เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ไทยและเมียนมาเพิ่งมีกรอบความร่วมมือผ่าน TOR และจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานอย่างเป็นทางการ
ความร่วมมือระหว่างไทยกับเมียนมาในการรับมือปัญหามลพิษข้ามแดนดังกล่าว เริ่มต้นจากการที่ ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี (ตำแหน่ง ณ ขณะนั้น) เดินทางไปหารือกับฝ่ายเมียนมาเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ก่อนที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะใช้เวลาเกือบ 1 ปี จึงสามารถจัดทำและลงนามในข้อตกลงความร่วมมือ (TOR) ได้
หลังจากใช้เวลาเกือบ 1 ปีเพื่อให้ได้กรอบความร่วมมือแล้ว TOR นี้ จะพาไทยไปถึงการแก้ปัญหาที่ต้นทางได้จริงหรือไม่ เพราะในระหว่างที่การเจรจาดำเนินไป ปัญหาสารพิษได้ขยายจากแม่น้ำไปสู่ดิน พื้นที่เพาะปลูก และอาหารที่ประชาชนบริโภค
แล้วรัฐบาลไทยมีศักยภาพและความจริงจังเพียงใดในการรับมือกับปัญหาทั้งต้นทางและปลายทาง และจะทำอย่างไรไม่ให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมกลายเป็นวิกฤตด้านอาหาร สุขภาพ และชีวิตของประชาชนในอนาคต
ตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาสารพิษแม่น้ำ
เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ไทยและเมียนมาเดินหน้าจัดทำกรอบความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน โดยคณะรัฐมนตรีไทยเห็นชอบ TOR ของคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่าง 2 ประเทศ พร้อมมอบหมายให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ลงนาม เพื่อให้เริ่มประสานงานและดำเนินการร่วมกันอย่างเป็นทางการ
ภายใต้ TOR จะมีการจัดตั้ง Joint Working Group ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานของทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อร่วมติดตาม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ โดยเฉพาะผลกระทบจากเหมืองแร่ที่ไหลลงสู่แม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย ทั้ง 2 ฝ่ายจะจัดทำแผนแม่บทระยะ 3 ปี แบ่งเป็นแผนปฏิบัติการรายปี รวมถึงกำหนดมาตรฐาน จุดเก็บตัวอย่าง และวิธีการเก็บข้อมูลคุณภาพน้ำร่วมกัน ตลอดจนพิจารณาผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
รัฐบาลไทยมองว่าการได้ TOR ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ หลังจากมีการหารือกันมาเป็นเวลานาน โดยตั้งเป้าให้คณะทำงานเริ่มดำเนินการโดยเร็ว แม้กรอบจะกำหนดให้ประชุมอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง แต่การลงพื้นที่และการประสานงานสามารถดำเนินการได้มากกว่านั้น และยังเปิดทางให้นักวิชาการจากประเทศอื่นเข้ามาสนับสนุนด้านวิชาการได้
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือ การประสานงานกับรัฐบาลกลางเมียนมาอาจไม่เพียงพอต่อการจัดการปัญหาในพื้นที่ เนื่องจากพื้นที่ต้นทางยังมีกลุ่มต่างๆ ที่มีอำนาจและอิทธิพลแตกต่างกัน ทำให้ต้องติดตามว่า กรอบความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การแก้ปัญหาในพื้นที่จริงได้มากน้อยเพียงใด
