“ลองเปิดบิลค่าไฟครั้งต่อไป คุณอาจกำลังจ่ายเงินมากกว่าค่าไฟที่ใช้ในบ้านของตัวเอง”
ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมา หลัง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าสาธารณะของภาครัฐถูกนำไปรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ทำให้หลายคนเพิ่งรู้เป็นครั้งแรกว่า ค่าไฟที่จ่ายในแต่ละเดือนไม่ได้สะท้อนเพียงปริมาณการใช้ไฟภายในบ้านของตนเอง แต่ยังรวมถึงต้นทุนอื่นๆ ที่ถูกเฉลี่ยรวมอยู่ในระบบด้วย
ต้นทุนดังกล่าวไม่ได้ปรากฏเป็นรายการ ‘ค่าไฟสาธารณะ’ ในบิลค่าไฟโดยตรง แต่ถูกบรรจุอยู่ในหมวดความสูญเสียที่ไม่ใช่เชิงเทคนิค (Non-Technical Loss) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ค่าไฟฐาน’ ทำให้ประชาชนร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายนี้โดยไม่รู้ตัว คิดเป็นประมาณ 10 สตางค์ต่อหน่วย หรือรวมแล้วกว่าหมื่นล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เพิ่งถูกเปิดเผยอาจเป็นเพียงปลายยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ประเด็น 10 สตางค์อาจไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลที่สุด หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ว่า ประชาชนส่วนใหญ่แทบไม่รู้เลยว่า ตนเองจ่ายค่าอะไรอยู่บ้างในบิลค่าไฟแต่ละเดือน เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคือ โครงสร้างค่าไฟฟ้าทั้งระบบที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยต้นทุนแฝง
เรากำลังจ่ายค่าอะไรกันแน่ในบิลค่าไฟ แล้วโครงสร้างค่าไฟในปัจจุบันเป็นธรรมหรือไม่
The Momentum พูดคุยกับ สันติชัย อาภรณ์ศรี ผู้ประสานงาน JustPow องค์กรด้านข้อมูล องค์ความรู้ การสื่อสารในด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อชวนแกะปมโครงสร้างค่าไฟไทย และทำความเข้าใจว่า โครงสร้างค่าไฟส่วนใดเป็นต้นตอที่ทำให้ค่าไฟของคนไทยยังมีราคาแพง และจำเป็นต้องได้รับการปฏิรูป เพื่อให้ระบบพลังงานโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น
‘ค่าไฟไปไหน’ คนไทยจ่ายค่าอะไรอยู่ในบิลค่าไฟ
สันติชัยกล่าวว่า หากไปดูข้อมูลของหน่วยงานการไฟฟ้า ค่าไฟฟ้าจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ค่าพลังงานไฟฟ้า (ค่าไฟฐาน) และค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ตามข้อมูลที่ปรากฏในบิลค่าไฟ แต่ปัญหาสำคัญคือ ประชาชนแทบไม่รู้เลยว่า ในค่าไฟทั้ง 2 ส่วนนี้ประกอบด้วยต้นทุนอะไรบ้าง
ดังนั้น JustPow จึงพยายามไม่อธิบายตามโครงสร้างของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพราะมองว่า การแบ่งเป็นค่าไฟฐานและค่า Ft ทำให้ประชาชนเข้าใจได้ยาก อีกทั้งต้นทุนบางรายการยังถูกนับอยู่ทั้งในค่าไฟฐานและค่า Ft ยิ่งทำให้เกิดความสับสน
โดย JustPow ได้พัฒนาแนวทางใหม่ในการอธิบายโครงสร้างค่าไฟผ่านเว็บไซต์ ‘ค่าไฟไปไหน’ โดยนำค่าไฟฐานและค่า Ft มาแยกออกใหม่ เพื่อให้เห็นชัดเจนว่า สุดท้ายแล้วค่าไฟที่จ่ายไปนั้นถูกแบ่งไปยังต้นทุนประเภทใดบ้าง
