ในการประชุมคณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ. สธ.) เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา มีการประชุมวาระเร่งด่วน เพื่อพิจารณาความผิดวินัยร้ายแรงของ หมอจุ๊ก-นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย และอดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา ที่ปัจจุบันเป็นผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาชน กรณีจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในโครงการแพทย์ชนบทบุกกรุง ช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เมื่อปี 2564

ครั้งนั้นที่ประชุมดังกล่าวมีมติ 3:3 เสียง โดย 3 เสียงที่เห็นชอบให้ปลดนายแพทย์สุภัทรเป็นข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย และนายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต

ขณะที่อีก 3 เสียงซึ่งเป็นตัวแทนนอกกระทรวงสาธารณสุขไม่เห็นชอบให้ปลดนายแพทย์สุภัทร ได้แก่ วราภรณ์ ตั้งตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน, นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล และวชิรา ตีรกรวิเศษภักดี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารและการจัดการ

เนื่องจากมติที่ในประชุมเท่ากันที่ 3:3 เสียง ทำให้ พัฒนา พร้อมพัฒน์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นประธานในการประชุม ยกมือออกเสียงเห็นชอบให้ ‘ปลด’ นายแพทย์สุภัทรออกจากราชการ ด้วยคะแนนทั้งสิ้น 4:3 เสียง

ทว่าในการประชุมดังกล่าว คณะตัวแทนจากสํานักงานข้าราชการพลเรือนที่ไม่เห็นชอบให้ปลด ได้ขอนำวาระดังกล่าวไปพิจารณาในคณะกรรมการชุดใหญ่ของสํานักงานข้าราชการพลเรือน ทำให้ที่ประชุม อ.ก.พ. สธ.ยังไม่สามารถปลดนายแพทย์สุภัทรจากราชการได้

แล้วนายแพทย์สุภัทรทำอะไรผิด?

ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของกรณีที่เกิดขึ้น เมื่อปี 2564 มีการระบาดของโรคโควิด-19 รุนแรง โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ทำให้นายแพทย์สุภัทรตัดสินใจร่วมในโครงการแพทย์ชนบทบุกกรุง เพื่อจัดหาซื้อชุดตรวจ ATK เข้าไปในช่วยเหลือพื้นที่กรุงเทพฯ ในราคาชุดละ 230 บาท ซึ่งราคาถูกกว่าของกรมอนามัยและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ตั้งราคากลางไว้ที่ 350 บาท และ 450 บาทตามลำดับ

ต่อมาเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2566 กระทรวงสาธารณสุขออกคำสั่งแต่งตั้งให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกับนายแพทย์สุภัทรกรณีจัดหาซื้อชุดตรวจ ATK โดยกล่าวหาว่า แบ่งซื้อ 5 ครั้ง วงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อครั้ง จึงอาจฝ่าฝืนกับระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2566

แน่นอนว่าในช่วงเวลาที่สอบสวนนายแพทย์สุภัทรนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมีชื่อว่า อนุทิน ชาญวีรกูล ไม้เบื่อไม้เมากับชมรมแพทย์ชนบท 

ในช่วงที่อนุทินเป็น ‘หมอหนู’ หลายนโยบายของกระทรวงถูกคัดค้านจากชมรมแพทย์ชนบท ไม่ว่าจะเป็นการจัดการโรคโควิด-19 หรือนโยบายเรือธงที่หลายคนอาจลืมไปแล้วอย่าง ‘กัญชาเสรี’

ล่าสุด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อยออกมาโพสต์ผ่าน Facebook ส่วนตัวระบุว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นยุทธการเตะตัดขาสกัดกั้นไม่ให้ตนเข้าสภาฯ อย่างแน่นอน เนื่องจากกระแสของตนมาแรงมากในพื้นที่จังหวัดสงขลา

“คนเปิดเกมนี้คิดผิดแน่นอน ผมยิ่งมุ่งมั่น ยิ่งเดินเต็มที่เพื่อหาเสียง พี่น้องชาวหาดใหญ่ล้วนมีความรู้ เข้าใจความจริง คนหาดใหญ่และคนไทยทั้งประเทศรักความเป็นธรรม การใช้วิชามารแบบนี้ทำให้กระแสสีส้มยิ่งแรงขึ้นทั้งพรรคและผู้สมัคร”

นายแพทย์สุภัทรยังระบุด้วยว่า เหตุผลประการสำคัญที่ทำให้เรื่องนี้ถูกบรรจุเข้าสู่ที่ประชุม อ.ก.พ. สธ. คือเมื่อเขาลงพื้นที่ร่วมกับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน เพื่อเร่งรัดการจ่ายเงินซ่อมแซมน้ำท่วมบ้าน 4.95 หมื่นบาท จนอนุทินโกรธจัด บอกว่าหน้าที่ทวงเงินค่าซ่อมบ้านไม่ใช่หน้าที่นักการเมือง และไม่ใช่หน้าที่ธนาธร