ข้อกังวล TOR ไทย-เมียนมา
ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวว่า หนึ่งในข้อกังวลต่อ TOR ไทย-เมียนมาคือ เนื้อหาในข้อตกลงมีเงื่อนไขเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูล โดยกำหนดว่าข้อมูลจากการตรวจสอบตาม TOR จะไม่สามารถเปิดเผยได้ เว้นแต่ทั้งฝ่ายไทยและเมียนมาจะลงนามยินยอมร่วมกัน
หลักการดังกล่าวควรเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือข้อมูลทั้งหมดควรเปิดเผยเป็นหลัก และหากข้อมูลใดมีเหตุผลด้านความมั่นคง หรือเหตุจำเป็นอื่นจึงค่อยกำหนดให้เป็นความลับ โดยทั้ง 2 ฝ่ายสามารถตกลงร่วมกันเป็นกรณีไป
“มันต้องเปิดเผย ยกเว้นในบางกรณีที่กระทบกับความมั่นคง หรือกระทบอะไรที่สำคัญมากๆ ค่อยเป็นแบบปิดก็ได้ แต่เหมือนกับว่าเราเริ่มต้นด้วยการปิดบัง มันไม่โปร่งใสตั้งแต่แรก
“การที่เรามี TOR ฉบับนี้ หรือมี Joint Working Group จาก TOR ฉบับนี้ ไม่ได้ทำให้เราได้ประโยชน์อะไรเลย อาจทำให้เราเป็นลบด้วยซ้ำไป”
ทั้งนี้ การลงนามใน TOR ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการตั้งคณะทำงานเพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกันทันที แต่เป็นการตั้ง Joint Working Group เพื่อวางแผนและกำหนดแนวทางการตรวจสอบ เช่น จะตรวจพื้นที่ใด จุดไหน และใช้กระบวนการอย่างไร
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรเกิดขึ้นในทางปฏิบัติคือ การลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกันระหว่างไทยกับเมียนมา เพราะหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ตรวจสอบเพียงฝ่ายเดียว ก็อาจเกิดข้อสงสัยต่อกระบวนการ วิธีการ และผลการตรวจได้ เช่น หากฝ่ายไทยตรวจแล้วพบค่าปนเปื้อนสูง ฝั่งเมียนมาอาจตั้งคำถามว่าผลตรวจของไทยน่าเชื่อถือเพียงใด เช่นเดียวกัน หากเมียนมาเป็นผู้ตรวจ ฝ่ายไทยก็ควรมีสิทธิเข้าร่วมตรวจสอบ เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นข้อมูลและลดข้อสงสัยซึ่งกันและกัน
นอกจากนี้ยังเห็นถึงความแตกต่างในองค์ประกอบของ Joint Working Group โดยฝั่งเมียนมามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเข้ามาร่วมหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานด้านเหมืองแร่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ฝั่งไทยกลับไม่มีหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง เช่น กรมทรัพยากรธรณี หรือกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เข้ามาอยู่ในองค์ประกอบอย่างที่ควรจะเป็น
นอกจากองค์ประกอบของคณะทำงานและแนวทางการตรวจสอบจะยังมีข้อจำกัดแล้ว การทำงานของรัฐบาลก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน ขณะที่คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน ซึ่งติดตามเรื่องนี้มีข้อมูลจำนวนมาก และพยายามเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาหารือ แต่รัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงที่เกี่ยวข้องกลับไม่ได้เข้าร่วมประชุมในหลายครั้ง
