การประท้วงที่เริ่มต้นจากปัญหาภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านชานเมืองของกรุงปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส ได้ขยายตัวไปสู่วิกฤตศรัทธาที่มีต่อรัฐบาลภายใต้การนำของ เอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีฝรั่งเศส จนสถานการณ์บานปลายกลายเป็นความโกลาหลที่เกิดขึ้นในหลายเมืองทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน กระแสการประท้วงต่อต้านรัฐบาลก็กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วภูมิภาคยุโรป นักวิชาการบางส่วนคาดการณ์ไว้ว่า การประท้วงของกลุ่มหนุ่มสาวทั่วยุโรปอาจจะรุนแรงมากขึ้นกว่านี้ในเดือนหน้า

การประท้วงเกิดขึ้นที่ไหนอีกบ้าง สาเหตุของปัญหาเหล่านี้คืออะไรกันแน่ และเหตุการณ์เหล่านี้กำลังบอกอะไรกับภูมิภาคยุโรป The Momentum สรุปวิกฤตศรัทธาของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อรัฐบาล ในวันที่พวกเขาคือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนและแบ่งขั้วมากขึ้น

ม็อบต้านรัฐบาลเกิดขึ้นในหลายประเทศ

 1. ฝรั่งเศส: จากห้องเรียนสู่การลงถนน

การประท้วงเริ่มต้นขึ้นที่โรงเรียน Lycée Saint-Exupéry ชานเมืองการ์เตย์ กรุงปารีส เมืองหลวงของประเทศ เมื่อช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งนักเรียนได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนห้องเรียนและบุคลากรครู ตลอดจนปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงเรียนและระบบการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น

แม้รัฐบาลจะให้คำมั่นสัญญาว่าจะพยายามสรรหาบุคลากรครูมากกว่า 3,000 คนเติมเข้าสู่ระบบ อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาข้างต้นยังไม่สามารถคลี่คลายความไม่พอใจของกลุ่มนักเรียนได้ การประท้วงจึงดำเนินต่อเนื่องและขยายออกไปสู่กลุ่มสหภาพแรงงาน เกษตรกร นักเคลื่อนไหว และขบวนการ ‘เสื้อกั๊กเหลือง’ ที่เคยเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในปี 2018 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เข้าร่วมการประท้วงในครั้งนี้ด้วย

ขณะเดียวกัน การประท้วงยังดันข้อเรียกร้องไปสู่ประเด็นทางเศรษฐกิจและสังคมที่กว้างขึ้น ทั้งประเด็นค่าครองชีพและราคาพลังงานน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ตลอดจนความไม่พอใจที่มีต่อรัฐบาลในการรับมือกับปัญหาต่างๆ 

จนกระทั่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 ตุลาคม 2026) มีผู้ชุมนุมเข้าร่วมการประท้วงและลงถนนมากกว่า 5.5 แสนคน การชุมนุมทวีความรุนแรงมากขึ้นจนนำไปสู่เหตุจลาจล มีทั้งการเผาทำลายอาคารและสถาปัตยกรรมเก่าในบางเมือง เกิดการปล้นสะดมร้านค้ามากกว่า 1,500 แห่ง รวมถึงการปะทะระหว่างผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า มีผู้ประท้วงที่ถูกจับกุมแล้วมากกว่า 2,400 คน ขณะที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บอีก 150 นาย

การประท้วงยังคงเกิดขึ้นในบางพื้นที่ในวันถัดมา และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (19 ตุลาคม 2026) นักเรียนนักศึกษาบางส่วนได้ปิดกั้นทางเข้าพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดของกรุงปารีส

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ เซบาสเตียง เลอกอร์นู (Sebastien Lecornu) นายกรัฐมนตรีของฝรั่งเศส สั่งประกาศเคอร์ฟิวในบางเมืองเพื่อควบคุมสถานการณ์และรักษาความปลอดภัยของประชาชน ขณะที่มาครงกล่าวประณามกลุ่มฝ่ายซ้ายสุดโต่ง พร้อมระบุว่า ผู้ที่กระทำความผิดจะต้องได้รับโทษทางกฎหมาย 

ทั้งนี้ คาดว่าฝรั่งเศสมีกำหนดนัดประท้วงอีกครั้งในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ (24 ตุลาคม 2026) ขณะที่สหภาพแรงงานฝรั่งเศสประกาศนัดหยุดงานทั่วประเทศในวันที่ 5 พฤศจิกายนที่จะถึง เพื่อชุมนุมประท้วงเรียกร้องค่าแรงจากรัฐบาล

