ผู้หญิงที่เกิดมาสำหรับเป็นชาววัง
ในบางอารมณ์ ความรักต่อเพศเดียวกันทำนองหญิงรักหญิงก็ย่อมเป็นไปได้สูง
ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่มีเสียงห้ามว่ามิควรจะให้เป็นไปเช่นนั้น

Be With Me (2005)

บ่ายวันจันทร์หนึ่งของปีพุทธศักราช 2551 ในชั้นเรียนวิชา TU 115 ผมดูภาพยนตร์สิงคโปร์เรื่อง Be with Me เป็นครั้งแรก สัมผัสเรื่องราวความรักของหลายชีวิต – พ่อหม้ายชรายังคงทำอาหารใส่ปิ่นโตไปเยี่ยมภรรยาที่โรงพยาบาล แม้เธอจะลาจากโลกไปแล้ว ยามอ้วนแอบรักสาวนักบริหารในอาคารที่เขาต้องรักษาความปลอดภัย และเรื่องของสาวรุ่นสองคนที่รู้จักกันทางอินเทอร์เน็ตจนนำไปสู่ความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง ภาพยนตร์เล่าเรื่องเรียบนิ่งเอื่อยเฉื่อย ทว่าฉากหนึ่งในตอนท้ายเรื่องกลับสั่นสะเทือนอารมณ์หลายริกเตอร์จนมิอาจลืมได้ลงจวบบัดนี้ ฉากนั้นคือ

ยามอ้วนเขียนจดหมายรักเสร็จสิ้น เขากำลังเดินเอาจดหมายไปส่งมอบให้นักบริหารสาว สาวรุ่นช้ำใจที่สาวรุ่นอีกคนซึ่งเคยเป็นคนรักของเธอเปลี่ยนใจไปจูบปากและนอนกอดกับคนอื่นที่เป็นผู้ชายแทน ขณะยืนอยู่บนตึกสูง เธอตัดสินใจกระโดดลงมา ร่างของเธอร่วงหล่นลงมาทับยามอ้วนที่กำลังจะเดินผ่านพอดิบพอดี

เป็นไปได้จริงๆ หรือ ความผิดหวังในกรณีของหญิงรักหญิงจะมีอานุภาพต่อการตัดสินใจถึงเพียงนี้

ต่อมาเมื่ออ่านพบเรื่องราวหนึ่งจากหน้าประวัติศาสตร์ไทย ผมหวนนึกถึงฉากสะเทือนอารมณ์แห่ง Be with Me อีกหน ภาพของมันวนเวียนซ้ำๆ ในความรู้สึก แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า 100 ปีก่อนหน้าที่ Be with Me จะเข้าฉายที่เมืองไทย เมื่อปีพุทธศักราช 2449 เคยมีสาวรุ่นใจเด็ดสายเลือดล้านนาตัดสินใจกระโดดตึกในพระมหานครด้วยความชอกช้ำจากกรณีหญิงรักหญิง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพระบรมมหาราชวัง

ความหมายของ ‘แม่หวานใจกันเอง’ ก็คือกรณีหญิงรักหญิงของแม่สาวชาววัง
หรือหากจะเรียกในอีกคำที่หลายคนคุ้นเคยก็คือการ ‘เล่นเพื่อน’


ภาพจิตรกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวสองสาวนางในที่กำลังสัมผัสเต้านมและเชยชมเรือนร่างของกันและกัน
ณ วัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี

หวานใจกันเอง

ผู้หญิงที่เกิดมาสำหรับเป็นชาววัง ในบางอารมณ์ ความรักต่อเพศเดียวกันทำนองหญิงรักหญิงก็ย่อมเป็นไปได้สูง ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่มีเสียงห้ามว่ามิควรจะให้เป็นไปเช่นนั้น นั่นเป็นเพราะพวกเธอใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีเพียงแต่ผู้หญิงเท่านั้น และด้วยจารีตประเพณีพวกเธอคงไม่ค่อยมีโอกาสได้รู้จักกับชายหนุ่มอื่นใด