“เราเห็นความไม่จริงจังตั้งแต่ในส่วนของสัดส่วนของคณะทำงานแล้ว เราเห็นความไม่จริงจังตั้งแต่การไม่ได้มีการต้องลงพื้นที่ตรวจร่วมกันแล้ว ก็เป็นเรื่องยากที่จะคาดหวังว่า การปฏิบัติงานหลังจากนั้นจะจริงจังกว่าเนื้อหาที่กำหนดไว้ใน TOR
“ตอนนี้ปัญหาคือรัฐมนตรีหรือรัฐบาลเองที่จะเป็นหัวเรือในการขับเคลื่อน เป็นคนที่มีอำนาจอนุมัติงบประมาณ เขาไม่ใส่ใจ เป็นเหตุผลที่ทำให้ประชาชนยังไม่เกิดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการแก้ไขปัญหา”
แก้ปัญหาต้นทางและปลายทาง
ภัทรพงษ์กล่าวว่า แนวทางที่รัฐบาลควรดำเนินการต่อกรณีปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรีคือ รัฐบาลต้องเร่งจัดการปัญหา 2 ส่วนคือ ‘ต้นทาง’ และ ‘ปลายทาง’ โดยในส่วนต้นทางจำเป็นต้องเร่งเจรจาระหว่างประเทศให้มีความชัดเจนและจริงจังมากกว่าที่เป็นอยู่
ภัทรพงษ์ระบุว่า ปัญหานี้ครอบคลุมหลายประเทศ ทั้งเมียนมา ลาว และไทย จึงไม่สามารถพูดคุยกันแค่ระหว่างไทยกับเมียนมาได้ ขณะเดียวกัน เมียนมาเองก็มีความขัดแย้งภายในประเทศ ทำให้ไม่อาจคาดหวังให้เมียนมาจัดการปัญหานี้เพียงฝ่ายเดียวได้
“ปัญหาที่ใหญ่ขนาดนี้ คุยกันแค่ 2 ประเทศไม่ได้ การทำเหมืองแร่ในเมียนมามีความเชื่อมโยงกับจีน เพราะแร่ต่างๆ รวมถึงแรร์เอิร์ธจากเมียนมาถูกส่งไปยังจีน ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงต้องพูดถึงจีนด้วย”
โดยไทยควรเป็นแกนนำในการผลักดันการเจรจาแบบพหุภาคีระหว่างไทย เมียนมา ลาว และจีน เพราะไทยเป็นประเทศที่รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ประเทศอื่นต่างมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำเหมืองแร่ดังกล่าว
“คนที่ต้องเป็นแกนนำในเรื่องนี้ต้องเป็นรัฐบาลไทย เพราะไม่มีทางเลยที่ประเทศอื่นที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่า หรือว่ามีผลประโยชน์ จะเป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องกดดันในทุกช่องทางเท่าที่ประเทศไทยทำได้ แต่ปัจจุบันรัฐบาลไม่เคยกดดันเลย”
ทั้งนี้ แนวทางที่รัฐบาลไทยใช้ผลักดันเรื่องนี้ได้ มีทั้งกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation: LMC) ไปจนถึงการเจรจาทางธุรกิจภายใต้กรอบอาเซียน-จีน โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ที่กำลังพัฒนาไปสู่ฉบับที่ 3.0 ซึ่งมีประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อยู่ด้วย
ในส่วนของคณะอนุกรรมาธิการฯ คณะทำงานได้รวบรวมข้อมูลและข้อสรุปต่างๆ ยื่นต่อสถานเอกอัครราชทูตจีนแล้ว โดยมองว่าเป็นการดำเนินการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมกว่าการทำงานของรัฐบาลในปัจจุบัน
ภัทรพงษ์ยอมรับว่า คณะกรรมาธิการฯ ไม่มีอำนาจไปสั่งการหน่วยงานแทนรัฐมนตรี แต่จะใช้ข้อมูลที่รวบรวมได้ผลักดันต่อไป ขณะนี้คณะทำงานมีข้อมูลจำนวนมาก และจะเชิญรัฐมนตรีเข้ามาหารืออย่างต่อเนื่อง หากรัฐมนตรีไม่มา ก็เป็นการสะท้อนว่าไม่ให้ความสนใจต่อปัญหา
“คณะกรรมาธิการฯ ยังคงเดินหน้าทำงานต่อ โดยมีแผนจัดทำข้อเสนอเป็นรูปเล่มในลักษณะคล้ายคู่มืออย่างละเอียดว่า ปัญหานี้ควรได้รับการแก้ไขอย่างไร ก่อนส่งต่อให้คณะรัฐมนตรีนำไปใช้”
หากยังไม่เร่งแก้ ปัญหาจะลุกลามทั่วประเทศ
