“กู้ศักดิ์ศรีคนไทย”

คือหนึ่งในคำกล่าวอ้างที่ ไอยวัฒน์ ฐิติวัฒนกนก หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘เฮียตี๋ สเต็กกระทะร้อน’ ใช้อธิบายความชอบธรรมของการทำร้ายร่างกายชายชาวกะเหรี่ยงวัย 27 ปี บริเวณหน้าสถานบันเทิงแห่งหนึ่งที่พัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา

คลิปเหตุการณ์เผยให้เห็นทั้งความรุนแรงทางวาจาและการทำร้ายร่างกาย ด้วยการตบใบหน้าผู้เสียหาย 2 ครั้ง จนเลือดกบปาก พร้อมกับความพยายามทำให้สาธารณชนเชื่อว่า ชายคนดังกล่าวเป็นแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในไทยอย่างผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่การใช้ ‘ความรักชาติ’ เป็นข้ออ้างในการใช้ความรุนแรงเท่านั้น เพราะจากคำให้การของพลเมืองที่พาผู้เสียหายเข้าแจ้งความ ยังมีข้อกล่าวหาว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุมีพฤติการณ์เรียกรับเงิน 2,000 บาทจากผู้เสียหายด้วย ทั้งที่ในเวลาต่อมามีข้อมูลปรากฏว่า ชายผู้ถูกทำร้ายไม่ใช่แรงงานข้ามชาติตามที่ถูกกล่าวหา หากเป็นชาวกะเหรี่ยงจากจังหวัดกาญจนบุรี และอยู่ระหว่างดำเนินการเรื่องบัตรประชาชน

เหตุการณ์นี้จึงอาจไม่ได้สะท้อนเพียงอคติต่อแรงงานข้ามชาติ หรือชาตินิยมแบบสุดโต่งเท่านั้น แต่ยังชวนตั้งคำถามสำคัญเบื้องหลังวาทกรรม ‘ปกป้องคนไทย’ นั้น มีผลประโยชน์บางอย่างซ่อนอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายของการคุกคามคือกลุ่มคนเปราะบาง ที่มักเข้าถึงกลไกคุ้มครองตามกฎหมายได้ยาก และง่ายต่อการถูกกดดัน ข่มขู่ หรือบีบบังคับภายใต้อำนาจนอกระบบ

ความรุนแรงในนามของความ ‘รักชาติ’

แม้ว่าไอยวัฒน์เป็นหนึ่งในผู้ก่อเหตุที่เข้าไปทำร้ายชายชาวกะเหรี่ยงจนได้รับบาดเจ็บ แต่บุคคลที่ออกมาอธิบายบ่อเกิดของความรุนแรงนี้คือ อัครวุธ บุรณพนธ์ หรือที่รู้จักในชื่อ ‘เต้ อาชีวะ’ แกนนำกลุ่ม ไทยไม่ทน ซึ่งไอยวัฒน์เป็นสมาชิกอยู่ การสื่อสารของกลุ่มไม่ได้อยู่ในลักษณะของการประณามความรุนแรง หากเป็นการอธิบายเหตุผลว่า ไอยวัฒน์ได้รับเรื่องร้องเรียนจากคนไทยในสถานบันเทิงว่าถูกผู้เสียหายทำร้าย และยังมีการกล่าวอ้างเพิ่มเติมว่า ผู้เสียหายเข้าไปหาเรื่องแคชเชียร์ที่กำลังตั้งครรภ์

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏหลักฐานที่ยืนยันได้ชัดเจนว่า ชายชาวกะเหรี่ยงได้ก่อเหตุตามที่ถูกกล่าวหาจริงหรือไม่

