“การพ้นจากตำแหน่งจะต้องเป็นไปตามมาตรา 20 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ คือต้องมีการทูลเกล้าฯ ถ้าพ้นจากตำแหน่งให้นำความกราบบังคมทูลฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ การเข้ารับหรือพ้นตำแหน่งก็ต้องมีการโปรดเกล้าฯ ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ผมก็ยังมีหน้าที่ที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป” นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช.ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังการประชุมบอร์ด กสทช. ‘ล่ม’ ด้วยเหตุกรรมการวอล์กเอาต์
สำหรับการประชุมบอร์ด กสทช.เช้าวันนี้ (27 กรกฎาคม 2569) ต้องยุติลงหลังเปิดประชุมได้เพียง 30 นาที เมื่อกรรมการ 3 คนเดินออกจากห้องประชุม เพราะไม่ยอมรับการทำหน้าที่ของ นายแพทย์สรณ หลังคณะกรรมการสรรหามีมติว่าขาดคุณสมบัติ ก่อนที่ที่ประชุมจะต้องเลื่อนการประชุมออกไปเป็นวันที่ 5 สิงหาคม 2569
ภาพความปั่นป่วนกลางห้องประชุมองค์กรกำกับดูแลคลื่นความถี่ของประเทศ มีจุดเริ่มต้นจากมติเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เมื่อคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีมติเอกฉันท์ 4 ต่อ 0 วินิจฉัยว่า ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย โดยสาเหตุหลักคือ การปฏิบัติหน้าที่แพทย์ รับค่าตอบแทนรายชั่วโมงที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งถือเป็น ‘ลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ’ อันเป็นลักษณะต้องห้าม และผลทางกฎหมายคือให้ถือว่าได้ ‘สละสิทธิ’ เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. หรือเท่ากับถือว่าไม่เคยได้รับตำแหน่งเลยตั้งแต่ต้น
ข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการสรรหาตรวจสอบพบคือ แม้นายแพทย์สรณจะยื่นหลักฐานการลาออกจากตำแหน่งรองคณบดี คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 แต่ในช่วงระหว่างวันที่ 8 มกราคม-12 เมษายน 2565 ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยที่โรงพยาบาลรามาธิบดีในสถานะ ‘แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง’ เรื่อยมาจนถึงก่อนวันที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเพียง 1 วัน
กระนั้นเอง เจ้าตัวกลับไม่ยอมรับมติดังกล่าว โดยนายแพทย์สรณอัดคลิปวิดีโอชี้แจงจากสหรัฐอเมริกา ยืนยันว่าตนลาออกจากการเป็นลูกจ้างประจำตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 แล้ว และไม่ได้เป็นลูกจ้าง เพียงแต่ทำหน้าที่แพทย์เพื่อรักษามาตรฐานวิชาชีพ พร้อมยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการสรรหา เตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน โดยย้ำว่าการพ้นจากตำแหน่งต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการ
คำถามที่ตามมาก็คือ นายแพทย์สรณเป็นใคร มาจากไหน เหตุใดหมอหัวใจมือหนึ่งจึงก้าวขึ้นมาเป็น ‘ผู้ทรงอำนาจ’ สูงสุดขององค์กรกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและโทรคมนาคม และเหตุใดจึงยืนกรานไม่ลงจากเก้าอี้ แม้กลไกที่เลือกตนเข้ามาจะชี้ว่าไม่มีคุณสมบัติตั้งแต่ต้น
สำหรับประวัติของนายแพทย์สรณ เป็นรองศาสตราจารย์ด้านอายุรแพทย์โรคหัวใจจากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มีประวัติรักษา ‘นักการเมือง’ หลายคน ไม่ว่าจะเป็น บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี สุวิทย์ คุณกิตติ อดีตรองนายกฯ สมัยทักษิณ ชินวัตร หรือไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกฯ ในรัฐบาลพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขณะเดียวกันยังมีรายงานว่าเป็นหมอประจำตัวให้กับนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายคน และสนิทสนมกับนายทหารระดับสูงในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ และพลเอก อุดมเดช สีตบุตร อดีตผู้บัญชาการทหารบก
หลังการรัฐประหารโดย คสช.เมื่อปี 2557 ชื่อของนายแพทย์สรณปรากฏอีกครั้งในฐานะ ‘สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ’ (สนช.) และเมื่อมีข่าวโรงพยาบาลเอกชนเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลแพงเกินจริง สนช.ก็ตั้งนายแพทย์สรณเป็นอนุกรรมาธิการศึกษามาตรฐานค่ารักษาพยาบาลของสถานพยาบาลเอกชน ซึ่งสุดท้ายได้ข้อสรุปว่า เป็นเรื่องของ ‘ต้นทุน’ และค่าอำนวยความสะดวก ที่ทำให้ค่ารักษาโรงพยาบาลเอกชนสูงกว่าโรงพยาบาลรัฐ ทั้งยังเคยติดโผรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในการปรับคณะรัฐมนตรีรอบแรกของพลเอกประยุทธ์เมื่อปี 2558 ก่อนที่เก้าอี้จะตกเป็นของศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ ปิยะสกล สกลสัตยาทร อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
เส้นทางสู่ กสทช.ของนายแพทย์สรณเริ่มจากการเข้ารับการสรรหาเมื่อปี 2561 ในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคหรือส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน แต่กระบวนการสรรหาครั้งนั้นถูกล้มไป กว่าจะเริ่มสรรหารอบใหม่ก็ในปี 2564 ซึ่งนายแพทย์สรณลงสมัครอีกครั้งและได้รับเลือกในที่สุด แม้จะมีผู้ตั้งคำถามถึงคุณสมบัติด้านคุ้มครองผู้บริโภค และประวัติการทำงานด้านสื่อสาร-โทรคมนาคมที่ไม่ชัดเจน แต่กรรมการ กสทช.ก็ลงมติเลือกนายแพทย์สรณขึ้นเป็นประธาน กสทช.
