ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันกำลังกลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 4.5% โดยขนาดเศรษฐกิจของ 11 ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) มีขนาดใหญ่ถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 151.48 ล้านล้านบาท) คิดเป็นเขตเศรษฐกิจอันดับที่ 4 ของโลก
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ผันผวน ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และล่าสุดอาเซียนเองก็กำลังเจอกับปัญหาเอลนีโญ และภัยธรรมชาติต่างๆ ที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งมากขึ้น
ในเวทีการประชุม IMF-World Bank ประจำปี 2026 ที่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เองก็มีเวทีเสวนา ASEAN in a Changing Global Landscape ที่มีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศ ได้แก่ คริสตาลินา จอร์จีวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พร้อมด้วย อัตสึชิ มิมูระ (Atsushi Mimura) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังฝ่ายกิจการระหว่างประเทศของญี่ปุ่น, สก็อต มอร์ริส (Scott Morris) รองประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB), อีไล เรโมโลนา (Eli Remolona) ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์, กฤษณะ ศรีนิวาสัน (Krishna Srinivasan) ผู้อำนวยการกรมเอเชียและแปซิฟิกของ IMF และยาสึโตะ วาตานาเบะ (Yasuto Watanabe) ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office: AMRO) เข้าร่วมการสนทนา
อาเซียนควรให้ความสำคัญกับ ‘การค้าภายใน’ ให้มากขึ้น
จอร์จีวากล่าวว่า ปัจจุบันทวีปเอเชียเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก โดยมีสัดส่วนการเติบโตมากถึง 2 ใน 3 ของการเติบโตทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก ทำให้ภูมิภาคอาเซียนได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน นั่นจึงทำให้แต่ละประเทศต้องให้ความสำคัญกับความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) และด้วยเหตุนี้ ความร่วมมือกันของประเทศทั้งภายในและนอกภูมิภาคจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
กรรมการผู้จัดการ IMF ชี้ 4 เรื่องสำคัญที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องให้ความสำคัญ อย่างแรกคือ การรักษากันชนและพื้นที่ทางการคลัง เนื่องจากทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ประเทศที่มีทรัพยากรเพียงพอจะรับมือกับสถานการณ์ได้ดีมากกว่า และในห้วงเวลาที่ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นเช่นนี้ จอร์จีวาเสนอให้แต่ละประเทศออกแนวทางช่วยเหลือผู้คนที่ได้รับผลกระทบมากกว่าการช่วยเหลือแบบครอบคลุม
ส่วนเรื่องที่ 2 กรรมการผู้จัดการ IMF เสนอให้เร่งปฏิรูปทางเศรษฐกิจ เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะ IMF เชื่อว่าการปฏิรูปแบบตลาดนำ (Market-Oriented Reform) จะสามารถเพิ่ม GDP ที่แท้จริงของอาเซียนได้ถึง 3% ในระยะสั้นและระยะกลาง
ขณะที่เรื่องที่ 3 ประเทศสมาชิกอาเซียนควรเน้นการค้าภายในให้มากขึ้นกว่าในปัจจุบันที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 22% เท่านั้น เทียบกับสหภาพยุโรป (EU) ที่มีการค้าภายในประเทศสมาชิกสูงถึง 60% โดยประเมินว่า หากประเทศในภูมิภาคเพิ่มการค้าระหว่างกันได้ จะเพิ่ม GDP ของแต่ละประเทศได้ถึง 5% ในระยะยาว เทียบเท่ากับการนำขนาดเศรษฐกิจ 1 ใน 3 ของขนาดเศรษฐกิจประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
ส่วนเรื่องสุดท้าย อาเซียนควรมีความร่วมมือเชิงลึกให้มีมากกว่าผลประโยชน์ทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือทางด้านดิจิทัล ความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน หรือความร่วมมือด้านพลังงาน ซึ่ง IMF เชื่อว่า ประชาคมอาเซียนนั้นจะเป็นตัวอย่างที่ดี ว่าแนวคิดโตไปด้วยกัน (Growing Together) เกิดขึ้นได้จริง
ทั้งนี้ ผู้อำนวยการกรมเอเชียและแปซิฟิกของ IMF มองว่า หนึ่งในปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อทวีปเอเชีย รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ ‘พลังงาน’ โดยปัจจุบันสัดส่วนการใช้น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคนั้นสูงถึง 7.7% ของ GDP ซึ่งหลายประเทศรับมือกับสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับปมการค้าที่ภาษีกีดกันของสหรัฐฯ ที่ประเทศในประชาคมอาเซียนเผชิญอยู่ที่เฉลี่ย 12.4% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่ IMF คาดการณ์ไว้
“อาเซียนตอบสนองต่อสภาวะผันผวนได้เป็นอย่างดี และปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม หลายประเทศกระจายความเสี่ยงด้วยการหาแหล่งพลังงานที่หลากหลายขึ้น นอกจากนี้ยังมีการใช้นโยบายต่างๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชน ซึ่งผมมองว่าการปกป้องประชาชนนั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก” ผู้อำนวยการกรมเอเชียและแปซิฟิกของ IMF ระบุ