หากใครเป็นคอวรรณกรรม เน้นย้ำไปอีกว่า หากใครเป็นแฟนพันธุ์แท้นักเขียนไทยอย่าง ไม้ เมืองเดิม คงเคยผ่านตาประวัติการเขียนนวนิยายในยุคแรกเริ่มของเจ้าของสำนวนลูกทุ่งผู้นี้มาบ้าง ก่อนหน้า ไม้ เมืองเดิม จะแจ้งเกิดมีชื่อเสียงเปรี้ยงปร้างในบรรณพิภพด้วยนวนิยาย แผลเก่า เขาเคยเผชิญความล้มเหลวจากการเขียนนวนิยายมาแล้วสามเรื่อง เริ่มจากนำเอาเรื่องราวประสบการณ์ชีวิตของตนเองมาเขียนเป็นนวนิยายสองเรื่อง แต่กลับไม่มีสำนักพิมพ์ใดสนใจจัดพิมพ์ให้เลย

เมื่อ เหม เวชกร ตั้งสำนักพิมพ์เองเพื่อออกหนังสือรายสิบวันในนาม ‘คณะเหม’ และได้จัดพิมพ์นวนิยายเรื่องชาววัง ให้กับ ไม้ เมืองเดิม ซึ่งตอนนั้นใช้นามปากกา กฤษณะ พึ่งบุญ มีคำโปรยปกว่าเป็นเรื่องราวของไก่แก่แม่ปลาช่อน และแม่หวานใจกันเอง กลายเป็นว่านวนิยายเรื่องนี้ต้องรองรับเสียงด่าถล่มเสียยับเยิน ก็เนื่องมาจากคำว่า ‘แม่หวานใจกันเอง’ จดหมายหลายฉบับมาถึงบรรณาธิการพร้อมถ้อยคำจำพวก “จะริรวมพวกเป็นนักประพันธ์ อย่าริเป็นนักพูดอย่างระยำๆ อย่างนี้ ไม่มีความรู้พอก็พร่ำพูดไปอย่างหมาเห่า พ่อแม่เห็นจะเคยเป็นอย่างนั้นกระมัง อยู่วังแล้วหวานใจกันเอง”

แท้แล้ว ความหมายของ ‘แม่หวานใจกันเอง’ ก็คือกรณีหญิงรักหญิงของแม่สาวชาววัง หรือหากจะเรียกในอีกคำที่หลายคนคุ้นเคยก็คือการ ‘เล่นเพื่อน’

ถึงแม้ว่านวนิยายเรื่อง ชาววัง ของ กฤษณะ พึ่งบุญ จะถูกถล่มว่าเขียนโดยคนที่ไม่มีความรู้พอ แต่ถึงอย่างไรก็รู้กันโดยทั่วไปว่ามีพฤติกรรมเกิดขึ้นจริงๆ จนดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดา จากหลักฐานที่เปิดเผยและหลงเหลือมาให้พอได้ทราบกันบ้างในปัจจุบันเกี่ยวกับกรณีหญิงรักหญิงของสาวชาววัง ร่องรอยอันเลื่องลือที่สุดเห็นจะไม่พ้นกรณีของ หม่อมสุดกับหม่อมขำ ข้าหลวงในกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ เพราะมีการบันทึกเป็นหลักฐานไว้ในรูปแบบกลอนเพลงยาวโดยฝีปากนักกลอนหญิงคนสำคัญช่วงต้นรัตนโกสินทร์ นั่นคือ คุณสุวรรณ โดยล้อเลียนความสัมพันธ์ลึกซึ้งแบบหญิงรักหญิงของหม่อมสุดและหม่อมขำผ่าน กลอนเพลงยาวเรื่องหม่อมเป็ดสวรรค์

หม่อมเป็ดก็คือ หม่อมขำ ซึ่งคุณสุวรรณเรียกตามที่กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพทรงตั้งฉายาให้จากท่าเดินที่มักจะออกกิริยาแบบผู้หญิง ขณะที่หม่อมสุดนั้น ถึงแม้ร่างกายจะเป็นผู้หญิง แต่กลับมีบุคลิกลักษณะเฉกเช่นผู้ชาย

