วันนี้ (16 กันยายน 2569) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างที่มีการอภิปรายรายงานประจำปีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน พริษฐ์ได้อ้างถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่มีการห้ามปรามลูกพรรคว่าไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แต่กลับปรากฏว่าในความเป็นจริง คนที่อยู่ในข้อกล่าวหาของ กกต. และ กกต.มีมติสั่งฟ้อง ล้วนเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด
“พรรคภูมิใจไทยในฐานะองค์กร ชอบให้เหตุผลกับ กกต.ว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง เพราะอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคยออกประกาศเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 กำชับไม่ให้ลูกพรรคไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. ซึ่งสุ่มเสี่ยงจะขัดต่อกฎหมาย แต่มาถึงวันนี้ที่ กกต.ยืนยันและสั่งฟ้องคนจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ก็มีความเป็นไปได้แค่ 2 ทางคือ อนุทินในฐานะหัวหน้าพรรค ทำงานไม่ได้เรื่องในการกำชับไม่ให้สมาชิกพรรคยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. หรืออีกทางคือไม่ใช่ทำงานไม่ได้เรื่อง แต่อนุทินและแกนนำพรรคภูมิใจไทยมีส่วนร่วมในขบวนการโกง สว.”
จากนั้นจึงมีการประท้วงจาก สส.พรรคภูมิใจไทยจำนวนมาก ทำให้ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมสภาฯ ห้ามปรามไม่ให้พริษฐ์พูดเช่นนั้น
“ท่านจะพูดแบบนั้นไม่ได้ ทำงานไม่ได้เรื่อง ร่วมกันโกง ไม่ได้ ท่านจะมากล่าวหาแบบนี้ไม่ได้หรอก เพราะว่าอย่างน้อย กกต.ได้วินิจฉัยแล้ว ท่านยอมรับ ไม่ยอมรับ ก็เป็นเรื่องของท่าน
“ส่วนกระบวนการทางกฎหมาย ความจริงมันปรากฏแล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูลไม่ได้เกี่ยวข้อง จึงไม่ได้ส่งฟ้องศาล ส่วนท่านจะรับไม่รับเป็นเรื่องของท่าน ท่านพูดประเด็นนี้ ผมถือว่าไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง ผมไม่ให้ท่านถอนคำพูด แต่ใช้อำนาจของประธาน บอกว่าท่านพูดอย่างนี้ไม่ถูกต้อง”
พริษฐ์จึงตอบกลับตอนหนึ่งว่าตกใจ เพราะเคยได้ยินคำนี้จาก ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. มาแล้ว ไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้จากประธานสภาฯ ด้วย
พริษฐ์ยังร่วมอภิปรายอีกตอนหนึ่งว่า การที่ กกต.มีมติเสียงข้างมากเชื่อว่ามีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโกงและเห็นควรสั่งฟ้องต่อศาลเพียง 77 คนนั้นถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับข้อเสนอของคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ที่มี ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน ซึ่งเสนอให้สั่งฟ้องกว่า 200 คน และน้อยกว่าความเห็นของ ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. ที่เสนอให้สั่งฟ้อง 140-200 คน
และหากไปดูองค์ประกอบของทั้ง 77 คนจะพบว่า ประกอบไปด้วย สว.เพียง 26 คน และกลุ่มคนที่เป็นแกนนำพรรคภูมิใจไทย ทั้งรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคเพียง 1 คนเท่านั้น จึงเห็นว่ามติเสียงข้างมากของ กกต.เป็นมติที่ขัดกับหลักการ หลักกฎหมาย และหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ จนเรียกได้ว่าเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต.
