78 ครั้ง คือจำนวนเหตุสังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2537-2566 โดยมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ทั้งสิ้น 348 ราย จากงานวิจัยเรื่อง ความชุก ลักษณะทางประชากรและทางคลินิกของเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2537-2566 ซึ่งจัดทำโดยบุคลากรคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และข้อเสนอแนะจากการวิเคราะห์ทางจิตเวชศาสตร์ และในช่วงเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน คงต้องเพิ่มจำนวนของเหตุการณ์และผู้สูญเสียมากขึ้นไปอีก เพราะเรายังไม่นับรวมเหตุการณ์กราดยิงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2567 จนถึงเหตุการณ์วันนี้ ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ซึ่งล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ราย
เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น คำถามยอดฮิตที่วนเวียนกลับมาทุกครั้งคือ “ปืนมันหาง่ายเหรอ” “ประเทศไทยยังมีกฎหมายควบคุมปืนอยู่หรือเปล่า” ซึ่งอันที่จริงประเทศไทยมีกฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ปี 2490 ซึ่งมี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมฉบับล่าสุดเมื่อปี 2543 ก่อนจะมีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 87/2557 แก้ไขมาตรา 6 ในปี 2557 ซึ่งเป็นการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายนี้ร่วมกันเท่านั้น
อย่างไรก็ดี เมื่อคำถามเดิมๆ เกิดขึ้นซ้ำๆ ในวันที่เหตุการณ์กราดยิงหรือสังหารหมู่วนกลับมา แสดงว่าคำถามเหล่านั้นไม่เคยได้รับคำตอบที่ชัดเจน และยังสะท้อนว่า ปัญหาที่เคยเกิดขึ้น แม้จะเป็นปัญหาเดิมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ แต่กลับไม่ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นเลย
ถอดแล้วถอดอีก บทเรียนกราดยิงไทย
งานวิจัยเรื่อง ความชุก ลักษณะทางประชากรและทางคลินิกของเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2537-2566 ซึ่งจัดทำโดยบุคลากรของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2567 ให้นิยามคำว่า ‘กราดยิง’ (Mass Shooting) คือเหตุการณ์ที่มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคล พยายามที่จะฆ่าคนด้วยอาวุธปืน โดยที่มีผู้ถูกยิง (ไม่ว่าจะได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต) อย่างน้อย 3 รายหรือมากกว่า โดยมีอย่างน้อย 1 ราย ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ก่อเหตุในบริเวณใดบริเวณหนึ่งหรือหลายบริเวณ
ส่วนคำว่า ‘สังหารหมู่’ (Mass Murder) คือการทำให้เสียชีวิตโดยมีเหยื่อรวม 3 รายหรือมากกว่าในเหตุการณ์เดียวกัน โดยไม่นับรวมผู้ก่อการ โดยไม่มีเวลาแยกห่างระหว่างการสังหารในแต่ละเหตุการณ์
ในงานวิจัยฉบับดังกล่าว ยังย้อนสำรวจเหตุการณ์กราดยิงและสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2537-2566 พบว่ามี 78 กรณี และมีผู้ถูกปลิดชีพไปแล้ว 348 ราย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงานวิจัยทำการวิจัยเฉพาะช่วงปี 2537-2566 จึงไม่ได้รวมเหตุการณ์กราดยิงและสังหารหมู่ในประเทศไทยที่เกิดขึ้นหลังปี 2566 เป็นต้นมา ซึ่งยังมีอีกหลายเหตุการณ์เกิดขึ้น