การ ‘เล่นเพื่อน’ ระหว่างหม่อมสุดกับหม่อมขำ หากพิจารณาตามบทกลอนที่คุณสุวรรณบันทึกก็จะได้ความว่า ในตอนถวายงานรับใช้กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพที่ปลายพระแท่นบรรทมนั้น หม่อมสุดได้ดับเทียนเอาผ้าคลุมโปงแล้วกอดจูบหม่อมขำ เพราะนึกว่ากรมหมื่นอัปสรสุดาเทพได้บรรทมหลับแล้ว ดังปรากฏความในกลอนเพลงยาวว่า
เข้าชุลมุนวุ่นวายอยู่ปลายพระบาท             ก็คิดคาดเอาว่าคนหาเห็นไม่
จึ่งกระทำเอาแต่อำเภอใจ                            ด้วยแสงไฟมืดมิดไม่มีโพลง
กระซุบกระซิบซุ่มกายอยู่ปลายพระบาท      อุตลุดอุดจาดทำอาจโถง
เอาเพลาะหอมกรอมหุ้มกันคลุมโปง            จึ่งตรัสเรียกว่าคุณโม่งแต่นั้นมา

นอกจากกรณีหญิงรักหญิงของหม่อมสุดกับหม่อมขำแล้ว อีกร่องรอยหนึ่งซึ่งปรากฏหลักฐานถึงสาวชาววังที่มีความรักต่อเพศเดียวกัน คือกรณีของเจ้าหญิงยวงแก้วจากดินแดนล้านนา และกรณีนี้เองที่เมื่อผมได้อ่านแล้วรู้สึกสะเทือนใจ ทั้งยังหวนนึกไปถึงภาพยนตร์สิงคโปร์เรื่อง Be with Me

ถึงแม้จะเป็นสาวรุ่นสวยพริ้ง
หากเจ้าหญิงยวงแก้วกลับมีความรู้สึกนึกรักต่อผู้หญิงด้วยกัน
โดยผู้หญิงชาววังในอีกตำหนักหนึ่งที่เจ้าหญิงจากล้านนาหลงใหล
นั่นคือ หม่อมราชวงศ์หญิงวงศ์เทพ

เจ้าดารารัศมีและเหล่าประยูรญาติ
หนึ่งในนั้นคือ เจ้าหญิงยวงแก้ว สิโรรส (แถวล่างคนที่ 2 จากซ้ายมือ)
Photo: lesla.com

การตัดสินใจของเจ้าหญิงจากล้านนา

ปีพุทธศักราช 2449 ในพระบรมมหาราชวัง ไม่มีพระตำหนักใดอบอวลด้วยกลิ่นอายเมืองเหนือได้เท่าพระตำหนักแห่งพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ผู้เป็นพระธิดาเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ข้าหลวงและนางในประจำพระตำหนักแห่งนี้ทุกคนจะแต่งตัวแบบชาวเหนือ เกล้าผมยาว พร้อมทั้งจะต้องเล่นดนตรีเป็นอย่างน้อยคนละหนึ่งชนิด

พระตำหนักพระราชชายาเจ้าดารารัศมีครึกครื้นไปด้วยเสียงดนตรี โดยเฉพาะเสียงซอและเสียงจะเข้อันไพเราะ ข้าหลวงและนางในแห่งพระตำหนักยังเป็นที่เลื่องลือไปทั่วว่างดงามทั้งรูปโฉมและกิริยามารยาท โดยเฉพาะเจ้าหญิงเชื้อสายราชวงศ์เชียงตุงทรงเสน่ห์นามว่า ‘เจ้าหญิงยวงแก้ว’ สาวรุ่นวัยสิบเก้าที่ความสวยสดขจรขจายไปทั่วราชสำนักและตามวังของเสด็จในกรมต่างๆ

