เชื่อหรือไม่ว่า ประเทศไทยยังคงมีการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง สาเหตุที่ถามเช่นนี้เนื่องจากในทุกครั้งที่มีข่าวการซื้อเสียงดังขึ้นมา กลับไม่มีเนื้อหาใดที่ระบุว่าผู้ซื้อถูกจับกุมจริงๆ เสียที หลายคนจึงมองว่า การซื้อเสียงอาจเป็นเพียงวาทกรรมที่มีคนพูดถึงเล่าลือกันมา แต่กลับไม่มีอยู่ในโลกของความเป็นจริง
ข้อมูลที่น่าสนใจคือคำร้องเรียนในการเลือกตั้งปี 2566 ที่มีการร้องเรียนว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองซื้อเสียงถึง 80 กรณี เรียงลำดับจากมากไปน้อยคือ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคอื่นๆ โดยรวมมีผู้ถูกร้องเรียน 174 คน แต่มีคนที่ถูกดำเนินคดีเพียง 27 คนเท่านั้น
แม้ว่าตัวเลข 27 คนจะเป็นกรณีเชิงประจักษ์ว่าการซื้อเสียงมีอยู่จริง แต่สิ่งที่น่าสงสัยคือ เหตุใดจำนวนผู้ที่ถูกจับจึงสวนทางกับคำร้องเรียนมากนัก
The Momentum พูดคุยกับเจ้าของประสบการณ์ที่เคยพบเห็นการซื้อเสียงด้วยตาของตัวเองใน 3 จังหวัด ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งปี 2566 รวมทั้งในปีนี้ที่พวกเขาเริ่มจับการเคลื่อนไหวบางอย่างที่ชี้ได้ว่า การสาดกระสุนในพื้นที่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
การอุปถัมภ์-บทบาทที่เอื้อให้เกิดการซื้อเสียง
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ หรือเพียง 6 วันก่อนการเลือกตั้งปี 2569 จะมาถึง ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเริ่มมีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้น ลูกเกด (นามสมมติ) ผู้ประกอบการในพื้นที่ซึ่งนักการเมืองมักจะเดินทางมาประชุมกันที่ร้านของเธอเล่าว่า เริ่มมีการเดินจดชื่อของแต่ละบ้านเป็นรายชื่อผู้ที่จะขอรับผลประโยชน์แลกกับการสนับสนุนนักการเมืองที่ลงแข่งขันในสนามเลือกตั้งในพื้นที่ดังกล่าว
“ปกติพื้นที่ของเราจะเป็นพื้นที่ของบ้านใหญ่ ซึ่งจะมีการซื้อเสียงกันตลอด บ้านใหญ่พวกนี้จะมีเครือข่ายอยู่กับองค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาล”
คนจ่ายมีชื่อตำแหน่งเป็น ‘มือปืน’ จะคอยจ่ายเงินผ่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัคร และประธานชุมชน โดยปกติจะมาจดรายชื่อ หากเป็นสมัยก่อน ใครยอมให้จดชื่อใส่สมุดคือยินดีลงคะแนนให้แน่นอน
ในการเลือกตั้งปี 2566 ในช่วงที่กระแสของพรรคก้าวไกลมาแรง ลูกเกดเล่าว่า มีอยู่ 2 พรรคการเมืองใหญ่ที่แข่งขันกันในอยุธยาคอยจดชื่อชาวบ้านในพื้นที่ จากนั้นก็นำเงินมาแจก วิธีการแจกไม่ได้ทำอย่างโจ่งแจ้ง หัวคะแนนจะนำเงินสดจำนวนหนึ่งใส่ในซองจดหมายที่เขียนชื่อและนามสกุลเอาไว้ แจกให้หัวหน้าครอบครัวหรือคนใดคนหนึ่งภายในบ้าน