วิธีการของ JustPow เริ่มจากการแบ่งต้นทุนออกเป็น 2 ส่วนคือ เงินที่จ่ายให้กับภาครัฐและเงินที่จ่ายให้กับภาคเอกชน เนื่องจากระบบผลิตไฟฟ้าของไทยมีทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากภาคเอกชนมีมากกว่าภาครัฐ จากนั้นจึงแบ่งต้นทุนออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ค่าเชื้อเพลิง ค่าดำเนินการ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ในส่วนของค่าเชื้อเพลิงนั้น ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายในการจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน น้ำมันดีเซล และน้ำมันเตา
ส่วนค่าดำเนินการของภาครัฐ ได้แก่ ค่าก่อสร้างและค่าดำเนินการโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ทั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำและโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ ขณะที่ฝั่งเอกชนประกอบด้วยต้นทุนหลายรายการ เช่น ค่าความพร้อมจ่าย ค่าซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศอย่างลาว ค่าซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กแบบ Non-Firm และค่าเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าเอกชนทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่
นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกจำนวนมาก โดยฝั่งภาครัฐมีทั้งค่าสายส่ง ค่าส่วนต่าง Ft และเงินสมทบกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ส่วนฝั่งเอกชนมีค่ารับซื้อพลังงานหมุนเวียนตามมาตรการ Adder และ Feed-In Tariff (FiT) ค่าผ่านท่อก๊าซ ค่าส่งเสริมการประหยัดเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก และค่าพลังงานไฟฟ้าในช่วงทดสอบระบบ
“ประเด็นล่าสุดเรื่องค่าไฟสาธารณะประมาณ 10 สตางค์ ที่มีการบอกว่าถูกนำไปฝังอยู่ในค่าความสูญเสียที่ไม่ใช่เชิงเทคนิค ค่าใช้จ่ายลักษณะนี้ไม่มีใครรู้ นอกจากหน่วยงานที่ถือข้อมูลอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพลังงาน หรือคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพราะฉะนั้น หากถามว่ายังมีต้นทุนอะไรอีกที่ประชาชนไม่รู้ คงไม่มีใครตอบได้ นอกจากกระทรวงพลังงานเท่านั้น”
‘ค่าความพร้อมจ่าย’ แม้ไม่ได้ผลิตไฟก็ยังต้องจ่าย
แม้ว่าค่าไฟสาธารณะจะมีมูลค่าประมาณ 10 สตางค์ต่อหน่วย แต่ในโครงสร้างค่าไฟไทยยังมีต้นทุนอีกหลายส่วนที่น่ากังวล หนึ่งในนั้นคือ ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ หรือเราเรียกว่า Availability Payment (AP) หากจ่ายให้กับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (IPP) หรือ Capacity Payment (CP) หากจ่ายให้กับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (SPP) ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 80 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็น 19.25% ของบิลค่าไฟฟ้า นับเป็นต้นทุนที่สูงเป็นอันดับ 2 ในโครงสร้างค่าไฟของไทย
โดยหลักการแล้ว ค่าความพร้อมจ่ายไม่ได้มีปัญหา หากโรงไฟฟ้าเดินเครื่องและจ่ายไฟเข้าระบบตามปกติ เพราะเป็นกลไกที่ใช้จ่ายให้แก่โรงไฟฟ้าที่มีความพร้อมในการผลิต เพื่อให้มีโรงไฟฟ้าสำรองเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ
