หนึ่งในนโยบายสำคัญภายใต้โครงการเศรษฐกิจ 10 พลัส ของพรรคภูมิใจไทยคือ การลดค่าไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่หน่วยละ 3.94 บาท ให้เหลือเพียงหน่วยละ 3 บาท
ทั้งนี้เรื่อง ‘ค่าไฟฟ้า’ เป็นปัจจัยใหญ่ที่นักลงทุนต่างชาติใช้ตัดสินใจเลือกมาลงทุนในกลุ่มประเทศต่างๆ ค่าไฟแพง เท่ากับต้นทุนการผลิตก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้อัตราค่าไฟฟ้าของไทยนับว่าสูงเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน และถือว่าแพงกว่าอินโดนีเซียและเวียดนาม ที่เป็นคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค
ขณะเดียวกัน หากต้องการลดค่าไฟฟ้า เรื่องใหญ่อาจเป็นได้ทั้งการปรับโครงสร้างค่าค่าไฟฟ้าทั้งระบบ ทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และสัมปทานกับ ‘กลุ่มทุนพลังงาน’ ใหม่ทั้งหมด เพราะปัจจุบันกำลังการผลิตไฟฟ้าของไทยส่วนใหญ่อยู่ในมือภาคเอกชน ไม่ได้อยู่ภายใต้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และมี 2 ส่วนที่เป็นปัญหาคือ ค่าความพร้อมจ่ายไฟฟ้า เพื่อจ่ายให้โรงไฟฟ้าเดินเครื่องอยู่ตลอดเวลา และค่าพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้มีอัตรากำลังสำรองไฟฟ้าอยู่ตลอดเวลา โดยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan: PDP) ซึ่งตรงนี้หลายคนวิพากษ์ว่า สูงเกินจริง
นอกจากนี้ยังต้องแก้ปัญหาโครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟกับโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีสัญญาซื้อขายไฟระยะ 20-25 ปี และมีส่วนที่ทำให้โครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าสูงเกินไป จากกำลังการผลิตที่ ‘ล้น’ เกิน
ทั้งหมดนี้ ยังไม่รวมเรื่องการก่อนหน้านี้ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า กระบวนการซื้อขายไฟฟ้านั้นซับซ้อนและเอื้อต่อกลุ่มทุน ขณะเดียวกันบุคคลที่มีอำนาจกำหนดราคารับซื้อ กับบุคคลที่ลงนามในสัญญาซื้อขายอยู่ภายใต้อำนาจกลุ่มบุคคลเดียวกัน
ขณะเดียวกันพีระพันธุ์ยังเคยเปิดเผยกับ The Momentum ว่า ต้นตอราคาค่าไฟที่สูงมาจากปัญหาการผูกขาดไฟฟ้าของประเทศ โดยสาเหตุที่มีการผูกขาดเป็นเพราะ ไฟฟ้าของประเทศมีกำลังผลิตอยู่ระหว่าง 5.5-5.7 หมื่นเมกะวัตต์ ในจำนวนนี้ผลิตจากแก๊สประมาณ 1.8 หมื่นเมกะวัตต์ และเป็นการผลิตของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตของรัฐแค่ 30% ที่เหลือคือโรงไฟฟ้าเอกชน และในจำนวนที่เหลือของโรงไฟฟ้าเอกชนเป็นของกลุ่มเดียวแทบ 100%
และสาเหตุใหญ่ที่ทำให้พีระพันธุ์ต้องหลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมถึง สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ กระจัดกระจายไปยังพรรคอื่นเกือบทั้งหมด โดยเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ที่สุดคือที่พรรคภูมิใจไทย เป็นเพราะไปแตะเรื่องการ ‘ผูกขาดพลังงาน’
สำหรับรายละเอียดของพรรคภูมิใจไทยในการลดค่าไฟฟ้า ระบุเพียงว่า จะลดเหลือหน่วยละ 3 บาท สำหรับ 200 ยูนิตแรก และจะทำโซลาร์เซลล์ชุมชน ส่งไฟฟ้าถึงประชาชนโดยตรง ไม่ต้องผ่านตัวกลาง ทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลง
สำหรับเอกสารที่ส่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยจะใช้เงินอุดหนุน โดยคิดเป็นเงินอุดหนุนเฉลี่ยปีละประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาทต่อปี ใน 22 ล้านครัวเรือน
กระนั้นเอง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เคยออกมาระบุก่อนหน้านี้ว่า หากใช้ ‘ต้นทุน’ เดิม เป็นตัวคำนวณ นโยบายที่พรรคภูมิใจไทยกำหนดไว้อาจน้อยเกินไป โดย TDRI คิดตัวเลขว่า หากจะอุดหนุนให้ค่าไฟฟ้าเหลือเพียงหน่วยละ 3 บาท อาจทำให้ภาระทางการคลังอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาทต่อปี อีกทั้งการอุดหนุนแบบถ้วนหน้าอาจทำให้กลุ่มรายได้สูงได้รับประโยชน์โดยไม่จำเป็น และลดแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน
ต้องติดตามว่า พรรคภูมิใจไทยที่ยังแนบแน่นกับกลุ่มทุนพลังงาน แต่ก็มีฝันในเวลาเดียวกันว่าต้องการลดค่าพลังงาน ลดค่าไฟเหลือ 3 บาท โดยใช้เงินภาษีในการอุดหนุน ไม่แตะต้องกลุ่มทุน จะมีแนวทางในการปฏิบัติจริงอย่างไร
Tags: ภูมิใจไทย, ค่าไฟฟ้า, HouseofCards