สำหรับกลุ่ม ‘ไทยไม่ทน’ มีสมาชิกทั่วประเทศราว 50 คน และมีตัวแทนอยู่ในหลายจังหวัด กลุ่มนี้แสดงออกทางการเมืองในทิศทางอนุรักษนิยมและมีท่าทีแข็งกร้าวต่อประเด็นแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะการคัดค้านมาตรการ นโยบาย และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคนข้ามชาติและคนไร้สัญชาติ เช่น การคัดค้านการรับเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยเข้าเรียน และการคัดค้านการชุมนุมหรือการเรียกร้องสิทธิของแรงงานเมียนมา ขณะเดียวกันกลุ่มยังลงพื้นที่ตามตลาดหรือแหล่งที่มีแรงงานข้ามชาติอยู่หนาแน่น เพื่อตรวจสอบว่ามีการทำงานผิดกฎหมายหรือไม่ และมักเผยแพร่วิดีโอระหว่างลงพื้นที่ลงบนโซเชียลมีเดียเพื่อแสดงบทบาทของกลุ่ม

กรณีเหตุทำร้ายร่างกายชายชาวกะเหรี่ยงที่พัทยา ฝั่งกลุ่มไทยไม่ทนอธิบายว่า อยู่ระหว่างลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบการทำงานผิดกฎหมายของแรงงานข้ามชาติในจังหวัดชลบุรี ต่อมาเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ไอยวัฒน์เข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา เต้ อาชีวะยังอธิบายว่า ผู้ถูกทำร้ายเป็น ‘บุคคลต่างด้าว’ และอ้างถึงบัตรสีชมพูว่า เป็นบัตรที่ส่วนใหญ่ออกให้คนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา กัมพูชา และลาวที่เข้ามาทำงานในไทย ก่อนที่ภายหลังจะมีข้อมูลปรากฏว่า ชายที่ถูกทำร้ายเป็นชาวกะเหรี่ยงที่เกิดและอาศัยอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี

แม้การอธิบายสถานะของผู้เสียหายโดยฝั่งกลุ่มไทยไม่ทนจะคลาดเคลื่อนจากข้อมูลจริง แต่กรณีนี้ยังคงสะท้อนให้เห็นว่า เป้าหมายหลักที่กลุ่มมองหาและเข้าไปตรวจสอบคือ ‘แรงงานข้ามชาติ’ ซึ่งในมุมมองของ อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ รูปแบบดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความรุนแรงที่มุ่งกระทำต่อแรงงานข้ามชาติรูปแบบหนึ่ง แม้ว่าจำนวนผู้ก่อเหตุความรุนแรงจะลดลงหลังความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา แต่เขามองว่ารูปแบบการใช้ความรุนแรงยังคงเหมือนเดิม คือการกล่าวหาว่าแรงงานข้ามชาติเข้ามาขายของผิดกฎหมาย ทำตัวกร่าง หรือคุกคามคนไทย แล้วใช้วาทกรรม ‘ปกป้องคนไทย’ หรือ ‘กู้ศักดิ์ศรีคนไทย’ มาเป็นฐานสร้างความชอบธรรมในการลงมือ

“ประเภทที่บอกว่ามากู้ศักดิ์ศรีคนไทยคืน เขาจะบอกว่ากลุ่ม (แรงงานข้ามชาติ) ทำตัวกร่าง แต่ปัญหาของการใช้คำนี้คือมันไม่มีการคุยกันแบบชัดเจนว่า พฤติกรรมกร่างที่ว่ามาเป็นแบบไหนอย่างไรกันแน่ แต่พอใช้แล้วก็เกิดการเหมารวม พอเห็นเป็นแรงงานข้ามชาติมีปัญหากับคนไทยก็จะเข้าไปจัดการทันที ไม่มีการถาม ไม่มีการสอบสวนก่อนให้ชัดเจน”

อดิศรชี้ว่า ตัวเขาไม่เห็นว่าแรงงานข้ามชาติมีพฤติกรรมเข้าไปคุกคามคนไทยอย่างรุนแรง เขาจึงมองว่า การใช้คำว่า ‘กู้ศักดิ์ศรีของคนไทย’ เป็นเพียงวาทกรรมที่ใช้เป็นข้ออ้างในการเข้าไปจัดการกับแรงงานข้ามชาติ เขายังตั้งคำถามว่า การกระทำความรุนแรงต่อแรงงานข้ามชาตินั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของคนไทยจริง หรือมีวัตถุประสงค์อื่น เช่น การสร้างอิทธิพลของผู้กระทำความรุนแรงขึ้นมาในพื้นที่