 2. อิตาลี: เตรียมนัดหยุดงานประท้วงใหญ่

ในวันที่ฝรั่งเศสเกิดเหตุจลาจลใหญ่ เมืองใหญ่หลายเมืองของอิตาลีอย่างมิลาน ตูริน โบโลญญา รวมถึงกรุงโรม เมืองหลวงของประเทศ ก็เกิดการเดินขบวนประท้วงของกลุ่มหนุ่มสาวเช่นกัน โดยระหว่างการชุมนุมเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมและมีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 270 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 150 นาย

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่อิตาลีออกมาต่อต้านรัฐบาลขวาจัดของ จอร์เจีย เมโลนี (Giorgia Meloni) นายกฯ คนปัจจุบัน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ ค่าแรงขั้นต่ำ และวิกฤตราคาน้ำมันและเชื้อเพลิง ตลอดจนยกระดับบริการสาธารณะและปรับระบบภาษีให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น รวมถึงขอให้ลดงบประมาณด้านกลาโหมและเพิ่มการลงทุนด้านการศึกษามากขึ้น

ทั้งนี้ สหภาพแรงงานอิตาลีมีกำหนดนัดหยุดงานทั่วประเทศเพื่อเข้าร่วมการประท้วงในวันที่ 20 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ขณะที่เมโลนีเตรียมเรียกประชุมด้านความมั่นคงฉุกเฉินกับคณะรัฐมนตรี

 3. สเปน: ราคาที่พักอาศัยพุ่งสูงจนผู้สูงอายุไร้ที่อยู่

การประท้วงในสเปนเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับฝรั่งเศส โดยมีประเด็นหลักอยู่ที่วิกฤตราคาที่อยู่อาศัย ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลระงับการไล่ที่ของผู้ด้อยโอกาส และขอให้ออกมาตรการควบคุมค่าเช่าระยะสั้นเพื่อช่วยบรรเทาภาระของประชาชน

จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นหลัง มารีการ์เมน อาบัสกัล (Maricarmen Abascal) วัย 87 ปี ถูกขับไล่ออกจากที่พักที่อาศัยมานานกว่า 70 ปี เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2026 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจหามเธอออกมาด้วยเปล ก่อนจะนำตัวส่งโรงพยาบาล หลังหญิงชรารายนี้ไม่สามารถแบกรับค่าเช่าที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 230% ได้ ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

หลังการเสียชีวิตของอาบัสกัล สหภาพผู้เช่าได้จัดตั้งเต็นท์พักแรมเพื่อประท้วง ณ จัตุรัสปูเอร์ตา เดล โซล (Puerta del Sol) ใจกลางกรุงมาดริด เมืองหลวงของสเปน โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 1 หมื่นคน ก่อนที่การประท้วงจะขยายวงกว้างไปยังเมืองอื่นๆ ของประเทศ

 4. โปรตุเกส: กางเต็นท์เรียกร้องรัฐบาลเยียวยาค่าที่อยู่อาศัย

ห่างออกไปจากสเปนราว 600 กิโลเมตร ณ จัตุรัสรอสซิโอ (Rossio) ใจกลางกรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ผู้ประท้วงหลายพันคนกางเต็นท์และตั้งค่ายพักแรม เพื่อคัดค้านร่างกฎหมายปฏิรูปค่าเช่าและเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก

นับตั้งแต่ปี 2015-2024 ราคาที่อยู่อาศัยในโปรตุเกสเพิ่มขึ้นมากถึง 124% ซึ่งเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการขึ้นราคาที่อยู่อาศัยของประเทศอื่นๆ ทั่วภูมิภาคยุโรปมากถึง 2 เท่า

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าสลายการชุมนุมซึ่งเป็นไปอย่างสันติ โดยให้เหตุผลว่า การตั้งค่ายพักแรมในพื้นที่สาธารณะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เบื้องต้นมีรายงานว่าผู้ชุมนุมถูกจับกุมแล้วอย่างน้อย 55 คน ขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงเตรียมนัดหยุดงานครั้งใหญ่เพื่อเดินหน้ากดดันรัฐบาลในวันที่ 11 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้