บทบาทที่ทำให้นายแพทย์สรณเป็นที่จดจำมากที่สุด คือการประชุมมาราธอน 11 ชั่วโมงเมื่อเดือนตุลาคม 2565 ซึ่ง กสทช.มีมติ ‘เสียงข้างมาก’ 3 ต่อ 2 รับทราบการควบรวมทรู-ดีแทค ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากองค์กรผู้บริโภค พรรคการเมือง และภาคประชาชน โดยในการลงคะแนนรอบแรก เสียงเห็นชอบและไม่เห็นชอบเท่ากันที่ 2 ต่อ 2 นายแพทย์สรณในฐานะประธานจึงใช้สิทธิลงคะแนน ‘ชี้ขาด’ อีก 1 เสียง จนฝ่ายเห็นชอบได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง เปิดทางให้ดีลควบรวมที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะนำไปสู่การ ‘ผูกขาด’ ผ่านฉลุย
มาถึงวันนี้ สถานการณ์ใน กสทช.ตกอยู่ในภาวะสองมาตรฐานความเข้าใจทางกฎหมาย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่ามติคณะกรรมการสรรหามีผลให้นายแพทย์สรณพ้นสภาพแล้ว โดย นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ปรึกษาของประธานคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เปรียบเทียบกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณี แพทองธาร ชินวัตร, เศรษฐา ทวีสิน และพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีโดยไม่ต้องรอขั้นตอนทูลเกล้าฯ พร้อมชี้ว่า ตามมาตรา 20 วรรคสอง กรรมการเท่าที่เหลืออยู่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ขณะที่ ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. ชี้แจงในที่ประชุมว่า สำนักงาน กสทช.ยังถือว่าประธานมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายทุกประการ และเตือนว่ากรรมการที่ไม่เข้าร่วมประชุมอาจถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157
และระหว่างที่การเมืองบนยอดยังไม่เคาะ องค์กรที่ชะงักงันมานานอย่าง กสทช.ก็ยิ่งจมดิ่ง การประชุมบอร์ดล่มกลางคัน ต้องเลื่อนไปวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ขณะที่วาระสำคัญค้างการพิจารณากว่า 20 เรื่อง หนึ่งในนั้นคือชะตากรรมของ ‘ทีวีดิจิทัล’ ทั้งอุตสาหกรรม ที่ใบอนุญาตจะสิ้นสุดอายุในปี 2572 หรืออีกไม่ถึง 3 ปีข้างหน้า โดยสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) เรียกร้องให้บรรจุวาระแผนแม่บทกิจการโทรทัศน์เข้าสู่การประชุมบอร์ดหลายครั้ง แต่ยังไม่มีการประกาศแนวทางที่ชัดเจน จนผู้ประกอบการไม่สามารถวางแผนธุรกิจระยะยาวได้
เช่นเดียวกับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มสตรีมมิง (OTT) ที่ยังคลุมเครือไม่แพ้กัน ทั้งที่ข้อถกเถียงเรื่อง ‘อำนาจ’ ของ กสทช.ในการกำกับ OTT ดำเนินมายาวนาน กระทั่งบอร์ดเพิ่งได้ข้อสรุปว่า ‘ทำได้’ โดยจะสร้างกลไกร่วมกับหน่วยงานอื่นอย่าง ETDA แต่คำถามพื้นฐานยังไม่ถูกตอบว่าจะกำกับอย่างไร ด้วยเครื่องมือใด และจะสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันระหว่างสื่อดั้งเดิมที่แบกต้นทุนและกฎระเบียบเข้มงวด กับแพลตฟอร์มต่างชาติที่ยังอยู่นอกระบบการกำกับได้จริงหรือไม่
ทั้งหมดนี้คือโจทย์เชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมสื่อไทยที่รอไม่ได้ แต่กลับต้องมารอ เพราะองค์กรผู้ถืออำนาจตัดสินใจยังติดหล่มอยู่กับคำถามที่พื้นฐานยิ่งกว่า นั่นคือ แม้แต่ ‘ประธาน’ ขององค์กร ก็ยังไม่มีใครตอบได้ว่า มีสถานะทางกฎหมายหรือไม่ แล้วเช่นนี้ องค์กรที่ชื่อ กสทช.จะไปอย่างไรต่อ
ภาพ: อานันท์ ชนมหาตระกูล/ Thai News Pix
Tags: สรณ บุญใบชัยพฤกษ์, ประธาน กสทช.




