ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 18 ปีก่อน เมื่อเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2551 มือเขียนบทและผู้กำกับ ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์ ได้ปักหมุดปรากฏการณ์เล็กๆ ไว้ให้วงการละครเวทีร่วมสมัยของไทย ด้วยการนำบทละครอมตะเรื่อง Waiting for Godot (1953) ของ ซามูเอล เบคเกตต์ (Samuel Beckett) นักการละครชาวไอริช มา ‘ต้มยำทำแกง’ แต่งรสชาติให้แซ่บและเผ็ชร้อนในแบบไทยๆ แล้วตั้งชื่อเสียใหม่ว่า ‘คอย กอ ดอ’ เล่นล้อกับทุกมุกตลกไร้สาระของชีวิตที่สารัตถะติดอยู่กับการรอคอยของ คุณ ก.ด. ณ โรงละคร Crescent Moon Space สถาบันปรีดี พนมยงค์ ที่ปรับแปลงบทละครดังสาย ฝ.มาเป็นมุกตลกเหลือขอแบบไทยๆ เพื่อดูว่า บทละครที่ไม่ว่าใครดูจบแล้วคงต้องมีคำถามว่า
“มันคืออัลไล”
จะพอคลายความสงสัยให้พวกเราได้ไหม หากจะโอนสัญชาติให้ทุกอย่างกลายเป็นไทยทั้งหมด
สำหรับบทละครสุดอึน Waiting for Godot ของ ซามูเอล เบคเกตต์ เป็น Theatre of the Absurd ระดับขึ้นหิ้ง ที่คอละครไม่ว่าจะชาติใดจักต้องหาโอกาสดูให้ได้ ว่าด้วยเรื่องราวง่ายๆ ของ 2 หนุ่ม เอสตรากง (Estragon) และวลาดีมีร์ (Vladimir) ซึ่งกำลังรอคอยคุณ ก.ด. พันธุ์ไม้ใหญ่โตไร้ใบ โดยไม่รู้เลยว่าเขาคือใคร เคยเจอกันไหม จะต้องคอยไปถึงเมื่อไร เขาจะมาหรือไม่ และที่สำคัญคือจะคอยไปทำไม
กระทั่งนายพอซโซ (Pozzo) ลากจูงทาสแบกหามนามลักกี้ (Lucky) ผ่านเข้ามา ทว่าเมื่อดำเกิง ‘แปลงสาร’ ออกมาเป็นฉบับไทย เขาได้เปลี่ยนเพศตัวละครทั้งสี่จากชายให้เป็นหญิงทั้งหมด แล้วสะกดชื่อใหม่ให้เป็น ‘ตะโก้’ (Estragon) ‘สาลี่’ (Vladimir) ‘ลิ้นจี่’ (Pozzo) และ ‘เชอร์รี่’ (Lucky) (ฉบับแรกแสดงโดย จารุนันท์ พันธชาติ, สินีนาฏ เกษประไพ, สุมณฑา สวนผลรัตน์ และฟารีดา จิราพันธุ์ ตามลำดับ)
ยิ่งทวีความบ้าบอคอแตกแหกทุกตรรกะด้วยมุกตลกที่อิงบริบทไทยๆ เพื่อสะท้อนว่าความ Absurd เกิดกับใครเพศไหนก็ได้ ไม่จำกัดอยู่กับมนุษย์เพศชายสาย ฝ.เท่านั้น
มาถึงปี 2569 ดำเกิงก็นำบทละครเก่าเรื่อง คอย กอ ดอ มาปัดฝุ่นให้กลายเป็นเวอร์ชันอัปเดต ปรับแต่งมุกตลกให้ทันสมัย โดนใจเหล่าวัยรุ่น Gen Z จัดแสดงที่ RCB Forum, River City Bangkok ระหว่างวันที่ 6-21 เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยครานี้ดำเกิงได้นักแสดงหญิงฝีมือดีชุดใหม่มาร่วมบ้าจี้งี่เง่าไปกับบทละครที่เหมือนจะหวังสาระอันใดไม่ได้ ยกเว้นแต่สินีนาฏที่ครั้งนี้ขอสลับไขว้ไปรับบท ‘ตะโก้’ แล้วให้ ตรึงตา โฆษิตชัยมงคล ไปรับบท ‘สาลี่’ แทน ซึ่งตรึงตาก็ควงแขนกัน ‘ตีตก’ ในทุกตรรกะกับนาง ‘ตะโก้’ แบบไม่ยอมให้มีใครโง่ไปกว่ากัน
ส่วน ภัทรสุดา อนุมานราชธน ก็โดดเด่นกับการรังสรรค์คาแรกเตอร์สุดยียวนกวนประสาทของนาง ‘ลิ้นจี่’ ที่สะกดตรึงให้ทุกสายตาต้องหันมองไปที่นางอย่างไม่ละวาง เผื่อว่าเธอจะสร้างความกระจ่างบางประการต่อคุณ ก.ด.คนนี้ได้บ้าง
ส่วนบทนางสนองของ ‘เชอร์รี่’ ก็ได้รุ่นเล็กฝีมือดีอย่าง รัศม์ประภา วิสุมา มาร่วมแสดง และเหมือนจะโดนแกง เพราะตลอดทั้งเรื่อง นางจะมีบทพูดเดี่ยวยาวเหยียดในฉากสุดฮา ‘บราเซียกระแสสำนึก’ เพียงแค่ 1 ครั้ง