ปัจจุบันไทยเริ่มเผชิญปัญหาการปนเปื้อนในดินเพาะปลูกอย่างหนัก โดยเฉพาะพื้นที่เชียงใหม่และเชียงราย เพราะการสะสมของสารพิษดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน แต่หากยังไม่มีการจัดการ ปัญหาจะไม่จำกัดอยู่เพียง 2 จังหวัดนี้
“เมื่อปีที่แล้วเราเคยพูดกันว่า หากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน มันจะไม่จบอยู่แค่ภาคเหนือ เพราะมลพิษสามารถไหลลงไปตามลำน้ำ และอาจขยายไปถึงพื้นที่ภาคอีสานที่มีแม่น้ำโขง รวมถึงภาคใต้ที่มีแม่น้ำกระบุรีด้วย หลังจากเราพูดถึงเรื่องนี้ได้ไม่นาน ก็พบปัญหาที่แม่น้ำสาละวินเพิ่มขึ้นมาอีก และในแม่น้ำโขงทางภาคอีสานก็ตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐานในช่วงเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว
“สิ่งที่เราเคยเตือนกันไว้ว่า หากไม่เร่งจัดการ ปัญหาจะลุกลาม วันนี้เราเห็นแล้วว่ามันกำลังลุกลามจริงๆ และหากเรายังล่าช้าต่อไป ปัญหาที่เรากำลังเผชิญก็จะรุนแรงและขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ”
แม้จะมีข้อมูลจากหน่วยงานวิชาการที่พบว่าค่าสารหนูในดินบางพื้นที่สูงเกินมาตรฐานหลายเท่า แต่รัฐบาลไทยยังไม่มีแนวทางจัดการเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม จึงเสนอให้มีการจัดทำข้อมูลและแผนที่พื้นที่ปนเปื้อนอย่างชัดเจน พร้อมวางแผนร่วมกับเกษตรกรเป็นรายปีว่า พื้นที่ใดปลูกพืชชนิดใดได้บ้าง
หากพื้นที่ใดมีการปนเปื้อนจนไม่สามารถปลูกพืชเดิมได้ รัฐบาลควรมีมาตรการชดเชยและเยียวยาเกษตรกร รวมถึงช่วยให้เปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น โดยชดเชยส่วนต่างของรายได้หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ภัทรพงษ์กล่าวว่า จังหวัดต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบต่างพยายามดำเนินการเท่าที่สามารถทำได้ แม้บางเรื่องอาจทำได้มากกว่านี้ แต่แต่ละจังหวัดก็มีภารกิจจำนวนมากอยู่แล้ว สิ่งที่คณะอนุกรรมาธิการฯ พยายามทำคือรวบรวมข้อมูลและแจ้งให้จังหวัดทราบ เนื่องจากหลายครั้งหน่วยงานส่วนกลางมีข้อมูล แต่ข้อมูลดังกล่าวกลับไม่ได้ส่งไปถึงหน่วยงานในจังหวัด คณะทำงานจึงพยายามทำเว็บไซต์เพื่อให้จังหวัดต่างๆ เข้าถึงผลการตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
ทั้งนี้สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มักเรียกตัวเองว่า ‘ครัวโลก’ แต่การเป็นครัวโลกต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากภาคเกษตร ขณะที่พื้นที่ฟาร์มซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการปนเปื้อนเพิ่มขึ้น
ท้ายที่สุด เรื่องนี้จะไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป หากแต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ สุขภาพ และการดำรงชีวิตของประชาชน
“มันไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม ตอนนี้มันคือปัญหาชีวิตของประชาชน”
Tags: สารปนเปื้อน, วิกฤตสิ่งแวดล้อม, แม่น้ำ, มลพิษข้ามพรมแดน, เมียนมา, โลหะหนัก, แม่น้ำปนเปื้อน, เหมืองแร่, ภาคเหนือ, ประชาชน, Feature, พรมแดน, มลพิษ, แม่น้ำกก, สิ่งแวดล้อม, สารหนู, สารพิษ, แม่โขง




