ไม่ว่าจะผู้สูงอายุหรือคนดูแลผู้สูงอายุ อีกหน่อยเราแต่ละคนก็คงจะกลายเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งใน 2 สถานะนี้ และเมื่อวันนั้นมาถึง คำถามคือ เรามีความพร้อมมากขนาดไหนที่จะตั้งรับกับมัน

ปุย-ฉมาพร ขจรบุญ แม่บ้านและนักวิชาการอิสระ เป็นหนึ่งในอีกหลายๆ คนที่ต้องผันตัวจากงานประจำมารับบทบาทเป็น Caregiver เพื่อดูแลแม่ในวัยสูงอายุ การก้าวสู่บทบาทนี้ทำให้ปุยต้องปรับเปลี่ยนทั้งการใช้ชีวิต สุขภาพ ตลอดจนการเงิน จนกลายเป็นคนที่ต้องวางแผนมากขึ้นกว่าเดิม

ขณะเดียวกัน ความท้าทายของปุยคือการยืนอยู่บน 2 บทบาทพร้อมๆ กัน นั่นคือผู้สูงอายุและผู้ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งก็คือแม่ของเธอเอง

เมื่อเราหลีกเลี่ยงความชราไม่ได้ บทความนี้จะพาทุกคนไปดูวิธีการของ Caregiver ผ่านการส่องการใช้ชีวิตและการดูแลผู้สูงอายุตามแบบฉบับของปุย เผื่อว่าจะเป็นแบบอย่างให้ใครหลายๆ คนได้ รวมไปถึงการสะท้อนปัญหาและอุปสรรคของบทบาทนี้ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาการขับเคลื่อนและการพัฒนาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จุดเปลี่ยนเข้าสู่บทบาท Caregiver

ก่อนเข้ามารับหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุ ชีวิตของปุยในแต่ละวันดำเนินไปตามประสาคนวัยทำงาน ที่ต้องขับฝ่ารถติดไปออฟฟิศช่วงเช้า และกลับมาพักผ่อนที่บ้านกับแม่ในช่วงเย็น ระหว่างแม่กับลูกจึงไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันเท่าไรนัก

แม้ว่าจะมีอายุเข้าเกณฑ์ผู้สูงอายุ แต่แม่ของปุยยังคงปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ จึงไม่มีอะไรให้น่าเป็นห่วง อย่างไรก็ตามในช่วงโรคโควิด-19 ระบาด บริษัทของปุยปรับรูปแบบการทำงานให้ทำจากที่บ้านได้ เธอจึงมีเวลาพบปะกับคุณแม่มากขึ้น และได้ดูแลคุณแม่ในวัยชราภาพไปด้วย

“พอถึงช่วงหนึ่งคุณแม่เริ่มแสดงอาการเจ็บป่วย เท้าของเขาเริ่มบวม หายใจอึดอัด และมีอาการใจสั่น เลยพาไปตรวจที่โรงพยาบาล ทีแรกนึกว่าเป็นเพราะน้ำหนักขึ้น ตอนนั้นเรากับน้องชายก็รอผลตรวจอยู่ที่โรงพยาบาลทั้งวันจนใจไม่ดี มารู้เอาตอนหลังว่าสาเหตุจริงๆ เป็นเพราะไขมันพอกตับ”

อาการเจ็บป่วยของคุณแม่ทำให้ปุยต้องปรับลดเวลาในการทำงานประจำลง เพื่อนำเวลาไปดูแลแม่ แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้ปุยต้องลาออกจากงานเพื่อมารับบทบาท Caregiver เต็มตัว เกิดจากการที่คุณแม่ของปุยประสบอุบัติเหตุพลัดตกบันไดจนได้รับบาดเจ็บ เธอจึงต้องดูแลผู้เป็นแม่อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ

“กิจวัตรของเราในตอนนั้นก็เปลี่ยนไปเลย ดีตรงที่เราไม่ต้องตื่นเช้า ขับรถฝ่าจราจรติดขัด 1-2 ชั่วโมงเพื่อไปทำงาน ก็รู้สึกว่าแฮปปี้มาก อีกอย่างได้ดูแลแม่เรื่องอาหารการกินให้เขา ได้พูดคุยกับเขามากขึ้น ซึ่งปกติเราไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับเขาเท่าไร มีโอกาสได้ดูแลบ้าน ทำความสะอาด”

การดูแลผู้สูงอายุ ไม่ใช่แค่การมองอยู่ห่างๆ

สำหรับปุย การดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่แค่การมองดูเขาอยู่ห่างๆ แต่คือการเข้าไปมีบทบาทในเกือบทุกกิจวัตรประจำวันของผู้เป็นแม่ ตั้งแต่การพาลุกจากเตียงนอน เข้าห้องน้ำ การหลับ ตลอดจนการกินอาหาร

