อีกหนึ่งข่าวที่กำลังเป็นที่ถกเถียงในสังคมตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับกรณีบริษัท ซีพีแรม จํากัด จดทะเบียน ‘กะเพรา’ 4 สายพันธุ์ กับกองคุ้มครองพันธุ์พืชของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สร้างความวิตกให้กับประชาชนหมู่มากว่าจะเป็น ‘การผูกขาด’ ใบกะเพรา ซึ่งเป็นหนึ่งในสมุนไพรและพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย
กะเพรา 4 สายพันธุ์ที่จะได้รับการคุ้มครองตั้งแต่ปี 2567-2579 ประกอบด้วย
– สายพันธุ์แก้วจุรี 01
– สายพันธุ์แก้วจุรี 02
– สายพันธุ์แก้วจุรี 03
– สายพันธุ์แก้วจุรี 04
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) เปิดเผยว่า การคุ้มครองดังกล่าวทำให้บริษัทฯ ได้สิทธิผูกขาดการผลิตและขายพันธุ์ดังกล่าว หากไทยดำเนินการแก้ไขกฎหมายตามอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ค.ศ.1991 (International Union for the Protection of New Varieties of Plants: UPOV 1991) จะทำให้ซีพีแรมได้สิทธิผูกขาดมากขึ้น และสิทธิของเกษตรกรถูกตัดทอน
ขณะที่ฝั่งของบริษัทฯ ออกมาชี้แจงเช่นเดียวกันว่า กะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์นั้นเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบของบริษัท ไม่เกี่ยวข้องกับกะเพราพื้นเมืองกว่า 300 สายพันธุ์ที่ประชาชนยังปลูกและจำหน่ายได้
โดยบริษัทฯ มองว่า “การพัฒนาพันธุ์พืชใหม่เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับขีดความสามารถของภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารไทย และสามารถสร้างประโยชน์ต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และสังคมโดยรวม”
ทั้งนี้ การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชเป็นไปตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ที่ประเทศออกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา หลังจากประเทศไทยเข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ที่มีการกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องตกลงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (TRIPs) เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
คุ้มครองพันธุ์พืชสำคัญอย่างไร
วันนี้ The Momentum ชวนย้อนดูที่มาและความสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว พร้อมมองทิศทางการแก้ไขกฎหมายในอนาคต โดยเฉพาะในห้วงเวลาสำคัญที่ไทยและสหภาพยุโรป (EU) กำลังเจรจาทางการค้า
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในตลาดการแข่งขันเสรี ‘การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา’ เช่น ลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตร ถือเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อย เพราะเป็นการป้องกันไม่ให้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่นักพัฒนาทุ่มเทแรงและทุนถูกละเมิด อีกทั้งยังช่วยเสริมให้ตลาดเกิดการแข่งขันพัฒนานวัตกรรมที่ก้าวหน้า ซึ่งผลประโยชน์ย่อมตกสู่ผู้บริโภคที่ได้รับสินค้าที่ดีและคุ้มค่า
สำหรับเป้าหมายของกฎหมายฉบับนี้ระบุไว้ชัดเจนว่า เป็นการส่งเสริมให้มีการปรับปรุงพันธุ์และพัฒนาพันธุ์พืช เพื่อให้มีพันธุ์พืชใหม่เพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิม รวมถึงเป็นการส่งเสริมการพัฒนาทางด้านเกษตรกรรม โดยการส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจด้วยการให้สิทธิและความคุ้มครองทางกฎหมาย
โดยตามกฎหมายฉบับนี้ นำหลักการจากอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ค.ศ.1978 (International Union for the Protection of New Varieties of Plants: UPOV 1978) มาเป็นแนวทางการคุ้มครอง โดยกำหนดระยะเวลาการคุ้มครองไว้ที่ 12 ปี ขณะที่ UPOV 1978 กำหนดไว้ 15 ปี
ในกฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมการคุ้มครองพืชหลายแบบ ทั้งพันธุ์พืชใหม่ พันธุ์พื้นเมืองเฉพาะถิ่น พันธุ์พื้นเมืองทั่วไป และพันธุ์พืชป่า รวมถึงเปิดช่องให้เกษตรกรเก็บส่วนขยายพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม BIOTHAI ยังแสดงความกังวลต่อกฎหมายฉบับนี้ว่า ไม่มีการออกกฎระเบียบในเรื่อง ‘การแบ่งปันผลประโยชน์’ กรณีที่ผู้เข้าถึงการใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า รวมถึงขาดความกระตือรือร้นในการคุ้มครองผลประโยชน์เมื่อมีการเข้ามาวิจัยพันธุ์พืชท้องถิ่นและนำไปจดสิทธิบัตร
ในประกาศรายชื่อพันธุ์พืชที่ได้ประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ที่ออกโดยกองคุ้มครองพันธุ์พืช ปรากฏจำนวนพืชแล้วกว่า 1,150 รายการ ซึ่งประกอบด้วยพืชหลายชนิด ทั้งข้าวโพด แตงโมและพริก
UPOV 1978 vs UPOV 1991
อย่างที่หลายฝ่ายทราบกันดีว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเจรจาเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) กับสหภาพยุโรป ซึ่งมีการเรียกร้องให้ประเทศเป็นภาคีใน UPOV 1991 เป็นมาตรฐานที่ประเทศคู่ค้าปรับกฎเกณฑ์ด้านการคุ้มครองหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการขยายครอบคลุมพืชทุกชนิด จากเดิมที่ใน UPOV 1978 ระบุเพียงว่า ‘จำกัดรูปแบบพันธุ์พืชตามที่แต่ละประเทศกำหนด’ รวมถึงขยายระยะเวลาการคุ้มครองจากเดิมที่อยู่ที่ 15 ปีให้มีระยะเวลาคุ้มครองอย่างน้อย 20 ปี
นอกจากนั้น ประเด็นที่เกษตรกรกังวลคือ ‘การเก็บพันธุ์พืชไว้ปลูกต่อ’ อาจไม่สามารถทำได้อีก โดยข้อกำหนดดังกล่าวขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างประเทศคู่ค้าว่าจะเจรจาผลประโยชน์ได้หรือไม่
ก่อนหน้านี้ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา กฤษ อุตตมะเวทิน อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ออกมายืนยันว่า “จะไม่ยอมให้เกษตรกรไทยเสียประโยชน์อย่างแน่นอน”
โดยในประเด็นสิทธิของเกษตรกร พืชพันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์พื้นเมือง หรือพันธุ์การค้าเก่าที่ไม่ใช่พันธุ์คิดค้นใหม่จะไม่ถูกคุ้มครองเป็นสิทธิส่วนตัว ทำให้เกษตรกรยังปลูก คัด เก็บ และแจกจ่ายได้ตามปกติ
สำหรับกรณีการเจรจาระหว่างไทย-EU ในประเด็น UPOV 1991 ก็เป็นที่ถกเถียงในสังคมเช่นกัน ศักดา ศรีนิเวศน์ นักวิชาการอิสระด้านการเกษตร ออกมาโพสต์ผ่าน Facebook ส่วนตัวว่า การออกกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองดั้งเดิมของเรา สามารถทำควบคู่ไปกับกติกาสากลได้อย่างสมบูรณ์แบบ เช่นกรณีของเวียดนามที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกมาตั้งแต่ปี 2006 แต่ก็มีกฎหมายคุ้มครองพืชเฉพาะถิ่นอย่างเข้มแข็ง ไม่ได้สูญเสียเอกราชทางพันธุกรรมแต่อย่างใด
ดังนั้นวาทกรรมที่ว่า หากเข้า UPOV 1991 แล้วพันธุ์พืชพื้นเมืองจะสูญพันธุ์ ศักดามองว่า “เป็นเพียงการคัดค้านแบบตระหนกตกใจเกินเหตุ เพราะในความเป็นจริง ถึงเราไม่เข้า UPOV พันธุ์พืชดั้งเดิมที่ไม่ตอบโจทย์ตลาดก็ถูกตัดออกตามกลไกอยู่แล้ว”
นักวิชาการด้านการเกษตรรายนี้ยังกล่าวอีกว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ต่างจากเมื่อ 30 ปีก่อน ตอนที่ระบบมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) เข้ามา เกษตรกรจำนวนมากพากันต่อต้านและปฏิเสธว่าไม่มีประโยชน์ แต่ปัจจุบันกลายเป็นว่าต้องมาขอทำ GAP เพราะโลกการเกษตรยุคใหม่คือเกษตรเชิงธุรกิจ (Agribusiness) ที่ต้องแข่งขันด้วยคุณภาพ มาตรฐาน และกติกาสากล ไม่ใช่การทำเกษตรพออยู่พอกินเหมือนในอดีตอีกต่อไป
