1.
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาปกคลุมด้วยการ ‘ซื้อเสียง’ ครั้งใหญ่ เป็นการเลือกตั้งที่เงินสะพัดมากที่สุด
น้องที่รู้จักกันอยู่ที่หัวเมืองใหญ่ จังหวัดใหญ่ภาคอีสาน มีพรรคใหญ่มาซื้อเสียง 2 รอบ รอบละ 500 บาท พอคืนหมาหอนก็ซ้ำอีกรอบ รวมแล้วเป็น 1,500 บาท เป็นการเลือกตั้งที่ซื้อเสียงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เคราะห์ดีที่คนที่ซื้อมากที่สุด คราวนี้ไม่ได้รับเลือก
น้องอีกคนอยู่ในจังหวัดใหญ่ภาคกลาง ไม่ไกลกรุงเทพฯ ก่อนเลือกตั้งไม่นาน อสม.มาจดชื่อพร้อมกับแจกคนละ 500 บาท คืนหมาหอนก็ซ้ำอีกรอบ รวมเป็น 1,000 บาท ผลปรากฏว่าผู้สมัครคนนั้นได้รับเลือกเป็น สส.และก็เป็น สส.พรรคนั้นพรรคเดียวกันแบบยกจังหวัด
นอกเหนือจากกรุงเทพฯ เรื่องราวทำนองนี้ยังกระจายไปทั่วประเทศ ตัวเลขมีตั้งแต่ 500-2,000 บาท ‘กระสุน’ เป็นคำที่พูดกันทั่วไป ใครได้จาก สส.พรรคไหน เขตไหน เท่าไร ถูกนำมาเล่าขานกันเป็นเรื่องปกติ ราวกับว่าการซื้อเสียงเป็นเรื่องถูกกฎหมาย
ทั้งที่ความเป็นจริง โทษของการซื้อเสียงนั้นหนักหนาสาหัสมาก กรณีซื้อเสียง มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับ 2 หมื่น-2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี
แต่วิธี ‘บิด’ และ ‘หนี’ จากเรื่องนี้ทำได้มากมาย ระบบแบบไทยๆ มีสิ่งที่เรียกว่า หัวคะแนนฝังอยู่ตามชุมชน เป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่รับเงินมาอีกที หักหัวคิวอีกทอด ก่อนนำเงินไปแจก ไม่มีผู้สมัคร สส.คนไหน นำเงินไปแจกตรงๆ แต่อาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัว พูดคุย ก่อนจะยื่นซองให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งก่อนกลับ
ด้วยวิธีนี้ ชาวบ้านจึงแจ้งจับผู้ที่ ‘ซื้อเสียง’ น้อยมาก
ขณะเดียวกัน กฎหมายยังกำหนดโทษไว้อีกว่า หากชาวบ้านรับเงินจากผู้ซื้อเสียงก็อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายเช่นกัน ความหวาดกลัวนี้ทำให้หลายคนเลือกจะ ‘ไม่แจ้ง’ เพราะเกรงว่าแจ้งไปก็อาจถูกดำเนินคดีด้วย เพราะรู้ว่าแจ้งไปก็ไม่อาจสาวถึงตัวใหญ่ และด้วยอาศัยสายสัมพันธ์อันดีกับผู้ที่ให้เงิน ไม่มีใครอยากเอาคนที่รู้จักกัน สนิทกัน เข้าคุก
เรื่องพวกนี้ ชาวบ้านรู้ ข้าราชการรู้ นักข่าวรู้ มีเพียงหน่วยงานเดียวที่ไม่รู้คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ทำหน้าที่คุมกฎ และจัดการ ปราบปรามน้อยมาก
ความไม่เชื่อมั่นใน กกต.และรู้ว่าแจ้งไปก็ไร้ผล ทำให้การซื้อเสียงยังดำรงอยู่ และเจริญงอกงามในยุคนี้
2.