เหตุการณ์ที่ทำให้คนไทยตื่นตัวกับคำว่ากราดยิงกันมากขึ้น คือเหตุการณ์กราดยิงในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 8 ล่วงมาจนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 โดยผู้ก่อเหตุใช้ปืนที่ชิงมาจากคลังเก็บอาวุธของทหารยิงผู้คนหลายจุด ก่อนเข้าไปกราดยิงประชาชนที่กำลังจับจ่ายใช้สอยในห้าง Terminal 21 Korat เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 29 ราย และบาดเจ็บ 57 ราย
ในตอนนั้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกฯ กล่าวอย่างชัดเจนว่า จะมีการ ‘ถอดบทเรียน’ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ก่อเหตุเพื่อป้องกันเหตุเกิดซ้ำ ขณะที่กองทัพบกประกาศเพิ่มความปลอดภัยของคลังเก็บอาวุธ เปิดช่องให้ทหารชั้นผู้น้อยที่ถูกเอารัดเอาเปรียบร้องเรียนได้ และจะเข้มงวดในการถือครองอาวุธปืนของกำลังพล
ที่สำคัญคือ ประเด็น ‘ปืนสวัสดิการ’ โครงการที่เจ้าหน้าที่รัฐสามารถซื้ออาวุธปืนได้อย่างถูกกฎหมายในราคาที่ย่อมเยา ก็กลายเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาพูดถึง ซึ่ง พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบกในเวลานั้น ประกาศว่า จะยกเลิกโครงการปืนสวัสดิการของกองทัพบก และทำให้การอนุมัติซื้อปืนส่วนตัวของทหารเข้มงวดมากขึ้น
จากกรณีที่สร้างความสะเทือนใจแก่ชาวโคราชและชาวไทยทั้งประเทศ เหตุการณ์กราดยิงก็ไม่ได้หายไป แต่ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ และบางเหตุการณ์รุนแรงยิ่งกว่า หากวัดจากจำนวนผู้เสียชีวิต เช่น กรณีสังหารหมู่ศูนย์เด็กเล็ก จังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2565 โดยอดีตตำรวจซึ่งใช้ ‘ปืนสวัสดิการ’ และมีดก่อเหตุ ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมผู้ก่อเหตุ 38 ราย เหตุกราดยิงที่สยามพารากอน เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2566 โดยเยาวชนวัย 14 ปี ที่ใช้อาวุธปืน Blank Gun ดัดแปลง ก่อเหตุยิงประชาชนภายในห้าง และเหตุการณ์ที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569
ทุกเหตุการณ์ที่ว่ามานี้ ภาครัฐอ้างว่าจะ ‘ถอดบทเรียน’ ทุกครั้ง ตั้งแต่ปราบปรามปืนเถื่อนและการขายออนไลน์ อุดช่องโหว่สิ่งเทียมอาวุธ งดใบอนุญาตนำเข้าและค้าเพิ่มเติม ให้ผู้ที่ครอบครองแจ้งทะเบียน ทบทวนความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะและสถานศึกษา
แน่นอนว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี ในวันนี้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ใครสักคนในภาครัฐ จะออกมาบอกกับประชาชนว่า “เราจะถอดบทเรียน” ตามมาด้วยมาตรการอะไรสักอย่าง ซึ่งก็อาจจะซ้ำกับสิ่งที่พวกเขาเคยประกาศเอาไว้ ตั้งแต่เหตุการณ์กราดยิงหรือสังหารหมู่ในรอบก่อนหน้านี้
เมื่อเหตุสะเทือนขวัญจากอาวุธปืนนั้นเกิดขึ้นไม่รู้จบ มีเหตุการณ์ที่ 1 แล้วตามมาด้วยเหตุการณ์ที่ 2, 3, 4 และ 5 แสดงว่าการถอดบทเรียนของรัฐไม่มีประสิทธิภาพ หรือเป็นเพียงลมปากที่พูดเพื่อให้ประชาชนที่อยู่ในความหวาดผวา ใจชื้นขึ้นมาบ้างว่ารัฐจะแก้ไข แต่จริงๆ แล้ว ประเทศไทยแทบไม่แก้ไขหรือถอดบทเรียนอะไรจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
คำถามซ้ำวนเวียน ‘ทำไมคนไทยมีปืนง่าย’
หากเอาข้อมูลการได้อาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุกราดยิงหรือสังหารหมู่ในเหตุการณ์ที่คนไทยจดจำมากที่สุด จะพบว่า แหล่งที่มาของอาวุธปืนมาจากหลายแหล่งไม่ซ้ำกัน
– เหตุกราดยิงโคราช ผู้ก่อเหตุชิงอาวุธปืนมาจากค่ายทหาร ซึ่งเป็นอาวุธราชการ
– เหตุสังหารหมู่หนองบัวลำภู ผู้ก่อเหตุใช้ปืนสวัสดิการที่ซื้อมาขณะที่เป็นตำรวจ
– เหตุกราดยิงสยามพารากอน ผู้ก่อเหตุซื้อปืน Blank Gun ดัดแปลงจากออนไลน์