“มันคือการกู้ศักดิ์ศรีหรือต้องการสร้างอิทธิพลกันแน่ สำหรับผม พฤติกรรมนี้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ไม่ว่าคุณจะอ้างอะไรก็ตาม คุณไม่สามารถใช้กำลังแบบนี้กับใครได้”

อดิศรระบุว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับแรงงานข้ามชาติแฝงด้วยการเรียกรับผลประโยชน์มาโดยตลอด ทั้งจากเจ้าหน้าที่รัฐหรือคนในพื้นที่ที่มีแรงงานอาศัยอยู่ เพราะแรงงานข้ามชาติเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจในการต่อรองต่ำ

ความเปราะบางที่นำไปสู่การเรียกรับผลประโยชน์

ในทศวรรษที่ผ่านมา มีงานวิจัยจำนวนมากชี้ตรงกันว่า แรงงานข้ามชาติในไทยต้องทำงานอยู่ภายใต้โครงสร้างการจ้างงานที่เปิดช่องให้ถูกกดทับจากนายจ้าง นายหน้า และบางกรณีรวมถึงการบังคับใช้กฎหมายของรัฐด้วย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมประมงที่ทำให้แรงงานตกอยู่ในสภาพเปราะบางด้วยการยึดเอกสาร ค้างค่าจ้าง สร้างหนี้ และผูกสถานะทางกฎหมายไว้กับนายจ้าง จนแรงงานไม่กล้าร้องเรียนเพราะเกรงกลัวการตอบโต้

ที่สำคัญ ด้วยระบบการเข้ามาทำงานและการต่ออายุการทำงานที่มีความยุ่งยาก ใช้เวลานาน และมีต้นทุนสูง แรงงานจำนวนไม่น้อยจึงถูกผลักให้เข้ามาทำงานด้วยวิธีที่ไม่ได้รับการรองรับทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้เข้าถึงกลไกคุ้มครองได้จำกัดและไม่เท่าเทียม เปิดช่องให้การถูกใช้แรงงานไม่เป็นไปตามกฎหมาย และเสี่ยงต่อการถูกเรียกรับผลประโยชน์โดยไม่เต็มใจ

“การแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติเกิดขึ้นมาโดยตลอด โดยเจ้าหน้าที่รัฐแล้วก็คนไทยบางส่วน เพราะแรงงานข้ามชาติเป็นกลุ่มที่มีอำนาจในการต่อรองต่ำ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเป็นคนที่มีรายได้ มีเงินอยู่จำนวนหนึ่งพอสมควร แม้จะไม่มากก็ตาม ดังนั้นการแสวงหาประโยชน์ด้านการเงินจากคนที่เปราะบางมันจึงเกิดขึ้นง่าย” อดิศรระบุ

ปกติส่วนใหญ่แล้ว การเข้ามาทำงานในไทยของแรงงานข้ามชาติ จำเป็นต้องผ่านด่านชายแดนและกระบวนการเอกสารที่ซับซ้อน ต้องรอการอนุมัติหลายขั้นตอน ทั้งในประเทศต้นทางและฝั่งไทย ในระหว่างที่สถานะการข้ามแดนยังไม่แน่นอน แรงงานจึงตกอยู่ในสภาพเปราะบางและเสี่ยงถูกเรียกรับเงินในขั้นตอนด่านตรวจหรือระหว่างการตรวจสอบ โดยอาจถูกข่มขู่ว่าจะส่งกลับประเทศ ทำให้เสียโอกาสทำงาน หรือถูกควบคุมตัว และการเรียกรับส่วยลักษณะนี้ก็มักยาวต่อเนื่องไปจนถึงช่วงที่แรงงานเริ่มทำงานแล้ว

พันตำรวจโท ธีรวัตร์ ปัญญาณ์ธรรมกุล ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่า เมื่อกฎหมายเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจใช้ดุลยพินิจว่าจะให้แรงงานผ่านหรือไม่ผ่านด่าน ขณะที่ขั้นตอนกว่าจะเข้าสู่ตลาดแรงงานไทยมีความซับซ้อนและใช้เวลา แรงงานจำนวนหนึ่งจึงถูกเสนอให้ ‘จ่ายเงินเพื่อให้เรื่องเดิน’