เพราะวิกฤตจะกลายเป็นโอกาสของอาเซียน
ด้าน ยาสึโตะ วาตานาเบะ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office: AMRO) เสนอแนวทางบนเวทีสนทนาไปถึงผู้กำหนดนโยบาย รัฐบาล รวมถึงธนาคารกลางของแต่ละประเทศว่า ควรให้ความสำคัญกับ 3 เรื่อง ประกอบด้วย Agile, Credible และ Targeted
วาตานาเบะระบุว่า ประเทศจำเป็นต้องมีความคล่องตัวและยืดหยุ่น (Agile) มากขึ้น เมื่อเจอกับสภาวะความไม่แน่นอนสูง โดยนโยบายจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกันในความน่าเชื่อถือ (Credibility) แต่ละรัฐบาลจำเป็นต้องมีการสื่อสารที่ดี ชัดเจนกับภาคเอกชนเพื่อให้เกิดความไว้วางใจต่อนโยบายสาธารณะ และสุดท้ายนโยบายที่ออกต้องตรงจุด และมีเป้าหมายที่ชัดเจน (Targeted)
อัตสึชิ มิมูระ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังฝ่ายกิจการระหว่างประเทศของญี่ปุ่น เสริมว่า ในห้วงเวลาปัจจุบัน สิ่งที่หลายประเทศต้องทำ คือการจำกัดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการรับมือกับเงินเฟ้อที่จะสูงขึ้น ขณะที่ความท้าทายในระยะยาว ปัญหาที่ประเทศอาเซียนต้องเจอนั้นไม่ต่างจากประเทศญี่ปุ่นมากนัก ไม่ว่าจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ โลก 2 ขั้ว (Bipolarization) การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และการเป็นสังคมดิจิทัล (Digitalization)
1. สังคมผู้สูงอายุ กล่าวคือสังคมของประเทศไทยและสิงคโปร์กำลังเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันประเทศอย่างฟิลิปปินส์ยังมีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก ซึ่งประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจำเป็นต้องเตรียมพร้อมกับสวัสดิการสังคมและระบบบำนาญ ส่วนประเทศที่ยังมีการเติบโตของประชากรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาและการขยายจำนวนประชากร
2. โลก 2 ขั้ว หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นแรงกดดันจากการแข่งขันของประเทศจีน หลายประเทศและบริษัททั่วโลกพยายามกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งทำให้เป็นโอกาสที่ดีของประเทศในภูมิภาค เช่น ไทยและเวียดนาม
3. การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ หลายประเทศในอาเซียนกำลังเจอปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและภัยธรรมชาติที่มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งมากขึ้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังฝ่ายกิจการระหว่างประเทศของญี่ปุ่นเสนอให้หลายประเทศต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพเพื่อบริหารความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นทำงานร่วมกับธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชียมาอย่างยาวนาน
4. การเป็นสังคมดิจิทัล มิมูระระบุว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ควรลงทุนให้มากขึ้นเพื่อเกาะกับกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้ได้ ซึ่งในมุมมองของตนมองว่า หลายประเทศในอาเซียนวางบทบาทตัวเองในห่วงโซ่อุปทานเรื่องดิจิทัลได้อย่างยอดเยี่ยม เช่น มาเลเซียที่เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่สำคัญของโลกในปัจจุบัน
“ผมคิดว่าประเทศในอาเซียนควรให้ความสำคัญกับเรื่องความท้าทายเชิงโครงสร้างตั้งแต่ข้อแรกยันข้อสุดท้าย เพราะท้ายที่สุดความท้าทายเหล่านี้จะกลับมาเป็นโอกาสที่ดีให้แต่ละประเทศ” มิมูระกล่าว
มิมูระยังย้ำอีกว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีความสมดุลในตัวเองเป็นอย่างมาก มีโครงสร้างประชากรที่กำลังขยายตัว มีแรงงาน มีทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญ เช่น น้ำมันและแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals) มีประเทศที่มีความสามารถในการผลิตอย่างเวียดนามและไทย มีประเทศศูนย์กลางการเงินอย่างสิงคโปร์ รวมไปถึงมีช่องทางการขนส่งที่สำคัญอย่างยิ่ง คือช่องแคบมะละกา
“อาเซียนมีครบทั้งบุคลากร การเงิน ทรัพยากรธรรมชาติ ศักยภาพการผลิต และระบบโลจิสติกส์ เรียกว่ามีแทบทุกอย่างพร้อมสรรพอยู่แล้ว หากนำจุดแข็งของญี่ปุ่นเข้าไปผสานเติมเต็มเข้ากับจุดแข็งเหล่านี้ของอาเซียนได้ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการสนับสนุนทางการเงิน เทคโนโลยี ตลอดจนประสบการณ์ของญี่ปุ่น
“ผมเชื่อว่าญี่ปุ่นและประเทศอาเซียนจะกลายเป็นพันธมิตรที่ส่งเสริมกันและกันได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ญี่ปุ่นยังคงมีความกระตือรือร้นอย่างยิ่งที่จะทำงานร่วมกับประเทศในกลุ่มอาเซียน” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังฝ่ายกิจการระหว่างประเทศของญี่ปุ่นกล่าว
Tags: การเงิน, การลงทุน, เศรษฐกิจ, ASEAN, IMF, อาเซียน, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, World Bank, IMF-World Bank 2026, Feature