โดยเฉพาะเรื่องการกินอาหารที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ ทั้งการควบคุมปริมาณอาหารให้เหมาะสม เลือกอาหารรสไม่จัดและเคี้ยวง่าย เช่น ข้าวต้มหรือโจ๊ก และกำหนดเวลากินให้ชัดเจน

“ผู้สูงอายุเขาจะกลับมาเหมือนเด็ก การดูแลก็ต้องให้เขากินข้าวในปริมาณที่ไม่มากไม่น้อยเกินไป เพราะบางครั้งเขาเห็นลูกตัวเองกิน เขาก็อยากจะกินด้วยทั้งที่กินไปแล้ว”

ปุยเสริมว่า ที่ต้องควบคุมเวลาการกิน เนื่องจากผู้สูงอายุหลายรายต้องใช้ยา เช่น ยาเบาหวาน ยาบำรุงเลือด ซึ่งมีกำหนดเวลาชัดเจนว่าต้องกินช่วงไหน ยาจึงจะเกิดประสิทธิภาพและไม่เป็นอันตราย

อีกประเด็นที่สำคัญคือ เมื่อผู้สูงอายุมีพฤติกรรมที่คล้ายกับเด็ก บางครั้งอาจทำอะไรหุนหันพลันแล่นจนเสี่ยงได้รับอันตราย ดังนั้นจึงต้องวางสิ่งของไว้ให้ห่างมือ เพื่อป้องกันการหยิบจับที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุได้

“ความสำคัญของ Caregiver คือการมองคนที่เราดูแลอย่าให้เขาหลุดจากสายตา เพราะในจังหวะที่เราละสายตาไปจากเขา เขาอาจจะพลาดทำอะไรให้ตนเองบาดเจ็บได้”

ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่จิตใจก็สำคัญ

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า ผู้สูงอายุมักมีพฤติกรรมย้อนกลับไปเหมือนเด็ก บางกิจวัตรจึงอาจทำได้ไม่คล่องแคล่วเหมือนสมัยยังวัยรุ่น การกินอาหาร เข้าห้องน้ำ หรือการเคลื่อนไหวภายในบ้านอาจเกิดความเลอะเทอะบ้าง นำมาสู่ความรู้สึกหงุดหงิดของผู้ดูแลที่ต้องรับหน้าที่เก็บกวาด

“ในบทบาทของ Caregiver แบบเราที่ต้องอยู่ใกล้ชิดกับคุณแม่ อาจมีปะทะกันบ้างในบางครั้ง หากว่าเขาทำอะไรที่ซ้ำๆ อีกทั้งการเคลื่อนไหวร่างกายของเขาทำได้ช้าลง ไม่สามารถอาบน้ำเองได้ เมื่อเราต้องเป็นคนจัดการจึงมีการดุไปบ้าง เช่น ทำไมคุณแม่ไม่สวมเสื้อให้ถูกด้าน เข้าห้องน้ำแล้วทำไมไม่ทำความสะอาดให้เรียบร้อย ก็จะเกิดอาการหงุดหงิด คุณแม่ก็จะพูดว่า ‘ปุยขี้บ่น บ่นแม่ทั้งวันเลย’ ซึ่งพอเราได้ยินแบบนั้น เราก็รู้สึกเสียใจ”

สิ่งที่ปุยทำคือการขอคำแนะนำจากคนในครอบครัว ซึ่งช่วยให้เธอเข้าใจพฤติกรรมของคุณแม่มากขึ้น เมื่อเข้าใจแล้วว่าพฤติกรรมที่ทำให้เธอหงุดหงิดเป็นเรื่องธรรมชาติตามวัย ความหงุดหงิดจึงทุเลาลง

สิ่งที่ต้องฉุกคิดเป็นพิเศษก็คือ อารมณ์และความรู้สึกของผู้สูงอายุยังคงไม่เสื่อมไปตามวัย พวกเขายังคงรู้สึกต่อการตอบสนองของคนรอบข้างได้ ดังนั้นการเอาอกเอาใจ ดูแลโดยไม่ดุด่า ย่อมให้ผลดีกว่า และทำให้พวกเขาปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ดูแลง่ายขึ้น

“เขาเหมือนเด็ก เวลาเราป้อนข้าวอยู่ แล้วเราดุเขา เขาก็จะเริ่มกินน้อย หากเราพูดว่าทำไมแม่ถึงกินข้าวเลอะเทอะ ตอนนั้นเขาอาจจะหยุดกินไปเลย หรือบางทีหากเขาทนไม่ไหว เขาอาจจะกรี๊ดออกมาเลยก็ได้” ปุยระบุ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า กิจวัตรที่จำเจอาจทำให้ทั้งผู้สูงอายุและ Caregiver เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย ไปจนเกิดความเครียด ดังนั้นจึงควรมีกิจกรรมนันทนาการที่ทั้ง 2 ฝ่ายสามารถทำร่วมกันได้ เช่น การออกกำลังกาย ฟังเพลง

และเมื่อมีเวลาเหลือจากการดูแล Caregiver อาจหาวงสังคมในการออกไปพบปะผู้คน ยกตัวอย่างกรณีของปุยที่เลือกสมัครเป็นอาสาดูแลผู้สูงอายุ รวมไปถึงการจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปภายในบ้านของตัวเอง โดยการพาผู้สูงอายุในหมู่บ้านมาร่วมพูดคุยกัน เพื่อคลายเหงาที่อาจก่อตัวกลายเป็นความเครียดในผู้สูงอายุได้

ภาครัฐสามารถเข้ามามีส่วนในการดูแลผู้สูงอายุได้?