ธีรวัตร์อธิบายต่อว่า แม้แรงงานข้ามชาติบางส่วนจะจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่หรือคนกลางเพื่อเปิดทางให้ตนเข้ามาทำงานได้แล้ว แต่หากสถานะยังไม่มั่นคงหรือยังไม่ถูกกฎหมายเต็มรูปแบบ ก็ยังเสี่ยงถูกเรียกผลประโยชน์ซ้ำอีก หากมีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตรวจพบ ดังนั้นเพื่อรักษาโอกาสในการทำงานเลี้ยงชีพ แรงงานบางกลุ่มจึงจำใจต้องจ่าย ‘ค่าคุ้มครอง’ รายเดือน เพื่อแลกกับการไม่ถูกตรวจสอบหรือไม่ถูกจับกุม

“พอผ่านชายแดนเข้ามาแล้ว แล้วมาทำงานอยู่ในจังหวัดหนึ่ง คนหน้าใหม่ในจังหวัดนั้นก็จะมาพบแรงงานข้ามชาติ แล้วเขาก็จะมาเรียกรับเงินอีกรอบหนึ่ง แม้เขาจะเคลียร์ตั้งแต่ด่านข้ามแดนมาแล้ว

“ตัวอย่างนะ ผมตีตัวเลขกลมๆ ที่ด่านชายแดน เจ้าหน้าที่จะปรับหัวละ 1 หมื่นบาท ถ้าจะเข้าไปทำงานก็ต้องจ่ายเพื่อให้ตัวเองอยู่ต่ออีก 1,000 บาททุกเดือน ซึ่งการจ่ายครั้งแรกที่ด่านชายแดนมักจะมากกว่า เพราะการจ่ายรายเดือนเขาเก็บทุกเดือน เป็นรายได้หมุนเวียนของเจ้าหน้าที่ไปเสียอย่างนั้น”

ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนยังชี้ว่า ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐอาจใช้อุบายให้บุคคลอื่นลงพื้นที่เพื่อเก็บส่วยแทน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเกี่ยวข้องโดยตรง โดยในภาษาที่เขาใช้เรียกคนที่ถูกส่งมาทำหน้าที่แทนเจ้าหน้าที่คือคำว่า ‘นิ้ว’

“เจ้าหน้าที่เขาจะไม่แตะเงินเอง แต่จะให้คนที่เป็นนิ้วมารับผิดชอบเก็บเงินแทนเจ้าหน้าที่รัฐ”

ธีรวัตร์กล่าวว่า ‘นิ้ว’ มักเป็นคนที่อยู่ใต้แรงกดดันของตำรวจหรือเจ้าหน้าที่อีกทอดหนึ่ง เงินที่เก็บได้จึงอาจถูกส่งต่อเป็นทอดๆ ไปถึงข้าราชการยศสูงกว่า จนเกิดระบบผลประโยชน์ที่ ‘อิ่มถ้วนหน้า’

ที่สำคัญ เจ้าหน้าที่รัฐอาจมีส่วนรู้เห็นหรือสมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นด้วย โดยอดิศรชี้ว่า ในหลายพื้นที่ซึ่งมีแรงงานข้ามชาติอาศัยอยู่รวมกัน เขาเห็นกลุ่มอิทธิพลเข้าไปตรวจตราและแสดงบทบาทราวกับเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และบางครั้งก็มีการนำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปพร้อมกันด้วย ข้ออ้างที่ใช้เสมอคือ ‘รัฐจัดการปัญหาไม่ได้’ จึงต้องสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองใช้อำนาจเกินขอบเขตเข้าไปจัดการกับแรงงานข้ามชาติ ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยได้ว่า เจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มอิทธิพลอาจรู้เห็นเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์หรืออย่างน้อยก็ปล่อยให้เกิดขึ้น

“อาจจะไม่ใช่หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องแรงงานข้ามชาติโดยตรง อย่างกระทรวงแรงงาน แต่อาจจะเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทในเชิงการจัดการความมั่นคงในพื้นที่ ซึ่งมีบทบาทและมีอิทธิพลมาสนับสนุนก็เป็นไปได้”

