วันนี้ (31 มีนาคม 2569) เวลาประมาณ 12.00 น. สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ภาคเหนือของไทยยังคง ‘ย่ำแย่’ อย่างต่อเนื่อง โดยหลายพื้นที่ปรากฏค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และเชียงราย

จากข้อมูลบนเว็บไซต์ IQAir ที่รายงานสภาพคุณภาพอากาศพบว่า สถานีวัดคุณภาพอากาศบริเวณถนนช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มีดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) อยู่ที่ 352 ถือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ รวมถึงมีค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 251.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินกว่าค่า PM2.5 ที่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) กำหนดไว้ว่า ไม่ควรเกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ทั้งนี้จากการจัดอันดับบนเว็บไซต์ IQAir วันนี้ยังปรากฏว่า จังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่คุณภาพอากาศแย่มากที่สุดในโลก มี AQI เฉลี่ยอยู่ที่ 195 สูงกว่ากรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบียและกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ที่ AQI เฉลี่ยอยู่ที่ 171 และ 167 ตามลำดับ

ในวันเดียวกัน อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด 17 จังหวัดในภาคเหนือ เพื่อให้ดำเนินมาตรการลดผลกระทบด้านสุขภาพ ภายหลังหลายพื้นที่ในจังหวัดภาคเหนือเจอสถานการณ์ฝุ่นและมลพิษที่รุนแรง

อรรษิษฐ์เปิดเผยว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กในภาพรวมของประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะ 17 จังหวัดในภาคเหนือ ประกอบด้วย กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี

ทั้งนี้กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พิจารณาการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงให้ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดยกระดับการดำเนินงานตามมาตรการ เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างจริงจังและต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ โดยกำหนด 4 มาตรการ ดังนี้

1. ให้ติดตามสถานการณ์​ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทุกมิติ

2. หากพบจุดความร้อน (Hotspot) ที่เกิดจากการกระทำของบุคคล ขอให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

3. ให้ระดมทรัพยากรบุคลากรและอุปกรณ์ทุกชนิดในการดับไฟป่า เพื่อบรรเทาความรุนแรงจากเหตุดังกล่าว เพื่อให้เข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

4. ให้ประสานการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเพื่อระดมสรรพกำลังในทุกด้าน หากติดขัดปัญหาอุปสรรคใดๆ ให้ประสานกองบัญชาการฯ ผ่านกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (ปภ.) เพื่อสนับสนุนแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

นอกจากนั้นกองบัญชาฯ ได้สั่งการให้ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดรายงานสถานการณ์และผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ให้ทราบผ่าน ปภ.อย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติ

Tags: , , ,