ที่น่าสนใจคือ คนหนึ่งคนสามารถเป็นหัวคะแนนให้ได้มากกว่า 1 พรรคการเมือง
“สมมติบ้านนี้มี 3 เสียง ก็ใส่ซองมาให้ 3,000 บาท หัวคะแนนจะส่งมาให้เลย ลูกเกดเสริมว่า ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 บ้านใหญ่พรรคหนึ่งแจกเงิน 1,000 บาท ส่วนบ้านใหญ่อีกพรรคแจก 500 บาท ส่วนปีนี้ก็มีคนมาจดชื่อแล้วนะ แต่ยังคงเงียบอยู่ คิดว่าเดี๋ยวคงจะมาแจกกันแล้ว”
ทั้งนี้ไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาสจะได้เงินจากหัวคะแนน ลูกเกดให้ข้อมูลว่า หัวคะแนนจะดูว่าบ้านไหนคุยง่าย หากไปเจอคนของบ้านนั้นในจุดลับตาคน ก็อาจจะมีการตกลงกันระหว่างหัวคะแนนกับลูกบ้าน ไถ่ถามว่า ในบ้านมีกี่เสียงและอาจให้เงินมาทั้งก้อน คนรับเงินก็จะเอาเงินไปจ่ายให้ลูกหลานต่อ หรือจะเก็บเอาไว้เอง
“การเข้าถึงข้อมูลของคนในพื้นที่ก็ไม่ยาก ดูจากรายชื่อจากหน่วยเลือกตั้ง ไม่อย่างนั้นหัวคะแนนในพื้นที่ก็จะคอยประเมินและเก็บสถิติ หรือมีการซาวเสียงในพื้นที่ว่า ใครชอบพรรคการเมืองไหน ถ้าเขารู้ว่าพื้นที่นั้นไม่ได้เชียร์พรรคที่เขาสนับสนุน เขาก็อาจจะไม่แจก” ลูกเกดกล่าว
ที่สำคัญคือ ความผูกพันระหว่างนักการเมืองในท้องถิ่นกับคนในชุมชน ที่เกื้อกูลกันผ่านการร่วมงานบุญงานประเพณี จนกลายเป็นระบบอุปถัมภ์ในพื้นที่ ครั้งหนึ่งเธอเล่าว่า มีนักการเมืองเดินทางมากินอาหารที่ร้านค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยในร้านมีเครือข่ายอำนาจท้องถิ่น ทั้งอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.), พนักงานเทศบาล และประธานชุมชน อยู่ๆ นักการเมืองก็ประกาศว่าจะเลี้ยงค่าอาหารให้คนทั้งร้าน ก่อนจะควักเงินมาปึกหนึ่งเพื่อชำระค่าอาหาร ซึ่งสะท้อนให้เห็นการซื้อใจของเครือข่ายอำนาจท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อครอบครัวใดในชุมชนมีการจัดงานบุญงานประเพณีที่มีคนในชุมชนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมากๆ เหล่าเครือข่ายอำนาจท้องถิ่นเหล่านี้ก็จะพานักการเมืองท้องถิ่นหรือตัวแทนมาร่วมงาน รวมทั้งจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเป็นการสนับสนุน
“มันเป็นระบบอุปถัมภ์ เราเห็นหน้าเห็นตาคนบ้านใหญ่กันมาตลอด พรรคอื่นๆ เราไม่ค่อยเห็นหน้า คนเขาจึงอาจจะคิดว่าจะไปกาให้ทำไม เลือกคนบ้านเราก่อนดีกว่า”