– เหตุกราดยิงที่ตลาดองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร เป็นปืนที่ผู้ก่อเหตุซื้ออย่างถูกต้องตามกฎหมาย
– เหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี ในวันนี้ เป็นปืนที่มีทะเบียนเป็นชื่อปู่ของผู้ก่อเหตุ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น คล้ายกับว่าคนไทยเข้าถึงอาวุธปืนได้อย่างเสรี ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เหมาะสมและมีคุณสมบัติในการครอบครองอาวุธนี้หรือไม่ แต่แท้จริงแล้ว เรามีกฎหมายที่กำกับควบคุมการถือครองอาวุธปืนอยู่คือ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเมื่อ 79 ปีที่แล้ว มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมฉบับล่าสุดเมื่อปี 2543 และมีประกาศ คสช.ฉบับที่ 87/2557 แก้ไขมาตรา 6 ในปี 2557
สำหรับเกณฑ์การขออนุญาตซื้อและมีอาวุธปืนสำหรับประชาชน มีดังนี้
– บรรลุนิติภาวะ
– มีอาชีพและรายได้
– มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และมีชื่อในทะเบียนบ้านในท้องที่ที่ยื่นคำขอไม่น้อยกว่า 6 เดือน
– ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 13 เช่น มีประวัติความผิดบางประเภท เป็นคนไร้ความสามารถหรือวิกลจริต หรือมีความประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
– ผู้ที่ต้องการถือครองอาวุธปืน ต้องถือครองโดยมีวัตถุประสงค์คือ ป้องกันตัวหรือทรัพย์สิน การกีฬา หรือการยิงสัตว์
ประชาชนที่ต้องการมีอาวุธปืนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต้องเริ่มจากการยื่นขอใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน (ป.3) ต่อนายทะเบียน โดยผู้ที่ยื่นจะต้องแสดงเอกสาร เช่น บัตรประชาชน หลักฐานการประกอบอาชีพ รายได้หรือทรัพย์สิน และหนังสือรับรองความประพฤติ รวมถึงเอกสารเฉพาะกรณี เช่น หนังสือรับรองการเป็นนักกีฬาหากผู้ขอขอเพื่อใช้เพื่อการกีฬา เมื่อได้รับ ป.3 จึงสามารถซื้อหรือรับโอนอาวุธปืนจากร้านค้า จากนั้นให้นำอาวุธปืนพร้อม ป.3 และเอกสารที่เกี่ยวข้องกลับไปให้กับนายทะเบียนตรวจสอบ หากมีรายละเอียดถูกต้อง ครบถ้วน นายทะเบียนจึงจะบันทึกเข้าทะเบียน และออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (ป.4) เสร็จขั้นตอนนี้ ก็ถือว่าผู้ขอสามารถมีและใช้อาวุธปืนโดยถูกต้องตามกฎหมาย
ส่วนข้าราชการนั้น การถือครองปืนมีหลายกรณี เช่น ปืนราชการ ปืนส่วนตัวของข้าราชการ และปืนสวัสดิการข้าราชการ โดยปืนราชการนั้น ตำรวจหรือทหารที่มีความจำเป็นต้องใช้ปืนในการรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันประเทศ หรือรักษาทรัพย์สินสำคัญของรัฐ ไม่จำเป็นต้องขอหนังสืออนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (ป.3) หรือนำปืนไปตรวจและขึ้นทะเบียนใบอนุญาตให้มีและใช้ปืน (ป.4) แต่สามารถเบิกหรือรับมอบตามระเบียบของหน่วยงานได้
แต่ในส่วนของการซื้อปืนส่วนตัว หรือปืนสวัสดิการข้าราชการ ข้าราชการประจำการบางกลุ่มยังคงครอบครองได้ด้วยกระบวนการที่ผ่อนปรนกว่าประชาชน และมีสิทธิพิเศษมากกว่า เช่น ราคาของปืนที่ข้าราชการผู้ที่เข้าร่วมโครงการปืนสวัสดิการข้าราชการได้ จะได้ปืนมาครอบครองในราคาที่ต่ำกว่าตลาดทั่วไป
แม้ว่ากฎหมาย พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 จะลบข้อครหาว่า ไทยไม่มีกฎหมายควบคุมอาวุธปืน หากแต่กฎหมายดังกล่าวก็ใช่ว่าจะไม่มีช่องโหว่ในการบังคับใช้