ขณะเดียวกัน ดร.บุญญานาถ นาถวงษ์ นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ เองก็ออกมาสนับสนุนการเข้าเป็นภาคี UPOV 1991 โดยให้เหตุผลว่า การคุ้มครองจะเกิดขึ้นเฉพาะ ‘พืชพันธุ์ใหม่’ ไม่กระทบกับพันธุ์ดั้งเดิม โดยผู้ขอรับการคุ้มครองต้องพิสูจน์ความใหม่ ความรู้ และความพยายามในการปรับปรุงพันธ์ุ
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา รองศาสตราจารย์ ดร.ปิยะศักดิ์ ชอุ่มพฤกษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาแสดงความกังวลต่อ UPOV 1991 โดยกล่าวว่า แม้ว่า UPOV 1991 จะเปิดช่องให้มีข้อยกเว้นบางประการ แต่เงื่อนไขและการตีความอาจทำให้สิทธิของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อมีข้อจำกัดมากขึ้น
หากต้องการซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกฤดูกาล ภาระต้นทุนย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ การประเมินของ BIOTHAI พบว่า ราคาเมล็ดพันธุ์อาจเพิ่มขึ้น 2-6 เท่า อีกทั้งยังห่วงว่า หากเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในพันธุ์พืช เกษตรกรรายย่อยอาจเสียเปรียบจากข้อจำกัดด้านเงินทุนและการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านกฎหมาย ซึ่งบริษัทย่อมมีทรัพยากรมากกว่า
สำนักข่าว BBC Thai รายงานว่า ประเทศญี่ปุ่นได้ปรับแก้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชและเมล็ดพันธุ์ โดยยกเว้นให้เก็บเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองไปขยายพันธ์ุต่อได้ อีกทั้งยังตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษามาตรการคุ้มครองพันธุ์พืช โดยคำนึงถึงการเข้าถึงพืชพันธุ์คุณภาพดีของเกษตรกร
จะเห็นได้ว่า แม้การเข้าร่วมเป็นภาคี UPOV 1991 อาจทำให้เกษตรกรสูญเสียประโยชน์ แต่บทบาทของภาครัฐในกรณีที่เกิดขึ้นนี้มีความสำคัญไม่น้อยที่จะยืนยันและเจรจาในหลักการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ควบคู่ไปกับการผลักดันให้นวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นต่อไป เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพและมีราคาที่เหมาะสม
ทว่าการบริหารจัดการของรัฐไทยเป็นอีกหนึ่งความเป็นจริงที่หลีกหนีไม่ได้ เพราะยังมี ‘ปัญหาความไม่ไว้วางใจ’ อยู่ แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายเป็นจำนวนมาก แต่ปัญหาคือ ‘การบังคับใช้’ ซึ่งหลายครั้งอาจถูกมองว่าเอื้อให้กับทุนใหญ่ ขณะที่เกษตรกรรายย่อยอาจสูญเสียหรือไม่ถูกปกป้องผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่เมื่อเกิดกรณีบริษัทเอกชนจดทะเบียน 4 สายพันธุ์พืชใหม่ หรือการเจรจากับสหภาพยุโรปที่มีประเด็น UPOV 1991 เข้ามาเกี่ยวข้อง จะทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ไม่พอใจ กังวล และถูกภาคประชาชนตั้งคำถามอยู่หลายครั้งครา
อ้างอิง:
– https://www.opsmoac.go.th/sakaeo-law-files-471691791807
– https://biothai.net/economic-on-bio-resources/farmer-rights/952
– https://theactive.thaipbs.or.th/news/agriculture-20261024
– https://thaitabloid.com/archives/326643
– https://thaitabloid.com/archives/326748
– https://www.bbc.com/thai/articles/cx4g1pe08l75o
– https://www.doa.go.th/pvp/?page_id=939
– https://www.naewna.com/n/top-stories/128121/
– https://siamrath.co.th/quality-of-life/331455
Tags: พันธุ์พืช, กะเพรา, Feature, UPOV 1991, เศรษฐกิจ, การคุ้มครอง, เกษตรกรรม, สิทธิผู้บริโภค, EU, สหภาพยุโรป, การค้า, สิทธิบัตร, เกษตรกร