สำหรับผู้ที่รับเงินแล้วยังคงให้คะแนนเสียงลูกเกดชี้ว่า เป็นเพราะความเกรงกลัวต่อนักการเมือง หากรับเงินมาแล้วไม่ลงคะแนนเสียงให้ อาจทำให้เกิดความเสี่ยงเมื่อนักการเมืองรู้ในภายหลัง ประกอบกับมุมมองที่ยังเห็นว่าการเมืองระดับประเทศเป็นเรื่องไกลตัว จึงเลือกที่จะรับเงินและลงคะแนนเสียงให้ อย่างไรก็ตามเธอเริ่มมองเห็นว่า การแจกเงินเพื่อซื้อคะแนนเสียงจากคนในชุมชนเริ่มใช้ไม่ได้ผล และเลือกนักการเมืองด้วยเหตุผลอื่น
“อย่างคราวที่แล้วเลือกตั้งนายกเทศบาล คนเก่าแจก 1,000 บาท ผู้ท้าชิงหน้าใหม่ก็แจก 1,000 บาทเท่ากัน แต่คนเก่าอยู่มาหลายสมัย ชาวบ้านเริ่มเบื่อ สุดท้ายเลยเปลี่ยนไปเลือกคนใหม่ ทั้งที่แจกเงินเท่ากัน ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส
“ถ้าเป็นโซนชุมชนเก่าจะได้คะแนนเพราะผูกพันกับบ้านใหญ่ งานศพ งานบวช งานแต่งงาน บ้านใหญ่ก็ส่งคนมาตลอด แต่ถ้าเป็นโซนหมู่บ้านเอื้ออาทร หรือการเคหะฯ ที่เป็นหนุ่มสาวโรงงานคะแนนจะตกน้ำเยอะ คนรับเงินมาแต่ไม่กาให้ แจกไป 3,000-4,000 บาท ก็ยังได้คะแนนไม่เป็นไปตามเป้า
“คนเลือกตัวคนหรือนักการเมืองท้องถิ่น แต่ไม่เลือกพรรคหรือกาคนละเบอร์ เหมือนคราวก่อนที่ สส.เขตในอยุธยามีคะแนนนำ แต่คะแนนบัญชีรายชื่อเป็นของพรรคส้มหรือก้าวไกล ชาวบ้านเขาเริ่มมองแยกกัน” ลูกเกดระบุ
หัวคะแนนได้อะไร
ก๊อบ สมาชิกในครอบครัวที่เป็นหัวคะแนนของพรรคการเมืองหนึ่งในจังหวัดตรัง ให้ข้อมูลว่า ครอบครัวของเธอมีนักการเมืองท้องถิ่นที่รับงานมาจากพรรคการเมืองให้ลงพื้นที่เพื่อคุยกับชาวบ้าน เพื่อสำรวจว่าชุมชนนั้นมีแนวโน้มจะลงคะแนนเสียงให้กับพรรคการเมืองใด
“เขาจะเข้าไปคุยกับชาวบ้านแบบมีชั้นเชิง ถามเป็นภาษาใต้ว่ารอบนี้จะเลือกเบอร์อะไร หรือขอให้เลือกนักการเมืองคนนั้นคนนี้ได้ไหม ถือว่าช่วยกันเอง แล้วเขาจะให้เงินโดยจะเรียกเงินนั้นว่า สินน้ำใจ และย้ำว่าเป็นเงินที่พรรคการเมืองเป็นคนหามาเอง ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน แจกคนละ 500-600 บาท”
ก๊อบอธิบายว่า นักการเมืองจะกำหนดเป้าหมายว่าต้องได้คะแนนเสียงจากแต่ละพื้นที่เป็นจำนวนเท่าไร นักการเมืองอาจกำหนดให้ได้คะแนนเสียงจากชุมชนหนึ่งให้ได้ 500 เสียงจาก 700 เสียงทั้งหมู่บ้าน ซึ่งหัวคะแนนในฐานะผู้ที่รับงานจะสำรวจข้อมูลตามบ้านว่า มีสมาชิกกี่คนที่มีสิทธิเลือกตั้ง หากได้ข้อมูลครบตามจำนวนที่กำหนดแล้ว ก็จะนำเงินก้อนที่รับมาจากพรรคการเมืองมาแจกจ่ายให้ในภายหลัง
“หัวคะแนนจะได้ส่วนแบ่งประมาณ 10% จากยอดเงินทั้งหมดที่พรรคการเมืองโอนเข้ามาให้ซื้อเสียง สมมติได้งบมา 5 หมื่นบาท หัวคะแนนจะได้เงินต่างหาก 5,000 บาท ไม่รวมกับเงินที่ตัวเองได้รับในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย” ก๊อบระบุ