“ในช่วงหลังผมเห็นว่า เมื่อมีกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ท้องถิ่นเข้าไปตรวจแรงงานแล้ว เกิดคำถามขึ้นมาว่าเจ้าหน้าที่เขาไม่เห็นหรือ ทำไมถึงยังปล่อยให้คนเข้าไปทำพฤติกรรมแบบนั้นได้ มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เจ้าหน้าที่ยอมเปิดทางให้เขา หรือมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขามีอิทธิพลเหนือเจ้าหน้าที่

“มีข้อสังเกตอีกอย่างคือ เขาเลือกลงพื้นที่นะ อย่างบางพื้นที่เหมือนมีการขอกันแล้วว่าไม่ให้ลง เขาก็จะไม่ลง อย่างเช่น พื้นที่ชายแดน ก็คิดต่อไปว่าทำไมเขาถึงไม่ลงพื้นที่ตรงนั้น มันจะเชื่อมโยงกับนักการเมืองในพื้นที่หรือเปล่า เรื่องนี้ต้องหาข้อพิสูจน์”

นอกจากนี้ กลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ยังอาจใช้กระแสชาตินิยมมาเป็นใบเบิกทางในการกดขี่ คุกคาม ข่มขู่ หรือเรียกรับผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติได้ง่ายขึ้น โดยใช้ถ้อยคำที่โยงกับคนทั้งประเทศ เช่น ‘แย่งงานคนไทย’ กับพ่อค้าแม่ค้าแรงงานข้ามชาติในตลาด แม้บางรายอาจขายของภายใต้เงื่อนไขที่ถูกต้องตามระเบียบอยู่แล้วก็ตาม วาทกรรมเช่นนี้ทำให้เกิดกระแสต่อต้านแรงงานข้ามชาติในวงกว้าง ลดอำนาจต่อรองของแรงงาน และทำให้พวกเขาหวาดกลัวการถูกตรวจสอบหรือถูกลงโทษมากขึ้น

“กลุ่มอิทธิพลจะใช้คำว่า คุณมาเหยียดหยามศักดิ์ศรีของคนไทย แล้วก็ใช้อำนาจพยายามควบคุมคนกลุ่มนี้ ซึ่งผมมองว่าเขาจะแสวงหาผลประโยชน์ด้วย เช่น ถ้าไม่อยากให้ฉันเข้าไปตรวจตรงนี้ ก็จ่ายเงินฉันมา”

ดังนั้นการปล่อยให้แรงงานข้ามชาติอยู่ในสถานะเปราะบาง ความซับซ้อนและระยะเวลาในการดำเนินการที่ยุ่งยากในการเข้ามาเป็นแรงงานในประเทศ ตลอดจนกฎหมายและระเบียบที่เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ได้ใช้ดุลยพินิจอย่างกว้างโดยไม่มีระบบกำกับตรวจสอบที่เป็นธรรม ล้วนเป็นการยื่นดาบให้กับเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มอิทธิพลใช้ในการข่มขู่ คุกคาม และเรียกรับผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติอย่างไม่เป็นธรรม

บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และขจัดความเกลียดชังทางเชื้อชาติ

แม้เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชายชาวกะเหรี่ยงจะมีจุดเริ่มต้นด้วยเหตุใดก็ตาม แต่กรณีนี้ก็สะท้อนชัดว่า แรงงานข้ามชาติและคนชายขอบยังคงเป็นเป้าหมายอันง่ายดายของทั้งความรุนแรงและการรีดไถ

อุปสรรคอีกประการหนึ่งที่ทำให้แรงงานกลุ่มนี้มีความเปราะบางและเป็นเป้าหมายของการแสวงผลประโยชน์โดยใช้ความรุนแรงเป็นใบเบิกทางคือ กระบวนการยุติธรรมไทยที่ยังมองไม่เห็นความสำคัญในการแก้ปัญหาให้กับแรงงานข้ามชาติอย่างจริงจังสักที