ประการแรกคือ กฎหมายมุ่งเน้นที่การสแกนคนที่ขอซื้อปืนในตอนแรก มากกว่าการติดตามพวกเขาภายหลังจากได้ปืนไปครอบครองแล้ว ไม่ได้ย้อนกลับมาดูว่า ผ่านไปแล้ว 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี บุคคลที่เคยได้ปืนไปครอบครองนั้นยังควรที่จะมีปืนไว้ในครอบครองหรือไม่
แม้ว่า พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 65 จะระบุว่า หากภายหลัง ผู้รับใบอนุญาตกลายเป็นบุคคลที่กฎหมายจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ เจ้าตัวต้องแจ้งพฤติการณ์นั้น และส่งมอบปืน กระสุน และใบอนุญาตให้นายทะเบียน และต้องมีการเพิกถอนใบอนุญาต มาตรา 66 ให้อำนาจนายทะเบียนหรือรัฐมนตรีเพิกถอนใบอนุญาต
หากตรวจพบว่า ผู้ถือใบอนุญาตเป็นบุคคลที่ไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้แล้ว เมื่อถูกเพิกถอน ต้องส่งมอบปืน กระสุน และใบอนุญาตให้นายทะเบียน และมาตรา 68 ซึ่งน่าสนใจมาก หากมีเหตุสงสัยว่า ผู้ถือใบอนุญาตกลายเป็นบุคคลต้องห้ามบางประเภท เช่น ไม่มีอาชีพ-รายได้ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือมีความประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง นายทะเบียนสามารถเรียกให้ทำประกันหรือทัณฑ์บนได้ และหากไม่สามารถปฏิบัติได้ ก็นำไปสู่การเพิกถอนใบอนุญาตได้
แต่คำถามก็คือ แม้มีบทบัญญัติให้ติดตามผู้ถือครองอาวุธปืนเอาไว้อยู่ในตัวบทกฎหมายแล้ว รัฐในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมาย ตรวจสอบเจ้าของปืนนับล้านกระบอกมากน้อยแค่ไหน ใครจะเป็นคนส่งสัญญาณว่า ผู้ที่ถือครองปืนอยู่ไม่เหมาะที่จะครอบครองปืนอีกต่อไป
หากย้อนดูเหตุการณ์สังหารหมู่ที่จังหวัดหนองบัวลำภูเมื่อปี 2565 ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นอดีตตำรวจ และถูกให้ออกจากราชการเนื่องจากคดียาเสพติด ทั้งยังมีประวัติพฤติกรรมก้าวร้าว และเคยถูกผู้บังคับบัญชายึดปืนเอาไว้ชั่วคราว แต่แม้ว่าตัวผู้ก่อเหตุจะมีประวัติที่ไม่ดี แต่เขายังคงมีปืนที่ซื้ออย่างถูกต้องตามกฎหมาย อันมีสถานะเป็นทรัพย์สินส่วนตัวและมีใบอนุญาตครอบครอง และปืนนี้เอง ที่ถูกใช้ในการก่อเหตุสลดในศูนย์เลี้ยงเด็ก
ทั้งนี้ แม้ในวันที่ 18 ตุลาคม 2565 คณะรัฐมนตรีจะเห็นชอบมาตรการให้การขอใบอนุญาตครอบครองอาวุธ เพิ่มเอกสารในส่วนของใบรับรองแพทย์ หนังสือรับรองจากต้นสังกัด หรือหนังสือรับรองจากนายจ้าง แต่เหล่านี้ก็เป็นเพียงกระบวนการอันเป็นปราการด่านแรกที่ผู้ให้อนุญาตจะสแกนได้ในเบื้องต้น เมื่อมีใครสักคนเข้ามาขอครอบครองปืน ยังไม่นับรวมว่า ผู้ที่ให้ใบอนุญาตมีการฮั้ว หรือมีการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อให้ผู้ขออนุญาตผ่านปราการนี้ได้สะดวกขึ้นหรือไม่ โดยไม่ตรวจข้อมูลและคุณสมบัติของผู้ขออนุญาตอย่างถี่ถ้วนตามที่ควรจะเป็น
แต่คำถามสำคัญก็คือ ภาครัฐมีระบบติดตามผู้ที่ได้รับปืนไปครอบครองแล้วอย่างไร และหากผู้ครอบครองมีพฤติการณ์เสี่ยง เช่น ถูกให้ออกจากราชการจากคดียาเสพติด มีประวัติใช้ยาเสพติด มีอาการคลุ้มคลั่งอันจะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่น ภาครัฐมีมาตรการอย่างไรในการเรียกคืนอาวุธปืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุโศกนาฏกรรม
ต่อมาคือความ ‘ล้าหลัง’ ของ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ซึ่งต้องยอมรับกันตามความเป็นจริงว่า กฎหมายถูกร่างขึ้นในช่วงที่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย ทั้ง Facebook, Instagram หรือการซื้อขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต การซื้อขายอาวุธปืนหรือสิ่งเทียมอาวุธปืนที่สามารถดัดแปลงให้ใช้ก่อเหตุสลดได้ จึงเป็นกรณีที่กฎหมายตามไม่ทัน จึงเป็นที่มาว่า เหตุใดเด็กอายุไม่ถึง 15 ปี จึงเข้าถึงสิ่งเทียมอาวุธอย่าง Blank Gun ดัดแปลง มาใช้ก่อเหตุภายในห้างสรรพสินค้าใจกลางกรุงได้