ในกรณีที่การซื้อเสียงไม่ได้ผล คะแนนไม่เป็นไปตามเป้าที่พรรคการเมืองกำหนด สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับหัวคะแนนมีอยู่ 2 รูปแบบ รูปแบบที่ 1 คือไม่เกิดอะไรขึ้นเลย กับรูปแบบที่ 2 ก๊อบใช้คำว่า เคสแดง หากทำไม่ได้ตามเป้าอาจเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้ แล้วแต่เงื่อนไขของนักการเมืองและพรรคการเมือง
“หัวคะแนนในบางพื้นที่จึงไม่กล้ารับงานของบางพรรค เพราะประเมินแล้วว่ากระแสของพรรคที่ขอให้เขาเป็นหัวคะแนนอาจจะสู้กระแสของอีกพรรคการเมืองไม่ได้ เลยเลือกที่จะเอาเงินไปคืน เพราะกลัวเรื่องความปลอดภัย”
ใช้ความสัมพันธ์จัดตั้งหัวคะแนน
สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา อดีตผู้สื่อข่าวการเมืองที่เคยลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ติดตามประเด็นซื้อเสียงในพื้นที่เมื่อปี 2554 ระบุว่า มีโอกาสได้ลงพื้นที่ฝังตัวกับหัวคะแนนซึ่งมักเป็นผู้นำชุมชน เช่น นายก อบต., ประธานสภา อบต. หรือสมาชิก อบต. พบว่า ในท้องถิ่น คนในชุมชนมีวัฒนธรรมการต่อรองกับเครือข่ายอำนาจ
“บางสถานการณ์มันไม่ใช่การซื้อเสียงแบบเอาเงินยื่นแบบตรงๆ แต่มันเหมือนวัฒนธรรมต่อรองว่า คุณลงมา คุณมีอะไรมาให้ฉันบ้าง เช่น พูดเชิงหยอกล้อ ขอของ ขอเบียร์อะไรแบบนั้น ซึ่งผมไม่คิดว่ามันตัดสินผลการเลือกตั้งโดยตรง แต่มันสะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ”
ดังนั้น การจะซื้อใจให้คนในชุมชนลงคะแนนเสียงเลือกนักการเมืองคนใดคนหนึ่งจึงไม่ใช่การจ่ายเงินให้แล้วจบ แต่เป็นการสร้างรากฐานของความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับคนในท้องถิ่น สถาพรเล่าว่า นักการเมืองท้องถิ่นจะเริ่มไปปรากฏตัวในงานแต่ง งานบวช งานศพของคนในชุมชนมากขึ้นในช่วงใกล้เลือกตั้ง เพื่อสร้างความผูกพันกับชุมชน
“พอเป็นคนสนิท กลายเป็นคนใกล้ชิดมันทำให้คนรู้สึกเกรงใจ หรือกังวลว่าถ้าตัวเองไม่ทำตาม คนที่ดูแลตนอยู่จะพาให้เดือดร้อน ความกดดันจึงไม่ได้มาจากเงินอย่างเดียว แต่มาจากความสัมพันธ์และความผูกพันในชุมชนด้วย”
ทั้งนี้การซื้อเสียงอาจจะตามมาหลังจากนั้น และใช้ระบบเครือข่ายที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจของสถาพรพบว่า ในการลงพื้นที่พบว่า หัวคะแนนหนึ่งคนจะต้องหาคะแนนมาโหวตให้นักการเมือง 5 เสียง ทำให้พรรคการเมืองประเมินได้ว่า ควรจะลงแรงกับการซื้อเสียงไปเท่าไร และได้คะแนนเสียงกลับมาเท่าไร