กลับมาที่เงินซื้อเสียง การเลือกตั้งแต่ละครั้ง ว่ากันถึงหลักพันล้าน หรือหลายพันล้าน ที่แต่ละพรรคการเมืองต้องเตรียมเงินไว้ก่อนเลือกตั้ง การเลือกตั้งถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ ที่แต่ละพรรคต้องทำการระดมทุนเตรียมไว้ล่วงหน้า
รอบนี้ทุกคนรู้กันดีว่ามี 3 พรรคการเมืองใหญ่ที่มีรายงานว่า ซื้อเสียงมากที่สุดแทบทุกภูมิภาคของประเทศนี้
วงจรของแต่ละพรรคการเมืองคือเข้าไปเป็นรัฐบาล ทำทุน หาเงินทอนจากโครงการทั้งโครงการเล็ก โครงการใหญ่
ในระยะเวลานับตั้งแต่การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ตัวเลข 30% ถือเป็นอัตรามาตรฐาน เพราะฉะนั้นโครงการของรัฐหลายแห่งจึงมีปัญหา เพราะถึงตั้งงบประมาณให้ใช้เท่าไร ก็ต้องหักไว้เป็นเงินทอน เงินสดอยู่ดี
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่รัฐบาลพยายามบอกว่า การคอร์รัปชันคือเรื่องของ ‘ดุลพินิจ’ และต้องแก้ปัญหาด้วยการลดขั้นตอนการขอใบอนุญาต หรือต้องทำระบบ e-Government
เพราะถึงจะทำให้ขั้นตอนมีความโปร่งใสในการคัดเลือกอย่างไร หากมีนาย A นาย B รอรับเปอร์เซ็นต์จากโครงการ ถึงที่สุด โครงการก็เละอยู่ดี ตึกก็ถล่ม เครนก็ถล่ม ถนนก็พัง ซ่อมแล้วซ่อมอีก
3.
วิธีหาทุนอีกวิธีหนึ่งคือ ‘รับความอนุเคราะห์’ จากนายทุนที่ทำธุรกิจกับรัฐบาล ทำงานกับสัมปทานรัฐบาล ให้เป็นสปอนเซอร์ให้กับพรรคการเมือง เพื่อเตรียมไว้ใช้สำหรับการเลือกตั้ง เงินทั้งหมดถูกถอนออกมาใช้จ่ายเป็นเงินสด แลกเป็นแบงก์ย่อย ก่อนส่งต่อไปให้ผู้บริหารพรรค ‘บริหารจัดการพื้นที่’
ก่อนเลือกตั้งใหญ่ไม่นาน วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บอกว่า มีการถอนเงินสดไว้ 450 ล้านบาท เป็นแบงก์ร้อยทั้งหมด และเรียกร้องให้ กกต.ตรวจสอบ ทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่ได้มีความคืบหน้าอะไรออกมา ทั้งที่เรื่องพวกนี้ ถึงอย่างไรก็พบความไม่ปกติ
และวิธีหาทุนอีกวิธีหนึ่งในการเลือกตั้งรอบนี้ ก็คือการรับเงินเทา รับเงินสแกมเมอร์ รับเงินพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เงินที่หมุนเวียนสำหรับการเลือกตั้งรอบนี้มีจำนวนมากผิดปกติ
แน่นอนว่าเจ้าของธุรกิจเทาเหล่านี้ต้องการให้รัฐบาลในอนาคตเป็น ‘ผู้คุ้มครอง’ ไม่ให้แตะถึงห่วงโซ่บนสุดได้ เงินสนับสนุนเหล่านี้ นอกจากสนับสนุนการดำเนินการของพรรคการเมืองแล้ว ยังเป็นค่าคุ้มครองที่จ่ายให้กับผู้บริหารประเทศ
ดังนั้น จึงอย่าแปลกใจว่าเพราะเหตุใด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จึงทำเรื่องยึดอายัดทรัพย์เพียงชาวต่างชาติ แทบไม่มีคนไทยเกี่ยวข้องเลยสักคน
4.
เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการประกาศดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 โดยไทยได้อันดับที่ 116 ของโลก และได้คะแนน 33 คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ 42 คะแนน
นอกจากนี้เมื่อเทียบกับโลก ไทยแย่ลง 9 อันดับ ต่ำกว่าลาว เวียดนาม อินโดนีเซีย และในภูมิภาคนี้ ไทยได้คะแนนเหนือกว่าเพียงฟิลิปปินส์ เมียนมา และกัมพูชา สะท้อนว่าสถานการณ์คอร์รัปชันของไทยเมื่อเทียบกับทั้งโลกถือว่าวิกฤตหนักกว่าเดิม
อ่านแล้วก็ไม่แปลกใจ เพราะทุกคนที่อยู่ในแวดวง กระทั่งอยู่ห่างๆ ก็รู้ว่า นอกจากประเทศนี้ GDP จะต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เป็นคนป่วยแห่งเอเชียแล้ว สถานการณ์คอร์รัปชันก็ยังย่ำแย่
หากปล่อยเช่นนี้ต่อไป ย่อมหมายความว่าประเทศนี้จะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้น้อยมาก หากใครจะริเริ่มธุรกิจใหม่ๆ จะต้องเจอกับปัญหาเงินทอน จะต้องจ่ายใต้โต๊ะทั้งหมด
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน (และน่าจะเป็นคนต่อไป) ประกาศท่าทีขึงขัง ว่าจะจัดการกับการทุจริตคอร์รัปชันให้ได้ โดยใช้คำเท่ๆ ว่าต้อง ‘กิโยตินกฎหมาย’ ทำให้ขั้นตอนต่างๆ ดึงดูดนักลงทุนได้มากขึ้น
แต่นายกฯ อนุทินย่อมรู้ว่า นั่นเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของการคอร์รัปชัน เอาง่ายๆ แม้แต่การเลือกตั้งที่ผ่านมา นายกฯ ก็ยังไม่ยอมรับว่ามีการซื้อเสียงกันอย่างกว้างขวาง ไม่แน่ใจว่านายกฯ จะรู้ไหมว่าหลังจากฤดูเลือกตั้งจบลง พรรคการเมืองต่างๆ วางแผน ‘ถอนทุน’ กันอย่างไร
5.
หลังเลือกตั้งจบลง เฟสต่อไปของการเมืองไทยคือ ฤดูจัดสรรผลประโยชน์ พรรคไหนได้กระทรวงไหน ใครได้คุมงบก้อนใด สส. รัฐมนตรีคนไหนได้ถืออำนาจอนุมัติโครงการอะไร
งบประมาณแผ่นดินจึงเปลี่ยนสถานะสู่การเป็น ‘กระแสเงินสด’ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการคือการวางคนคุมท่อเงิน โครงการเร่งรัดไม่ใช่เพราะประชาชนเดือดร้อน แต่เพราะต้องเร่งหมุนเงิน เร่งปล่อยเงิน
ด้วยเหตุนี้ นักการเมืองจำนวนไม่น้อยจึงไม่อยากเลือกตั้งบ่อย เพราะ ‘ทำทุน’ และ ‘ถอนทุน’ ไม่ทัน
เมื่อการเมืองเป็นธุรกิจ การเลือกตั้งคือการลงทุน การเป็นรัฐบาลคือช่วงเก็บเกี่ยว และการปฏิรูปการคอร์รัปชันที่แท้จริงซึ่งหมายถึงการตัดท่อเงิน จึงถูกเลื่อนออกไปทุกครั้ง ประเทศไทยวนอย่างนี้อยู่เรื่อยมา และจะวนเช่นนี้ต่อไป
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ใครชนะเลือกตั้งแต่คือระบบนี้จะอยู่ต่อไปอีกกี่รอบ
หากไม่ตัดวงจรนี้ ระบบของประเทศนี้ยังเป็นเช่นเดิม ฤดูเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นเพียงการระดมกระสุนรอบใหม่ และฤดูถอนทุนก็จะกลับมา หนักกว่าเดิม ใหญ่กว่าเดิม
คนที่จ่ายจริงไม่ใช่นักการเมือง แต่คือประชาชนที่ต้องจ่ายผ่านภาษีเงินได้ จ่ายผ่านภาษีมูลค่าเพิ่ม จ่ายผ่านคุณภาพชีวิตที่ลดต่ำลง จ่ายผ่านความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่รั้งท้ายต่อไปในภูมิภาค และจ่ายผ่านรัฐสวัสดิการที่ไกลเกินเอื้อม
หากปล่อยเช่นนี้ ประเทศไทยจะไม่เพียงแพ้ในสนามเศรษฐกิจ แต่จะกลายเป็นประเทศที่เหลือแต่โครงสร้าง เปลือกนอก และพิธีกรรมประชาธิปไตย
หากวันนี้แพ้เวียดนาม แพ้ลาว วันหน้าก็จะแพ้ประเทศอื่น และแพ้ทุกประเทศที่กล้าจัดการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
คำถามคือ เราจะยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดซ้ำอีกกี่ครั้ง เราจะยอมให้ประเทศเป็นอย่างนี้จริงหรือ ถ้าไม่ลุกขึ้นทำอะไร ประเทศนี้ก็ได้แค่นี้
ฤดูกาลเลือกตั้งผ่านไปแล้ว แต่ฤดูกาลถอนทุนเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง




