลักไว้ได้ ธุรกิจก็ยังสามารถเดินหน้าต่อและปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงได้

ขณะเดียวกัน แบรนด์ RUK ถูกวางบทบาทให้เป็นก้าวต่อไปของการเติบโต โดยตั้งเป้าเปิดตลาดสู่ระดับสากล และผลักดันให้กลายเป็นสินค้าไทยที่ชาวต่างชาติรู้จักในฐานะของฝากร่วมสมัยจากประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเสื่อดีไซน์ใหม่ วัสดุตกแต่ง หรือสินค้าไลฟ์สไตล์ขนาดเล็กอย่างซองพาสปอร์ต ซองนามบัตร และกระเป๋า ซึ่งสะท้อนความตั้งใจในการยกระดับวัสดุพื้นฐานของไทยให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่มีคุณค่าในตลาดโลก

Tags: , , , , , , ,