ขณะเดียวกัน กฎหมายดังกล่าวไม่ได้บัญญัติมาตรฐานวิธีการเก็บรักษาปืนเอาไว้อย่างชัดเจน ภายในบ้านเราจึงอาจได้เห็นปืนตั้งหราคล้ายกับเป็นของตกแต่งบ้าน แต่แท้จริงแล้วปืนดังกล่าวใส่กระสุนและใช้งานได้ หรือปืนอาจถูกเก็บเอาไว้ในลิ้นชัก ในตู้ หรืออยู่ในจุดที่ใครสักคนเข้าถึงได้ง่าย ดังนั้นเมื่อไม่มีการบัญญัติมาตรฐานการเก็บรักษา ก็นำไปสู่คำถามเรื่องการหยิบฉวยเอาอาวุธปืนจากคนรอบข้างมาก่อเหตุกราดยิงหรือสังหารหมู่ ดังเหตุการณ์โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ในวันนี้
มากไปกว่านั้น แม้ว่ากฎหมายจะมีระบบติดตามทางทะเบียนเมื่ออาวุธปืนสูญหาย โอน ย้ายที่อยู่ หรือเจ้าของเสียชีวิต แต่ยังไม่มีระบบที่กำหนดให้เจ้าของปืนทุกคนต้องนำปืนและใบอนุญาตกลับมาตรวจสอบเป็นระยะ ดังนั้นปืน 1 กระบอกที่มีผู้ขออนุญาตครอบครองอย่างถูกกฎหมาย และปืนได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้วเช่นกัน หากมีการเปลี่ยนมือโดยไม่ผ่านกระบวนการตามกฎหมาย ก็อาจจะเปลี่ยนไปเป็นปืนของใครสักคนโดยที่รัฐไม่รับรู้ก็เป็นได้
ปืนไทยในมือพลเรือน คือระเบิดเวลา
ขอ ป.3 → รัฐตรวจประวัติและความจำเป็น → ได้ ป.3 → ซื้อปืน → นำปืนไปตรวจและขึ้นทะเบียน → ได้ ป.4 เมื่อการจะถือครองปืนไม่ใช่เรื่องยาก และขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของรัฐที่มีอำนาจให้หรือไม่ให้ครอบครอง โอกาสที่ปืน 1 กระบอกจะไปอยู่ในมือพลเรือนก็ไม่ใช่เรื่องยากเช่นกัน
Small Arms Survey เปิดเผยข้อมูลการถือครองอาวุธปืนของพลเรือนไทยเมื่อปี 2017 ว่า มีอยู่ 10.34 ล้านกระบอก หรือในประชากร 100 คน จะมีการถือครองปืนอยู่ราว 15.1 กระบอก ตัวเลขนี้ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีอัตราปืนในมือพลเรือนสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ที่น่าตกใจก็คือว่า ในจำนวนปืน 10.34 ล้านกระบอกนั้น มีอยู่ 4.12 ล้านกระบอก ที่เป็นปืนที่ไม่ได้จดทะเบียน และมีอีกกว่า 6.22 ล้านกระบอก เป็นปืนที่จดทะเบียนแล้ว
ในวันที่ทุกอย่างชี้ชัดแล้วว่า สิ่งที่ภาครัฐพยายามทำ อย่างการให้คำตอบกับสังคมทุกครั้งภายหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เป็นสิ่งที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ดังนั้นหากรัฐยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจน เอาจริงจังกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และการถอดบทเรียนยังเป็นเพียง ‘ลมปาก’ ที่ไม่มีภาคปฏิบัติหรือไม่เป็นรูปธรรม ปืน 10.34 ล้านกระบอกตามค่าประมาณเมื่อปี 2017 ก็คงเป็น ‘ระเบิดเวลา’ ที่รอวันเป็นเครื่องมือเพื่อก่อโศกนาฏกรรมครั้งใหม่ โดยที่เราไม่รู้เลยว่า เหยื่อของปืนแต่ละกระบอกนั้นจะเป็นใคร และไม่รู้ว่าเมื่อไรที่มันจะย้อนกลับมาสร้างความหวาดกลัวให้กับสังคมไทยอีก
อ้างอิง:
– https://www.dopa.go.th/public_service/service_guide286/view287
– https://digital.car.chula.ac.th/cujss/vol54/iss1/5/
– https://www.dopa.go.th/public_service/service_guide286/view289
Tags: โรงเรียน, เทพศิรินทร์, เทพศิรินทร์ นนทบุรี, Feature, ปืนเถื่อน, อาวุธปืน, การขออนุญาตครอบครองปืน, กราดยิง, ครอบครองปืน, ปืน, อาวุธ, โศกนาฏกรรม, นักเรียน