การดูแลผู้สูงอายุจะง่ายกว่านี้มาก หากมีภาครัฐเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระและสนับสนุนความเป็นอยู่ของทั้งผู้สูงอายุและตัว Caregiver เอง

ในมุมนี้ ปุยพยายามชี้ให้เห็นระบบที่ยังไม่ตอบโจทย์การดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยเฉพาะระบบการรักษาและตรวจสุขภาพของผู้สูงอายุ ซึ่งเธอเห็นว่ายังมีปัญหาที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการรักษา

“การเป็น Caregiver มันทำให้เราสูญเสียรายได้ ต้องดึงเงินเก็บมาใช้ ภาครัฐอาจจะมีนโยบายมาช่วยเหลือคนชราจริง เช่นเงินคนชรา แต่มันก็ยังน้อยมากๆ เทียบกับค่ารักษาพยาบาลที่สูง แม้จะเป็นโรงพยาบาลของรัฐก็ตาม ยกตัวอย่างเคสของแม่เราที่เป็นโรคไขมันพอกตับ ต้องพบแพทย์เฉพาะทาง และยาก็มีราคาสูง ภาครัฐควรเข้ามาช่วยตรงนี้”

นอกจากนี้การพาผู้สูงอายุไปตรวจสุขภาพยังไม่ตอบโจทย์ข้อจำกัดในหลายๆ ด้านทั้งของ Caregiver และของผู้สูงอายุเอง

ปุยระบุว่า แม้จะได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐในส่วนของสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทองก็จริง แต่ขั้นตอนหรือวิธีการไปพบแพทย์ สถานที่ที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ เอกสารที่ต้องยื่นยังยุ่งยาก ได้ยาครบบ้างไม่ครบบ้าง ไปแล้วต้องไปอีก เป็นขั้นตอนการบริหารจัดการที่ยุ่งยากมาก

เธอกล่าวว่า “มันช่วยค่ารักษาจริง แต่มันได้อีกโรคมาคือความเครียด”

สิ่งที่ปุยอยากสนับสนุนให้ภาครัฐทำคือ การสร้างสังคมที่โอบรับผู้สูงอายุ เธอยกตัวอย่างพื้นที่ต่างจังหวัดว่าเป็นพื้นที่ที่มีการปฏิสัมพันธ์และการรวมกลุ่มของผู้สูงอายุมากกว่าพื้นที่เมือง จึงเสนอว่าควรสนับสนุนให้เกิดพื้นที่ที่สามารถรวมกลุ่มผู้สูงอายุ ให้มาพบปะทำกิจกรรมร่วมกันได้มากกว่าที่เป็นอยู่

“อีกหน่อยประเทศไทยหรือแม้กระทั่งกรุงเทพฯ เอง สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ต่างจังหวัดยังมีชมรม อสม.เยอะแยะ แต่ในบริบทของคนเมือง คนกรุงเทพฯ มันขาดตรงนี้ไปเยอะ ให้เอางบประมาณมาช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ให้มีกิจกรรม”

นี่ไม่ใช่แค่ข้อเสนอแนะ แต่ปุยมีโมเดลที่เคยทำให้ผู้สูงอายุมารวมกลุ่มทำกิจกรรมร่วมกันได้แล้ว ภายใต้ชื่อ ‘ชุมนุมคลายเหงาวัยเกษียณ’ โดยชักชวนผู้สูงอายุภายในหมู่บ้านของเธอ มารวมตัวกันที่บ้านเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน โดยคำนึงถึงข้อจำกัดของผู้สูงอายุที่มักติดปัญหาเรื่องการออกไปข้างนอก เนื่องจากการเดินทางไม่สะดวก

“การเป็น Caregiver อย่ามองผู้สูงอายุหรือคนใกล้ชิดเราเป็นภาระ ให้มองว่าเขาเป็นพลังให้เรามีชีวิตอยู่ ตื่นขึ้นมาก็ขอให้คิดว่า มีคนที่ให้เราดูแลอยู่ ดีกว่าตื่นขึ้นมาแล้วตั้งคำถามว่า วันนี้ตื่นขึ้นมาแล้วเราต้องทำอะไร นี่เป็นการทำบุญในแบบที่เราไม่ต้องไปนั่งทรมานนาน แต่ทำกับคนที่บ้านที่เป็นเหมือนพระในบ้านของเรา” ปุยทิ้งท้าย

Tags: , , , , , , , ,