 5. เบลเยียม: จุดกระแสจากฝรั่งเศสและสเปน

การประท้วงของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในเบลเยียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมืองบรัสเซลส์ เมืองหลวงของเบลเยียม และศูนย์กลางของสหภาพยุโรป (European Union: EU) เกิดขึ้นใกล้เคียงกับกระแสประท้วงในฝรั่งเศสและสเปน

จุดประสงค์ของกลุ่มผู้ประท้วงในเบลเยียมคือ เรียกร้องให้แก้ไขปัญหาค่าเล่าเรียนระดับมหาวิทยาลัยที่สูงเกินไปและค่าที่อยู่อาศัยที่พุ่งสูงขึ้น เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วยุโรป ขณะเดียวกันผู้ชุมนุมยังแสดงจุดยืนสนับสนุนการประท้วงในสเปน พร้อมชูแนวคิด ‘Gen Z คือรุ่นสุดท้าย’ 

นอกจากนี้ ในกลุ่มประท้วงยังวิพากษ์วิจารณ์การรับมือของสหภาพยุโรปต่อวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาค และเรียกร้องให้สถาบันดังกล่าวเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวมากขึ้น

และเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 ตุลาคม 2026) เจ้าหน้าที่ตำรวจนำแก๊สน้ำตาเข้าสลายการชุมนุม และเกิดการปะทะระหว่างผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 5 นาย 

แบร์นาร์ด แก็งแตง (Bernard Quintin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงและมหาดไทยของเบลเยียม ระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ใช่การประท้วงอีกต่อไป แต่กำลังจะยกระดับกลายเป็นความรุนแรง

 6. แอลเบเนีย: จากฟลามิงโกสู่นักเรียน

นักเรียนนักศึกษาในแอลเบเนียก็รวมตัวกันชุมนุมประท้วงที่ใจกลางกรุงติรานา เมืองหลวงของแอลเบเนียเช่นกัน โดยการประท้วงดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่วันที่ 9 ท่ามกลางข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาล ตลอดจนเรียกร้องให้ เอดี รามา (Edi Rama) นายกฯ แอลเบเนีย ลาออกจากตำแหน่ง

ระหว่างการชุมนุมเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยผู้ชุมนุมบางส่วนได้ขว้างดอกไม้ไฟ พลุ และระเบิดเพลิงใส่เจ้าหน้าที่ ขณะที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมด้วยการใช้แก๊สน้ำตา ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และกระสุนยางเพื่อควบคุมสถานการณ์

กระทรวงสาธารณสุขรายงานตัวเลขผู้บาดเจ็บในช่วง 6 วันแรกของการชุมนุมว่ามีมากกว่า 303 คน ในจำนวนนี้มีเจ้าหน้าที่มากกว่า 190 นาย ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีผู้ถูกจับกุมแล้วกว่า 240 คน

ขณะเดียวกัน รามายืนยันว่าจะไม่ลาออก โดยระบุว่าการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเลือกตั้งครั้งใหม่เท่านั้น พร้อมกล่าวหาว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้น มีรัสเซียและอิหร่านอยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้ยังประกาศมอบเงินพิเศษราว 2,500 ยูโร (ประมาณ 93,827.76 บาท) ให้แก่เจ้าหน้าที่แต่ละนายที่ถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการประท้วงอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม รัฐบาลของรามาเผชิญแรงกดดันจากประชาชน หลังมีผู้ชุมนุมหลายพันคนออกมาคัดค้านโครงการก่อสร้างรีสอร์ตหรูบนเกาะซาซาน ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดของแอลเบเนีย และเป็นพื้นที่เพาะพันธุ์ของนกฟลามิงโก 

โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เพื่อต้องการส่งเสริมเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ไม่เพียงแค่นั้น โครงการนี้ยังมี จาเร็ด คุชเนอร์ (Jared Kushner) ลูกเขยของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่อีกด้วย

ผู้ประท้วงกังวลว่า การพัฒนารีสอร์ตแห่งนี้อาจส่งผลกระทบต่อแหล่งที่อยู่อาศัยและการเพาะพันธุ์ของนกฟลามิงโกในพื้นที่ได้