ทว่าคนดูก็ยังจำนางได้ เพราะการแสดงผ่านสรีระร่างกายอันสูงเพรียวของเธอช่างด๋าเด๋อละเมอลอยเหมือนโดนใครต่อยมาอยู่ตลอดเวลา กลายเป็นความฮาที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคำพูดคำจาใดๆ ให้มากความ นักแสดงทั้งสี่ใน ‘คอย กอ ดอ’ เวอร์ชันนี้ จึงสร้างผลงานได้อย่างดีงามไม่แพ้รุ่นพี่ แต่ละคนก็มีทิศทางการแสดงเป็นของตน แต่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวได้ ภายใต้ฝีมือการกำกับของดำเกิง 
คนรักละครที่เคยได้ดู ‘คอย กอ ดอ’ เวอร์ชันปี 2551 ย่อมไม่อาจลืมฉากเด็ดที่ทั้ง ‘ตะโก้’ และ ‘สาลี่’ ต้องรอคอยคุณ ก.ด.นานนับโกฏิปี จนสุดท้ายต้องกลายเป็นนางผีกระสือรื้อไส้ มีแต่หัวลอยมาพร้อมเครื่องใน เพราะถ้าคิดจะทำเวอร์ชันไทย ตัวละครผีสางนางไม้ใดๆ ก็ต้องมีมา
ข่าวดีก็คือ เวอร์ชันปี 2569 นี้ ผู้กำกับดำเกิงไม่รอช้าที่จะเสิร์ฟให้กลุ่มคนดูรุ่นใหม่ๆ ซีนคลาสสิกของวงการละครไทยในเรื่องนี้ยังมีอยู่ครบ ทว่าส่วนที่ต้องตบแต่งให้ทันสมัยก็คือเรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย จากฉบับเดิมที่ใช้ทั้งชุดนักเรียนสตรี ชุดเนตรนารี ชุดคุณพี่แอร์โฮสเตส ฉบับใหม่กลับหันมาในสไตล์อีโม-พังก์ โดยเฉพาะภัทรสุดาที่ลงทุนมาในลุคสกินเฮด แบบเดียวกับ ชาร์ลิซ เธอรอน (Charlize Theron) ในหนังดังอย่าง Mad Max: Fury Road สำแดงทั้งความเจ็บปวดและอารมณ์โกรธเกรี้ยวมั่นใจในความ ‘เบียว’ ของผู้คนร่วมยุคสมัยได้อย่างเห็นภาพ
และสำหรับผู้ชมที่อยากทราบเหลือเกินว่า คุณ ก.ด.คือใคร เขาเป็นมนุษย์อยู่ใช่ไหม หรือคือ ‘กระดูก’ ที่นาง ‘ตะโก้’ ขอกัดแทะใช่หรือไม่ และพวกเขากำลังรอคอยอะไร ทำไมฉากจบถึงเป็นปลายเปิดได้ขนาดนั้น ก็คงต้องขอบอกไว้เลยว่า ดำเกิงยังเลือกที่จะรักษาแก่นสารและใจความสำคัญของบทละครเรื่อง Waiting for Godot ไม่ว่าเขาจะปรับแปลงทุกอย่างจนดูวุ่นวายโกลาหลถึงเพียงไหน แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ‘หัวใจ’ ของละครเรื่องนี้ คือการใช้ชีวิตในโลกอันสุดจะ Absurd เตลิดไปกับความไร้เหตุผล และต่อให้บ่นถามว่า
“ทำไม”
“ทำไม”
“ทำไม”
“ทำไม”
“ทำไม”
เราจะไม่มีวันได้รับคำอธิบาย เพราะในความ Absurd ไม่เคยมีเหตุผลง่ายๆ ที่จะสร้างความพอใจให้ใครทั้งนั้น
ฉะนั้นหากท่านยิ่งดูแล้วยิ่งงง สงกะสัยกับอะไรๆ ไปหมดทุกอย่าง นั่นล่ะ แปลว่าคุณมาถูกทาง ไม่จำเป็นต้องพยายามหาสาระความหมายใดๆ เพียงคุณรู้สึกได้ว่า ทุกความ Absurd ไร้สาระในละครเรื่องนี้ หาได้มีอะไรต่างไปจากเวทีชีวิตจริงแห่ง ‘สังคมและการเมือง’ ประเทศไทย ละคร Waiting for Godot ที่ใครๆ ล้วนมองว่า หยิบจับตรรกะเหตุผลอะไรไม่ได้ เมื่อนำมาเทียบกับแต่ละอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตามที่ดำเกิงเสนอไว้ในทั้ง 2 เวอร์ชัน มันก็อาจจะกลายเป็นความ Absurd ระดับกระจอกไปในทันที
‘คอย กอ ดอ’ ทั้งฉบับเก่าและฉบับนี้ จึงเป็นงานที่การันตีฝีมือการรื้อสร้างดัดแปลงงานของดำเกิง ที่ไม่เพียงรู้จักรักษาแก่นแกนของเนื้อหาเอาไว้ หากยังวิวัฒน์พัฒนาบทละครให้มีรายละเอียดไปไกล ดูสนุกกว่าตัวงานต้นฉบับเป็นไหนๆ ไม่ต่างจากผลงานชิ้นเอกของเหล่า ‘อภิชาติศิษย์’
‘คอย กอ ดอ’ ปี 2569 ยังมีรอบการแสดงที่เทศกาลละครร่วมสมัยหาดใหญ่ ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 25-26 กรกฎาคมนี้ ที่โรงละคร Sanehar Paradiso Theatre, Lee Garden Plaza Hotel
Tags: คอยกอดอ, ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์, Screen and Sound, Waiting for Godot