มุมมองของอดิศรในฐานะคนทำงานด้านสิทธิของแรงงานข้ามชาติมาเนิ่นนานเห็นว่า แม้เป็นแรงงานเข้าสู่ระบบตามกฎหมาย แต่เมื่อถูกกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน ใช้ความรุนแรงกดขี่และคุกคาม พวกเขายังคงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างยากลำบาก แรงงานข้ามชาติจะเจอปัญหาการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่เพราะใช้คนละภาษา ขณะเดียวกันภายในสถานที่รับแจ้งความมักขาดแคลนล่ามแปลภาษา นอกจากนี้แรงงานข้ามชาติซึ่งเคยเข้ามาทำงานแบบผิดกฎหมายมาก่อนขึ้นทะเบียนตามกฎหมายในภายหลัง บางคนยังคงเผชิญความรู้สึกหวาดกลัวเจ้าหน้าที่รัฐ

“หากมีปัญหากับนายจ้าง แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะย้ายหนี เพราะไม่อยากมีปัญหากับคนไทย เนื่องจากกลัวจะอยู่ในพื้นที่ลำบาก และยอมคนไทยเพื่อให้ตนสามารถทำงานต่อไปได้” อดิศรระบุ

ในแง่ของระบบการนำเข้าแรงงานข้ามชาติ ธีรวัตร์เสนอว่า จะปิดประตูเรียกรับส่วยจากแรงงานข้ามชาติได้นั้น ต้องเริ่มจากการทำให้ขั้นตอนการอนุมัติการข้ามแดนและการทำเอกสารอยู่ในสายตาของบุคคลที่สามมากขึ้น ลดดุลยพินิจที่ไม่จำเป็น และต้องบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วอย่างจริงจังในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำผิดเสียเอง เช่น มาตรา 157 ในประเด็นการทุจริตและการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมีโทษทั้งทางวินัยและทางอาญา

“เป็นเรื่องที่ตอบไม่ยาก แต่ทำไม่ง่าย หากหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก เรามีกฎหมาย มีเจ้าหน้าที่ มีทุกอย่าง แต่ถ้าคนซึ่งเป็นผู้นำไม่ปฏิบัติตามหรือไม่บังคับใช้กฎหมาย ปัญหาที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ก็ไม่ได้รับการแก้ไข กลายเป็นการปิดตาข้างหนึ่งไป”

ด้านอดิศรมองว่า เจ้าหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มอิทธิพลที่มีพฤติกรรมเป็น ‘ศาลเตี้ย’ อย่างจริงจัง ขณะเดียวกันก็ต้องหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ ไม่ว่าจะกับแรงงานข้ามชาติหรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ รวมทั้งภาครัฐควรเข้ามามีบทบาทในการลดความรุนแรงที่เกิดจากการปลุกกระแสชาตินิยม เช่น การจัดการกับเนื้อหาออนไลน์ที่สร้างความเกลียดชังต่อแรงงานข้ามชาติ

และในระดับสากล เจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น TikTok และ Facebook ก็ควรมีมาตรการจัดการกับสื่อที่ส่งเสริมความรุนแรง เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ และไม่เปิดพื้นที่ให้ข้อมูลบิดเบือนขยายความเข้าใจผิดระหว่างแรงงานข้ามชาติกับคนไทยให้กว้างขึ้น

“สุดท้าย เราต้องมาทำความเข้าใจกันเสียใหม่ ไม่ว่าจะเป็นกรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่สร้างขึ้นจากคนหลากหลายกลุ่ม

“โจทย์ระยะยาวสำหรับประเทศนี้ ไม่สามารถหนีพ้นจากแรงงานข้ามชาติได้ เนื่องจากแรงงานของเราลดลง คนแก่ของเราเพิ่มขึ้น เด็กเกิดใหม่น้อย ดังนั้นระยะยาวต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ ซึ่งต้องมีพื้นฐานให้พวกเขาสามารถอยู่ร่วมกันได้จริง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อประโยชน์ของประเทศ ซึ่งต้องเริ่มทำความเข้าใจกันตั้งแต่วันนี้” อดิศรกล่าวทิ้งท้าย

Tags: , , , , , ,