สถาพรเปรียบเทียบรูปแบบการซื้อเสียงในปี 2554 กับปัจจุบันว่า อาจมีความแตกต่างกัน ปัจจุบันอาจมีความแนบเนียนขึ้น แตกต่างจากสมัยก่อนที่มีการแจกกันอย่างโจ่งแจ้ง มีการจัดงานเลี้ยง ล็อกกลุ่มลงคะแนน พอมายุคหลังมีความเป็นระบบเครือข่ายความสัมพันธ์ ทั้งยังมีความพยายามเปลี่ยนคำเรียกตัวเองจากคำว่า ‘หัวคะแนน’ เป็น ‘ผู้ช่วยหาเสียง’ ซึ่งทำหน้าที่เสมือนสนับสนุนการทำงานของพรรคการเมืองปกติ และเลี่ยงนิยามที่ผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม การจะจับให้ได้ไล่ให้ทันการซื้อเสียงนั้นทำได้ยาก แม้ว่าจะเกิดความผิดปกติตั้งแต่การถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารเป็นจำนวนมากในช่วงใกล้เลือกตั้ง แต่การจะบ่งบอกได้ทันทีว่าเป็นเงินที่นำไปซื้อเสียงนั้นต้องมีหลักฐาน หรือต้องอาศัยการยอมรับของผู้รับเงินเองว่าเป็นการซื้อเสียงด้วย
“ต่อให้เราถ่ายภาพตอนจ่ายเงินได้ เขาก็ยังอ้างได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายอย่างอื่น เช่น ค่าจ้างทีมงาน ค่าจ้างช่วยหาเสียง ไม่จำเป็นต้องเป็นการซื้อเสียง และต้องมีฝั่งคนรับยืนยันด้วยว่าถูกซื้อเสียง ถ้าคนรับไม่ยอมรับ แล้วบอกว่าเป็นค่าจ้างช่วยหาเสียง แบบนั้นก็ไม่ผิดตามกฎหมายเลือกตั้งในแง่ซื้อเสียง”
อย่างไรก็ดีสถาพรมองว่า การซื้อเสียงในยุคปัจจุบันนั้นไม่ได้ผลแล้ว และต้องระมัดระวังในการใช้คำดังกล่าว เพราะอาจกลายเป็นวาทกรรมที่ดูถูกคนในพื้นที่ ประชาชนอาจจะรับเงินแล้วลงคะแนนเสียงให้ หรือจะรับแล้วแต่ไปลงคะแนนเสียงให้กับพรรคการเมืองอื่นได้
“เพราะฉะนั้น เวลาเราพูดว่าพื้นที่ไหนได้ สส.จากการซื้อเสียง มันไม่ใช่แค่กล่าวหานักการเมือง แต่กำลังลดทอนการตัดสินใจของประชาชนด้วย โดยเฉพาะบางภูมิภาคที่ถูกตีตราเรื่องนี้มานาน” อดีตผู้สื่อข่าวการเมืองระบุ
สถาพรจึงแนะว่า แทนการไปจับผู้ที่ซื้อเสียงซึ่งพิสูจน์ยาก ควรมุ่งประเด็นไปที่ว่า คนเลือกพรรคการเมืองหนึ่งจากการซื้อเสียงจริงหรือไม่ หรือเขาเลือกด้วยเหตุผลอื่นมากกว่า ซึ่งจะช่วยยืนยันว่า เงินแต่ละก้อนที่นักการเมืองใช้เพื่อผลประโยชน์ในทางมิชอบในการเลือกตั้งนั้นได้ผลหรือแห้วกันแน่
“ผมเชื่อว่าคนไทยมีน้อยมากๆ ที่ตัดสินใจเลือกเพราะได้เงินมาอย่างเดียว ไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำ คนมีเหตุผลอื่นมากกว่านั้น และเราควรหยุดการเหมารวมว่าพื้นที่ไหนได้นักการเมืองจากการซื้อเสียง เพราะมันเหมือนดูถูกคนในพื้นที่ ควรไปหาสาเหตุจริงๆ ว่าทำไมเขายังเลือกนักการเมืองแบบนั้นมันอาจมีปัจจัยอื่นแฝงอยู่” สถาพรกล่าว
อ้างอิง
https://theactive.thaipbs.or.th/data/elect-ect-case
Tags: การเมือง, เลือกตั้ง69, ซื้อเสียง