 7. อินโดนีเซีย: กระแสฝรั่งเศสจุดไฟในเอเชีย

กระแสการประท้วงในฝรั่งเศสไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภูมิภาคยุโรปเท่านั้น เมื่อเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียช่วยส่งให้กระแสดังกล่าวข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นการประท้วงของคนรุ่นใหม่ในอินโดนีเซียด้วยเช่นกัน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (20 ตุลาคม 2026) เจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่า 9,500 นาย ถูกระดมกำลังประจำการทั่วกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย หลังนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศอย่างน้อย 2 แห่ง นำขบวนการประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนตัวลง และวิกฤตเศรษฐกิจโดยภาพรวมของประเทศ

นอกจากนี้ กลุ่มนิสิตนักศึกษายังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาไฟป่าที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังหมอกควันจากไฟป่าเริ่มส่งผลกระทบต่อชุมชน จนผู้คนหลายแสนคนล้มป่วยและไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

กระแสการประท้วงขยายวงกว้างไปยังเมืองใหญ่อื่นๆ อย่างบันดุง ยอกยาการ์ตา เปกันบารู และมากัสซาร์ อีกทั้งเมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ยังเกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้ชุมนุมในหลายพื้นที่

อนึ่ง ข้อมูลจาก Nusantara Atlas เว็บไซต์ติดตามและตรวจสอบปัญหาการทำลายป่าไม้และไฟป่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระบุว่า ไฟป่าในอินโดนีเซียปีนี้มีสาเหตุหลักมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งสร้างความเสียหายมากกว่า 1.9 ล้านเฮกตาร์ทั่วประเทศในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 

นอกจากนี้ มลพิษทางอากาศจากไฟป่ายังแพร่กระจายไปยังประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ด้วยเช่นกัน

สาเหตุร่วมจากสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอน

แม้ข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงในแต่ละประเทศจะแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละพื้นที่ แต่ประเด็นร่วมที่ปรากฏให้เห็นในหลายประเทศคือ ความไม่พอใจต่อรัฐบาลในการรับมือกับปัญหาต่างๆ ควบคู่ไปกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน 

หนึ่งในปัจจัยหลักคือ สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ดำเนินเข้าสู่ปีที่ 4 ทำให้ยุโรปยังต้องเดินหน้าให้การสนับสนุนยูเครนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดการขยายอิทธิพลของรัสเซีย ในทางกลับกัน สหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์กลับแสดงท่าทีประนีประนอมกับรัสเซียมากขึ้น 

ขณะเดียวกัน ปัจจัยจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มปะทุเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยังเข้ามาซ้ำเติมยุโรป โดยคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission: EC) ประเมินว่า การหยุดชะงักของการผลิตสินค้าและพลังงานส่งผลให้ยุโรปเสียหายราว 1 แสนล้านยูโร (ประมาณ 3.77 ล้านล้านบาท) และทำให้ราคาเชื้อเพลิงในยุโรปพุ่งสูงมากถึง 140%

มารีอา ซิลเบสเตร (María Silvestre) อาจารย์ด้านสังคมวิทยาจาก University of Deusto ของสเปนกล่าวว่า คนหนุ่มสาวในยุโรปกำลังเผชิญความรู้สึก ‘ไม่แน่นอน’ และ ‘ไม่มั่นคง’ ดังนั้นเมื่อคนกลุ่มนี้เผชิญสถานการณ์บางอย่างพร้อมกัน จึงเป็นเรื่องง่ายที่ทำให้พวกเขาต้องออกมาประท้วงบนท้องถนน

อนาคตต่อไป: การต่อสู้ของคนรุ่นใหม่และการเติบโตของพรรคฝ่ายขวา

จนถึงตอนนี้ รัฐบาลของแต่ละประเทศมีแนวทางรับมือกระแสประท้วงแตกต่างกันออกไป โดยฝรั่งเศสและอิตาลีระดมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมเข้าไปในหลายพื้นที่สำคัญทั่วประเทศเพื่อเตรียมรับมือกับการประท้วงที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้

ด้าน เปโดร ซานเชซ (Pedro Sánchez) นายกฯ สเปน ประกาศยุบสภาฯ และเตรียมจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดในวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ หลังรัฐบาลเสนอแผนฉุกเฉินเพื่อรับมือกับปัญหาที่อยู่อาศัยตามข้อเรียกร้องของประชาชน แต่กลับถูกที่ประชุมรัฐสภาลงมติคว่ำ 