สำหรับมติของ กกต.นั้น สะท้อนว่าเสียงข้างมากของ กกต.จงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว ด้วยกัน โดยช้างตัวที่ 1 คือความเป็นขบวนการของการโกง สว. โดย กกต.พยายามตีกรอบและบีบให้มองเหตุการณ์ต่างๆ และกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการโกง สว.แยกขาดจากกัน เสมือนว่าเหตุการณ์และกลุ่มบุคคลเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกันเลย ทั้งที่ต่างคนต่างโกงในห้วงเวลา สถานที่ และรูปแบบเดียวกัน ซึ่งเห็นได้ชัดจากหลักฐาน 4 ตัวอย่าง ได้แก่ โพยใบสั่ง ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้กำกับการลงคะแนน โดยหากดูโพยทั้งหมด 12 เวอร์ชันที่มีตัวเลขผู้สมัครเหลื่อมกันบ้าง พบว่ามี สว.ปรากฏอยู่ประมาณ 130 กว่าคน ซึ่งรวมถึง 26 คนที่ กกต.สั่งฟ้องเพราะอยู่ในขบวนการโกงเดียวกัน แต่ กกต.เสียงข้างมากกลับบอกว่า มี สว. 26 คนที่ทุจริตและปรากฏในโพยผ่านการไปจ้าง ข่มขู่ หรือหลอกลวงคนให้มาลงคะแนน ส่วนอีก 100 กว่าคนในโพยเดียวกันกลับถูกมองว่าไม่ได้เกี่ยวข้องหรือทุจริต แต่บังเอิญไปโผล่ในโพยเดียวกัน
หลักฐานประการที่ 2 คือสถิติการลงคะแนนเลือกระดับประเทศ ซึ่งตัวเลขยืนยันว่ามีการแลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบหรือเป็นขบวนการ โดยการกระจายตัวของคะแนนเหมือนกันใน 19 จาก 20 กลุ่ม คือมีผู้สมัคร 6 อันดับแรกได้คะแนนล้นกระดาน ทิ้งห่างจากคนอื่นๆ ก่อนที่จะมีเหวตกลงมาในลำดับที่ 7-10
หลักฐานประการที่ 3 คือเรื่อง ‘ศูนย์ทำโพย’ ที่ กกต.ใช้สั่งฟ้อง สว. 26 คน จากการไปร่วมกิจกรรมตามโรงแรมต่างๆ ในช่วง 1-2 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ เช่น โรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ อยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, โรงแรมธาราแกรนด์ จังหวัดปทุมธานี และโรงแรมวังยาว ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท จังหวัดนครนายก แม้ กกต.เสียงข้างมากจะบอกว่าเหตุการณ์แยกขาดจากกัน แต่ข้อเท็จจริงกลับสวนทาง เพราะทั้งหมดล้วนเป็นขบวนการเดียวกัน มีการจัดกิจกรรมและขั้นตอนทำโพยเหมือนกันทุกศูนย์
หลักฐานประการที่ 4 คือเรื่องการปฐมนิเทศ สว.หลังจากได้รับเลือก โดยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 ก่อนเข้ามาเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในสภาฯ เพียง 2 วัน มี สว.หลายสิบคนถึงหลักร้อยคนไปประชุมร่วมกันที่โรงแรมพูลแมน เพื่อรับการปฐมนิเทศและตกลงเรื่องการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา โดยพบข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ และพบพยานบุคคลยืนยันว่า มี สว.อย่างน้อย 40 คน รวมถึง 10 คนในกลุ่ม 26 คนที่ถูกสั่งฟ้อง ปรากฏตัวในวันดังกล่าวจริง
สำหรับช้างตัวที่ 2 ที่ กกต.เสียงข้างมากทำเป็นมองไม่เห็น คือความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย แม้มติเสียงข้างมากของ กกต.จะไม่สั่งฟ้องรัฐมนตรี แกนนำ หรือกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยแม้แต่คนเดียว แต่หลักฐานจำนวนมากชี้ไปถึงพรรคภูมิใจไทย โดยในบรรดา 77 คนที่ กกต.สั่งฟ้อง มีหลายคนมากที่เป็นคนคุ้นเคยและเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ทั้งอดีตรองประธานสภาฯ จากจังหวัดนครพนม สส.จากจังหวัดสุโขทัย อดีตผู้สมัคร สส.ในจังหวัดภูเก็ต พ่อของรัฐมนตรี หลานของรองนายกฯ นายก อบจ.ในภาคใต้ที่ร่วมหาเสียงกับพรรคภูมิใจไทย ผู้ช่วย สส. และเจ้าหน้าที่ธุรการในจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย
ทั้งนี้ แม้ กกต.เสียงข้างมากจะปัดตกคำให้การครั้งที่ 1 ของพยานรหัส 16/ 26 คือ เอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย แต่หลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำให้การของเอกราชเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงหลักฐานประเภทอื่น เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการโทรศัพท์ ซึ่งเมื่อวันก่อนประธาน กกต.ยืนยันเองว่ามีอยู่จริง