นอกจากจะมีรูปโฉมงามสะพรั่งแล้ว เจ้าหญิงยวงแก้วยังมีใจคอค่อนข้างเข้มแข็ง ด้วยสืบทอดสายเลือดมาจากเจ้าน้อยคำคงผู้เป็นบิดาและเป็นยอดนักเลงใหญ่แห่งนครเชียงใหม่ พระราชชายาเจ้าดารารัศมีรับตัวเจ้าหญิงยวงแก้วมาอยู่ด้วยในพระบรมมหาราชวังตั้งแต่อายุ 7 ขวบ โดยรับมาพร้อมกับเจ้าหญิงบัวชุม

ถึงแม้จะเป็นสาวรุ่นสวยพริ้ง หากเจ้าหญิงยวงแก้วกลับมีความรู้สึกนึกรักต่อผู้หญิงด้วยกัน โดยผู้หญิงชาววังในอีกตำหนักหนึ่งที่เจ้าหญิงจากล้านนาหลงใหล นั่นคือ หม่อมราชวงศ์หญิงวงศ์เทพ

ในหนังสือ เพ็ชร์ลานนา ซึ่งปราณี ศิริธร ณ พัทลุง เขียนเล่าถึงเรื่องราวของเจ้าหญิงยวงแก้วใช้คำอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหญิงล้านนากับหม่อมราชวงศ์หญิงวงศ์เทพว่าทั้งสองเป็น ‘แฟน’ กัน

อย่างไรก็ตาม จากบริบทแห่งยุคสมัย แท้แล้วคำที่ใช้ทดแทนความสัมพันธ์แบบดังกล่าวควรจะเป็นคำว่า ‘ชิ้น’ เจ้าหญิงยวงแก้วกับหม่อมราชวงศ์หญิงวงศ์เทพนับว่าเป็น ‘ชิ้น’ กัน ทว่าหม่อมราชวงศ์หญิงวงศ์เทพกลับมีสาวชาววังอีกคนเป็น ‘ชิ้น’ อยู่ก่อนหน้าแล้ว เธอชื่อ ‘หุ่น’  ดังนั้นระหว่างเจ้าหญิงยวงแก้วกับแม่หุ่น จึงต้องแข่งขันกันเพื่อที่จะเอาชนะใจของหม่อมราชวงศ์หญิงวงศ์เทพ

ด้วยมารยาหญิง และความปรารถนาชิงดีชิงเด่น สาวชาววังอย่างแม่หุ่นจึงปล่อยข่าวโพนทะนาว่าเจ้าหญิงยวงแก้วนำแก้วแหวนเงินทองเพชรพลอยที่ได้รับประทานจากพระราชชายาเจ้าดารารัศมีมาปรนเปรอหม่อมราชวงศ์หญิงวงศ์เทพเพื่อเอาใจ ลือกันจนมีนางในไปกราบทูลพระราชชายาว่า เจ้าหญิงยวงแก้วถูก ‘หลอกตุ๋น’ เมื่อพระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้ฟังความก็กริ้วเป็นที่สุด เรียกเจ้าหญิงเชื้อสายเชียงตุงเข้ามาพร้อมบริภาษอย่างรุนแรง ทั้งยังสำทับให้เอาของต่างๆ ที่เคยประทานให้มาคืนเสียให้หมด คาดโทษถึงขั้นจะส่งตัวกลับนครเชียงใหม่

ความอับอาย ความเสียใจ กลายเป็นความกลัดกลุ้มสุมอกเจ้าหญิงยวงแก้ว เป็นเวลา 2-3 วันแล้วก็ยังเอาของมาคืนพระราชชายามิได้ การถูกใส่ร้ายป้ายสีและเมื่อปรับทุกข์กับใครก็ได้รับแต่เสียงเย้ยเยาะเหยียดหยัน เจ้าหญิงรุ่นสาวจากล้านนารู้สึกอาภัพต่อโชคชะตาของตน คืนหนึ่งเจ้าหญิงยวงแก้วนอนปรับทุกข์กับเจ้าหญิงบัวชุม ซึ่งตอนนั้นสมรสกับเจ้าอุตรการโกศล (ศุขเกษม) แต่ได้มาเข้าพักในตำหนักของพระราชชายา หลายถ้อยคำตัดพ้อรำพันต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น ถึงแม้เจ้าหญิงบัวชุมจะช่วยปลอบใจให้คลายโศกลงบ้าง แต่แล้วใครเล่าจะคาดคิดถึงการตัดสินใจของเจ้าหญิงผู้ชอกช้ำจากการรักเพศเดียวกันในคืนวันนั้น

ตำหนักเจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในเขตพระราชฐานชั้นในภายในพระบรมมหาราชวัง
Photo: yourchiangmai.com

เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง สูงขึ้นไปจากพื้นคือชั้น 4 ของพระตำหนักพระราชชายาเจ้าดารารัศมี เจ้าหญิงยวงแก้วกระโดดทิ้งร่างตัวเองให้ร่วงหล่นลงมา เรือนร่างและรูปโฉมอันงดงามนั้นกองสลบอยู่กับพื้น ก่อนจะถูกหามไปรักษาที่โรงพยาบาลฝรั่งทางประตูผี และแล้ว ณ โรงพยาบาลฝรั่งแห่งนั้น เจ้าหญิงสาวรุ่นวัย 19 ผู้สืบเชื้อสายจากล้านนาก็หมดสิ้นลมหายใจ

เมื่ออ่านเรื่องดังกล่าวจบลง ผมรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายเศร้าระทมบนหน้ากระดาษ ในสมองของผมปรากฏภาพตัดสลับไปมา เจ้าหญิงยวงแก้วกระโดดลงมาจากพระตำหนักชั้น 4 สาวรุ่นในภาพยนตร์สิงคโปร์ Be with Me ทิ้งร่างมาจากตึกสูง ช่างคล้ายกันเหลือเกิน แม้จะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่อารมณ์ที่ได้จากการอ่านเรื่องราวในหน้าประวัติศาสตร์ และความเคลื่อนไหวในภาพยนตร์ก็ให้ความรู้สึกหม่นเศร้าไม่แตกต่างกัน

ส่งท้าย

ในภาพยนตร์ Be with Me ก่อนตัดสินใจฆ่าตัวตาย สาวรุ่นส่งข้อความไปหาสาวรุ่นอีกคนอันเป็นที่รักของเธอ ข้อความนั้นถูกลบทิ้งอย่างปราศจากความไยดี ขณะที่ในกรณีของเจ้าหญิงยวงแก้ว เธอพยายามส่งสารแห่งความบริสุทธิ์ของเธอ แต่กลับไม่มีใครเห็นอกเห็นใจ ทั้งยังมอบเสียงเย้ยหยัน ความรักที่มิอาจสื่อสารกันต่อไปอีกได้ ความผิดหวังที่เกิดขึ้นจากการถูกสะบั้นรักด้วยแล้ว ย่อมกลับกลายเป็นโศกนาฏกรรม

นี่หรืออำนาจรัก! ความรักที่ส่งเสียงขรมไปทั่วทุกห้องหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นความรักรูปแบบไหน ความรักระหว่างเพศใดต่อเพศใด ถึงแม้จะเป็นรักต่อเพศเดียวกันก็ยังทรงอานุภาพแห่งรัก

หลายบรรทัดที่ผ่านมาคือเรื่องราว ‘หวานใจกันเอง’ อันจบลงด้วยกลิ่นอายหม่นเศร้า วันวาเลนไทน์ ปีพุทธศักราช 2560 บางทีนี่อาจเป็นความพยายามสื่อสารความรักรูปแบบหนึ่งที่ผมพอจะทำได้

อ้างอิง

  • คุณสุวรรณ. (2507). กลอนเพลงยาวเรื่องหม่อมเป็ดสวรรค์ และ พระอาการประชวร ของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ. พระนคร: ศิวพร.
  • ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง.(2506). เพ็ชร์ลานนา. เชียงใหม่: โรงพิมพ์สุริวงศ์การพิมพ์
  • อาจินต์ ปัญจพรรค์. (2512). แด่ เหม เวชกร. กรุงเทพฯ: โอเลี้ยง 5 แก้ว
Tags: ,