ทั้งนี้ในบทสัมภาษณ์ “ผมคิดว่าถึงเวลาที่ผมต้องลุกขึ้นสู้” นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ เมื่ออดีตหมอชนบทเข้าสู่สนามการเมือง ที่ The Momentum มีโอกาสได้พูดคุยกับนายแพทย์สุภัทรแบบตัวต่อตัว (เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569) ตอนหนึ่งนายแพทย์สุภัทรกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า มั่นใจในการกระทำและเนื้อหาสาระที่ทำมาตลอด พร้อมกันนั้นตนก็ยินดีให้เผยแพร่เอกสารต่อสาธารณะทั้งหมด ไม่มีอะไรต้องปิดบัง สามารถให้ผู้ใหญ่ นักกฎหมาย ตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ รวมถึงยังมั่นใจด้วยว่า ข้าราชการประจำชุดนี้จะสามารถให้ความเป็นธรรมกับตนได้

ด้านพัฒนา ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ออกมาชี้แจงว่า กระบวนการที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปตามขั้นตอนของคณะกรรมการสอบสวนแสวงหาข้อเท็จจริง โดยที่ประชุม อ.ก.พ. สธ.มีมติตามที่คณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงให้พิจารณาปลดนายแพทย์สุภัทรออกจากราชการ ที่ออกมาก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่งเสียด้วยซ้ำ ทั้งนี้ผู้ถูกยังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ตามกฎหมาย

พร้อมกันนั้น รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยังยืนยันว่า ไม่รู้ว่านายแพทย์สุภัทรเป็นผู้สมัคร สส.ด้วยซ้ำ เรื่องที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ ‘การแทรกแซง’ หรือเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่อย่างใด

น่าสนใจก็ตรงที่ว่า พัฒนาและสันติ พร้อมพัฒน์ ผู้เป็นพ่อ ต่างก็เป็นผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย และพัฒนายังถูกพรรคประชาชนกล่าวหาว่าพัวพันกับอาคาร SKYY9 Centre เพราะบริษัทของเขาเคยเป็นเจ้าของและผู้รีโนเวตอาคาร ก่อนที่สำนักงานประกันสังคมจะซื้อในราคาหลายพันล้านบาทเมื่อหลายปีก่อน

ทั้งนี้หากมีคำสั่งปลดออกจากราชการจะทำให้สถานะ ‘ผู้สมัคร สส.’ ของนายแพทย์สุภัทรต้องสิ้นสุดลง เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 และจะทำให้พรรคประชาชน ‘ไม่มีผู้สมัคร’ ในเขต 2 จังหวัดสงขลา (อำเภอหาดใหญ่ เฉพาะตำบลหาดใหญ่และตำบลคลองอู่ตะเภา) เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ปิดรับสมัครเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ด้าน ศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึงประเด็นดังกล่าวด้วยเช่นกันว่า ถึงอย่างไรต้องรอความชัดเจนว่าท้ายที่สุดผลจะออกมาเป็นอย่างไร หากขั้นตอนเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ถูกออกจากราชการด้วยเหตุผลความผิดวินัยร้ายแรงก็จะส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติ

ซึ่งพรรคประชาชนก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้แล้ว เนื่องจากเปลี่ยนตัวผู้สมัครไม่ได้ ต้องเดินหน้าต่อไป และถือว่าอาจจะสูญเสีย สส.ไปอีก 1 คน

อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวยังอยู่ที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนชุดใหญ่ และหากไม่มี ‘กำลังภายใน’ ใดๆ คาดว่าเรื่องนี้น่าจะเสร็จสิ้นไม่ทันการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าแล้ว

สำหรับพื้นที่เขต 2 จังหวัดสงขลานั้น ถือเป็นอีกหนึ่งสนามการเลือกตั้งทั่วไปที่น่าจับตามองแห่งหนึ่งในศึกการเลือกตั้งปี 2569 เนื่องจากเป็นพื้นที่แข่งขันดุเดือดระหว่าง 3 พรรคการเมือง คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ประกอบกับเป็นพื้นที่ของเทศบาลนครหาดใหญ่ซึ่งมีความเป็นเมืองสูง เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เป็นความหวังของพรรคส้มที่จะปักธงภาคใต้ได้ นอกเหนือจากเกาะภูเก็ต

ในการเลือกตั้ง 2566 ที่ผ่านมา วชิราภรณ์ นิรันตราภรณ์ ผู้สมัคร สส.จากพรรคก้าวไกล แพ้ ศาสตรา ศรีปาน ผู้สมัคร สส.จากพรรครวมไทยสร้างชาติ เพียง 150 คะแนน รอบนี้ศาสตราคนเดิมยังลง แต่เปลี่ยนมาลงพรรคภูมิใจไทย ขณะที่หมอสุภัทรสวมเสื้อพรรคประชาชนแทน

เรื่องทั้งหมดจึงพัวพันกันชุลมุน ทั้งเรื่อง ‘ความหลัง’ การเมืองภายในกระทรวงสาธารณสุข ระหว่างหมอสุภัทรกับ ‘หมอหนู’ กระทั่งการเมืองภาพใหญ่ ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนในสนามหาดใหญ่ สนามที่พรรคภูมิใจไทยเองก็ไม่อาจเสียพื้นที่ได้ รวมถึงเรื่องของ พัฒนา พร้อมพัฒน์ กับพรรคประชาชน โดยใช้ที่ประชุม อ.ก.พ. สธ.เป็นสนามในการแสดงอำนาจ

แต่เรื่องพวกนี้ หลักการมีง่ายนิดเดียว หากใช้อำนาจมากเกินไป หากใช้อำนาจโดยมิชอบ ทุกอย่างจะเป็นบูมเมอแรงสะท้อนกลับไปยังผู้ใช้นั่นเอง

Tags: , , , , , , , , , ,