ยกตัวอย่างเช่น ประวัติการโทรศัพท์ของบุคคลที่ชื่อ ‘รัตนา บ่อถ้ำ’ ซึ่งมี 2 สถานะคือ เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส.ชลัฐ รัชกิจประการ ที่รับเงินเดือนจากสภาฯ และยังเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนกลางจากพรรคภูมิใจไทย จึงน่าสงสัยว่า หากพรรคภูมิใจไทยและกรรมการบริหารพรรคไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโกง สว.จริง เหตุใดจึงได้รับข้อมูลว่ารัตนาได้โทรคุยกับ สว.อย่างน้อย 19 คน รวมกันอย่างน้อย 62 ครั้งในห้วงเวลา 80 วันที่คาบเกี่ยวกับการเลือก สว.ระดับประเทศ คาบเกี่ยวกับการปฐมนิเทศที่โรงแรมพูลแมน และคาบเกี่ยวกับการเริ่มเข้ามาทำหน้าที่ของ สว.ชุดนี้ โดยในบรรดา สว. 19 คน พบว่า มี 6 คนอยู่ในรายชื่อ 26 คนที่ กกต.สั่งฟ้อง
ส่วนช้างตัวที่ 3 ที่ กกต.จงใจมองไม่เห็นคือ มาตรฐานของ กกต.เองในอดีต สิ่งที่เห็นคือ เมื่อปีที่แล้ว กกต.สั่งฟ้องคดีการโกง สว.ไปที่ศาล ทั้งที่มีหลักฐานเป็นข้อความในไลน์เพียงไม่กี่ข้อความระหว่างผู้สมัคร สว. 2 คนที่มีการจับคู่แลกคะแนนกัน แต่พอมาปีนี้ กกต.กลับไม่สั่งฟ้อง สว. 130 กว่าคนที่ปรากฏอยู่ในโพยใบสั่ง ทั้งที่โพยใบสั่งและคะแนนที่ออกมาสอดคล้องกับตัวเลขในโพย ถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนยิ่งกว่าว่า มีการแลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบ มติของ กกต.จึงไม่เพียงขัดกับข้อเสนอของคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 แต่ยังขัดกับมาตรฐานของ กกต.เองในอดีตด้วย
ดังนั้นสิ่งที่ กกต.ต้องทำหลังจากนี้คือ ต้องเปิดเผยมติทั้งหมดสำหรับทุกข้อกล่าวหา ไม่ใช่แค่ผลการลงคะแนน แต่รวมถึง กกต.แต่ละคนลงคะแนนอย่างไร และด้วยเหตุผลอะไร ต้องยืนยันว่า กกต.จะส่งสำนวนทั้งหมด ซึ่งรวมถึงสำนวนของคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ความเห็นของรองเลขาธิการ กกต. และบันทึกการประชุมของอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ไปที่ศาลฎีกา
ขณะเดียวกัน กกต.ควรต้องยืนยันในการเดินหน้าสืบสวนหลักฐานการโกง สว.ที่ปรากฏต่อสาธารณะแล้ว แต่ไม่ได้อยู่ในสำนวนคดีนี้ เช่น เหตุการณ์ที่โรงแรม B2 ที่มีคลิปเผยแพร่ก่อนหน้านี้ และยืนยันว่าหากกระบวนการไต่สวนของศาลต่อ 77 คน นำไปสู่การปรากฏของหลักฐานที่เชื่อมโยงกับบุคคลอื่น ขอให้ยืนยันว่าจะรื้อฟื้นการสืบสวนและสั่งฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
“ในเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นไปแล้ว และความผิดก็สำเร็จไปแล้วจากการที่ กกต.เสียงข้างมากจงใจทำเป็นมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว เมื่อวานนี้เราได้ยินการให้สัมภาษณ์ของ กกต.ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเห็นถึงช้าง 3 ตัวนี้เช่นกัน แต่หากเจาะลึกลงไปในมติ กกต.เสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ที่ไม่สั่งฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด 12 คน หากตัด กกต. 4 คนที่มาจากการรับรองโดย สว.สีน้ำเงินออกไป จะพบว่าเสียงข้างมากของ กกต. 3 คนที่เหลือเห็นควรให้สั่งฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทย 12 คนดังกล่าวไปที่ศาล รวมถึงตัวนายกฯ ด้วย”
“หาก กกต.ยังคงเดินหน้าใช้อำนาจในลักษณะที่ถูกตั้งคำถามว่าเป็นไปเพื่อการต่างตอบแทนกันทางการเมือง มากกว่าการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามหลักการและหลักกฎหมาย ตนก็ได้แต่กังวลใจแทนเจ้าหน้าที่ กกต.ทุกคนว่า ความน่าเชื่อถือของ กกต.ในสายตาของสังคม ความเชื่อมั่นที่ประชาชนจะมีต่อความเป็นอิสระ ความสุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรมขององค์กร จะเหลือสักเท่าไร ในวันที่ท่านกลับมารายงานประจำปีต่อสภาฯ แห่งนี้ในปีหน้า”
Tags: สมาชิกวุฒิสภา, พริษฐ์ วัชรสินธุ, วุฒิสภา, ประชุมสภา, ฮั้ว สว., โสภณ ซารัมย์, โกง สว.