ส่วนรัฐบาลเบลเยียมและโปรตุเกสออกมาประณามการใช้ความรุนแรงระหว่างการประท้วง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประกาศมาตรการรับมือหรือข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมเพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์หลายฝ่ายต่างคาดการณ์และเตือนว่า ความไม่พอใจของกลุ่มคนหนุ่มสาวอาจลุกลามไปสู่อีกหลายประเทศของยุโรปในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และการประท้วงอาจยกระดับความรุนแรงมากขึ้นไปอีก

ขณะที่ ฌีล อีวัลดี (Gilles Ivaldi) ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยการเมือง Sciences Po วิเคราะห์ว่า ปัญหาเศรษฐกิจและวิกฤตราคาพลังงานเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการเมืองแบบประชานิยมทั่วยุโรป

อนึ่ง ในปี 2027 หลายประเทศมีกำหนดจัดการเลือกตั้งครั้งสำคัญมากกว่า 7 ประเทศทั่วยุโรป

อย่างที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส ไม่ว่าจะ มารีน เลอ แปน (Marine Le Pen) จากพรรค National Rally ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดของฝรั่งเศส หรือฌ็อง-ลุก เมล็องชง (Jean-Luc Mélenchon) จากพรรคฝ่ายซ้ายอย่าง La France Insoumise (LFI) ต่างชูนโยบายเรื่องวิกฤตราคาพลังงานและน้ำมันสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2027 

อีกทั้ง ข้อมูลจาก Elabe สถาบันที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ของฝรั่งเศสยังพบว่า คะแนนความนิยมของเลอ แปน เพิ่มมากขึ้นหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่คะแนนความนิยมของมาครงกลับลดลง

นอกจากนี้ อีวัลดียังชี้ว่า พรรคการเมืองฝ่ายขวาในหลายประเทศที่หันมาชูนโยบายฟื้นฟูความสัมพันธ์ด้านพลังงานกับรัสเซียเพื่อลดต้นทุน ซึ่งถือเป็นการท้าทายฉันทมติทางการเมืองกระแสหลักของยุโรปที่ให้การสนับสนุนยูเครน กำลังได้รับคะแนนความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แนวโน้มนี้เริ่มต้นเห็นได้จากการกวาดชัยชนะของพรรค AfD พรรคการเมืองขวาจัดของเยอรมนี ที่สนับสนุนแนวนโยบายฟื้นฟูความสัมพันธ์ด้านพลังงานกับรัสเซีย ในการเลือกตั้งระดับรัฐเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ขณะที่ในอิตาลี พรรค National Future ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ด้านก๊าซธรรมชาติกับรัสเซีย นำโดย โรแบร์โต วานนัชชี (Roberto Vannacci) ก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจนมีคะแนนสนับสนุนใกล้เคียงกับพรรค Fratelli d’Italia ของเมโลนี 

สำหรับโปแลนด์ หนึ่งในประเทศที่ให้การสนับสนุนยูเครนอย่างเหนียวแน่นมาตลอด วิกฤตราคาพลังงานและน้ำมันทำให้พรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดอย่างพรรค Confederation of the Polish Crown ซึ่งมี เกรกอร์ซ บราวน์ (Grzegorz Braun) เป็นผู้นำพรรค ได้รับคะแนนนิยมมากขึ้น 

“ผมรักในการดมกลิ่นก๊าซธรรมชาติของรัสเซียในตอนเช้า” คือคำปราศรัยตอนหนึ่งของบราวน์ ขณะขึ้นกล่าวที่เมืองลูบมิน เมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเยอรมนี ร่วมกับสมาชิกพรรค AfD

ที่มา:

– https://www.theguardian.com/world/2026/oct/18/europe-protests-france-spain-portugal-2026-explainer 

– https://www.aljazeera.com/news/2026/10/18/why-have-frances-school-protests-become-a-wider-political-crisis 

– https://www.aljazeera.com/news/2026/10/7/spanish-unions-call-general-strike-over-housing-before-snap-election 

– https://www.reuters.com/world/portuguese-police-clear-housing-protest-camps-arresting-55-2026-10-20/ 

– https://www.rte.ie/news/a-european-perspective/2026/1020/1596095-spain-youth-protests/

– https://ua.news/en/dovkolo-svitu/v-indoneziyi-proishli-protesti-cherez-lisovi-pozhezhi-ta-toksichnii-smog-channel-newsasia 

– https://observerbd.com/news/600696 

– https://www.france24.com/en/france/20261020-anger-at-rising-fuel-prices-bolsters-europe-s-far-right-as-unrest-sweeps-france 

Tags: , , , , , , ,