ค่าความพร้อมจ่ายทำหน้าที่เสมือน ‘เงินการันตี’ ให้กับผู้ประกอบการ หากโรงไฟฟ้าพร้อมเดินเครื่องตามเงื่อนไขในสัญญา ก็จะได้รับรายได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งถูกออกแบบให้ครอบคลุมทั้งต้นทุนการลงทุน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Cost) และผลกำไรของผู้ประกอบการ โดยเป็นการคำนวณแบบเหมารวมล่วงหน้าว่า ตลอดอายุสัญญา โรงไฟฟ้าควรได้รับผลตอบแทนประมาณเท่าไร จึงกำหนดค่าความพร้อมจ่ายไว้ในระดับที่สามารถครอบคลุมต้นทุนทั้งหมดได้
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ประเทศไทยมีไฟฟ้าสำรองอยู่ในระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีโรงไฟฟ้าบางแห่งที่ไม่ได้ผลิตเท่ากับกำลังการผลิตตามสัญญา หรือแทบไม่ได้ผลิตไฟฟ้าเลย แต่ยังได้รับค่าความพร้อมเต็มจำนวนตามที่ระบุไว้ในสัญญา เนื่องจากสัญญาได้ล็อกเงื่อนไขการจ่ายเงินเอาไว้แล้วว่า จะต้องจ่ายในอัตราเท่าไร
“ดังนั้น จะทำอย่างไรให้การจ่ายค่าความพร้อมจ่ายสำหรับโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้มีการผลิตเกิดขึ้นเลย หรือมีการผลิตเพียงเล็กน้อยมีความสมเหตุสมผลมากขึ้น เช่น ควรมีการปรับเงื่อนไขไหม หากโรงไฟฟ้าไม่ได้มีการผลิตเกิดขึ้นเลยตลอดทั้งปี อาจได้รับเพียงบางส่วนของค่าความพร้อมจ่าย แทนที่จะได้รับเต็มจำนวน หรืออาจมีการเจรจาทำสัญญาใหม่เพื่อให้การจ่ายเงินสอดคล้องกับการใช้งานจริงมากขึ้น”
ทว่าขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่ากระทรวงพลังงานจะใช้แนวทางใดในการจัดการกับประเด็นดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาปรับสัญญา การจัดทำสัญญารูปแบบใหม่ หรือการออกมาตรการอื่นๆ แม้รัฐบาลจะส่งสัญญาณว่ากำลังเข้ามาดูแลเรื่องนี้ แต่รายละเอียดและแนวทางดำเนินการยังต้องติดตามต่อไป
ทั้งนี้ ข้อมูลจากเอกสารชี้แจงสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) ของ กฟผ.ปี 2568 สะท้อนให้เห็นปัญหาของระบบไฟฟ้าสำรองเกินอย่างชัดเจน โดยในปีดังกล่าว มีการประมาณการค่าความพร้อมจ่ายให้กับโรงไฟฟ้าเอกชนรวมทั้งสิ้น 105,586.51 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม กำลังการผลิตไฟฟ้าที่คาดว่าจะถูกใช้งานจริงจากโรงไฟฟ้าเอกชนอยู่ที่เพียง 16,347.65 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 56.44% ของกำลังการผลิตตามสัญญาที่มีอยู่ทั้งหมด 28,966 เมกะวัตต์เท่านั้น หมายความว่า เกือบครึ่งหนึ่งของกำลังผลิตที่รัฐทำสัญญาไว้ไม่ถูกใช้งานจริง แต่ประชาชนยังต้องร่วมจ่ายค่าความพร้อมจ่ายให้กับกำลังการผลิตส่วนนี้ผ่านบิลค่าไฟ
เมื่อคำนวณจากสัดส่วนดังกล่าว พบว่า ในปี 2568 เพียงปีเดียว มีค่าความพร้อมจ่ายที่ถูกจ่ายให้กับกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ไม่ได้ถูกใช้จริงสูงถึงประมาณ 45,993.48 ล้านบาท หากพิจารณาย้อนหลังตั้งแต่ปี 2551-2568 จะพบว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าเอกชนที่ถูกใช้งานจริงเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 60.25% ของกำลังการผลิตตามสัญญา โดยตลอด 18 ปีที่ผ่านมา ประมาณการจ่ายค่าความพร้อมจ่ายให้แก่โรงไฟฟ้าเอกชนรวมทั้งสิ้น 1,410,354.99 ล้านบาท และเมื่อคำนวณเฉพาะส่วนที่เป็นการจ่ายให้กับกำลังการผลิตที่ไม่ได้ถูกใช้งานจริง พบว่ามีมูลค่าสูงถึงประมาณ 586,186.58 ล้านบาท
ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกส่งต่อมายังประชาชนในรูปของค่าไฟฟ้าที่ปรากฏอยู่ในบิลค่าไฟของทุกครัวเรือนและภาคธุรกิจ
เงินอุดหนุนพลังงานหมุนเวียนที่อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
ในทำนองเดียวกัน ค่า Adder หรือเงินสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน ก็เป็นอีกต้นทุนที่ควรต้องทบทวน สันติชัยเล่าว่า ตอนนี้สิ่งที่กระทรวงพลังงานกำลังทำ คือเรื่อง ‘Adder’ คือเงินสนับสนุนให้เอกชนลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เมื่อสิบกว่าปีก่อน รัฐจำเป็นต้องใช้มาตรการจูงใจเพื่อให้เกิดการลงทุนในพลังงานสะอาด เนื่องจากเทคโนโลยียังมีต้นทุนสูง แต่ปัจจุบันต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนลดลงอย่างมาก ขณะที่สัญญาสนับสนุนบางส่วนยังคงให้ผลตอบแทนในอัตราเดิม หรือราคาที่สนับสนุนไม่ได้สอดคล้องกับต้นทุนจริง เท่ากับว่าโรงไฟฟ้าเอกชนที่ได้ค่า Adder ได้รับผลตอบแทนสูงต่อเนื่อง ทั้งที่ต้นทุนการผลิตลดลงไปมากแล้ว และยังคงได้รับการต่อสัญญาอัตโนมัติต่อไปอีกเรื่อยๆ
“ดังนั้น จะเป็นไปได้ไหมที่จะทำให้ค่า Adder มันสมเหตุสมผลมากขึ้น และสอดคล้องกับต้นทุนในปัจจุบัน นี่คือสิ่งที่เขากำลังจะทำเท่าที่เรารู้ ไม่รู้ว่าเขาจะจัดการอย่างไร ไม่แน่ใจว่าจะยกเลิกสัญญาเลยไหม”
ทั้งนี้ ค่า Adder อยู่ในค่าไฟประมาณ 17 สตางค์ต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม ค่า Adder มีความซับซ้อน เพราะมีอยู่ 4 กลุ่ม แบ่งตามสถานะของสัญญา ได้แก่ กลุ่มแรก คือผู้ที่เพิ่งเข้าระบบ Adder และยังอยู่ในสัญญาระยะแรก หรือประมาณ 7-10 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดของโรงไฟฟ้า, กลุ่มที่ 2 คือผู้ที่ครบสัญญาระยะแรกแล้ว และได้รับการต่อสัญญาอัตโนมัติอีก 5 ปี, กลุ่มที่ 3 คือผู้ที่รับการต่อสัญญาอัตโนมัติ 5 ปี มาแล้ว 2 ครั้ง ส่วนกลุ่มที่ 4 คือผู้ที่รับการต่อสัญญาอัตโนมัติ 5 ปีมาแล้ว 3 ครั้ง รวมทั้ง 4 กลุ่มเป็นกำลังการผลิตกว่า 4,000 เมกะวัตต์
“ภาครัฐน่าจะเข้าไปจัดการเรื่องนี้ แต่คำถามคือจะจัดการอย่างไร เพราะถ้ายกเลิกทั้งหมด ก็อาจทำให้พลังงานหมุนเวียนต้องออกจากระบบไปบางส่วน ซึ่งอาจขัดแย้งกับนโยบายที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนของประเทศไทย”
หากย้อนดูข้อมูลจากเอกสารสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติของ กฟผ.จะพบว่า ตั้งแต่ปี 2551-2568 ประเทศไทยมีการจ่ายเงินอุดหนุนให้กับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Adder ผ่านค่า Ft รวมแล้วประมาณ 344,996.84 ล้านบาท เฉพาะในปี 2568 มีการประมาณการจ่ายค่า Adder อยู่ที่ 14,487.09 ล้านบาท
ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่า ค่าใช้จ่าย Adder พุ่งสูงที่สุดในปี 2564 อยู่ที่ 38,717.74 ล้านบาท ก่อนจะทยอยลดลง เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์หลายแห่งที่ได้รับสิทธิ Adder เริ่มหมดอายุสัญญาและทยอยออกจากระบบการสนับสนุนดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การลดลงของ Adder ไม่ได้หมายความว่าภาระต้นทุนด้านนี้จะหายไป เพราะกำลังถูกแทนที่ด้วยการสนับสนุนรูปแบบใหม่คือ FiT หรือการรับซื้อไฟฟ้าในราคาคงที่ระยะยาว ในปี 2568 มีการประมาณการจ่ายค่า FiT อยู่ที่ประมาณ 14,465 ล้านบาท ซึ่งเริ่มมีมูลค่าใกล้เคียง และบางช่วงสูงกว่าค่า Adder แล้ว อีกทั้งยังมีแนวโน้มจะกลายเป็นต้นทุนหลักในอนาคต เนื่องจากโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ FiT ปี 2565-2573 กำลังทยอยเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสำหรับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 3 โครงการ กับ กฟผ.เรียบร้อยแล้ว โดยกำหนดอัตรารับซื้อที่ 2.1579 บาทต่อหน่วย ตลอดอายุสัญญา 25 ปี สะท้อนให้เห็นว่า ภาระต้นทุนจาก FiT จะยังดำรงอยู่ไปอีกหลายทศวรรษ
การพึ่งพา LNG ทำให้ค่าไฟไทยยังแพงต่อไป
ต้นทุนที่สูงที่สุดของค่าไฟฟ้าคือ ค่าเชื้อเพลิง คิดเป็นประมาณกว่า 40% ของค่าไฟทั้งหมด โดยค่าเชื้อเพลิงก็คือเงินที่ต้องใช้ในการจัดซื้อเชื้อเพลิงมาผลิตไฟฟ้า
ปัจจุบัน เชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทยคือก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งมีราคาสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ไทยไม่สามารถจัดหา LNG จากบางแหล่งได้เหมือนเดิม และต้องหันไปซื้อจากตลาดโลกหรือประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย หรือแม้แต่ล่าสุดที่มีการลงนามสัญญาซื้อขายกับบรูไน
ตามหลักการ เมื่อความต้องการใช้ LNG ของโลกเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณ LNG ในตลาดโลกกลับลดลง เนื่องจากบางประเทศผู้ผลิตไม่สามารถส่งออกได้ ราคาของ LNG ก็ย่อมปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด และเนื่องจากไทยยังพึ่งพา LNG เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า เราจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องซื้อในราคาที่แพงขึ้น เมื่อราคาต้นทุนสูงขึ้น ต้นทุนนั้นก็จะถูกส่งผ่านกลับมายังค่าไฟฟ้าของประชาชน
“สิ่งที่ต้องปรับจึงไม่ใช่การพยายามลดราคาค่าไฟในระยะสั้น แต่เป็นการปรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของประเทศ เพราะถ้าไทยยังคงพึ่งพา LNG ในสัดส่วนสูง ก็จะทำให้ไม่สามารถกดค่าไฟให้ลดลงได้ และทำให้ค่าไฟไม่มีเสถียรภาพ เนื่องจากราคาของ LNG ผันผวนตามตลาดโลก ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้”
ขณะเดียวกัน ภาครัฐเองก็ออกมาพูดอยู่เสมอว่า ต้องลดการใช้ LNG แต่หากย้อนกลับไปดูข้อมูลจะพบว่า มีการลงนามสัญญาซื้อขาย LNG เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งของหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งดูเหมือนจะสวนทางกับเป้าหมายดังกล่าว ความจริงแล้ว การปรับค่าไฟจาก 3.88 บาทต่อหน่วย เป็น 3.95 บาทต่อหน่วย ก็มีสาเหตุสำคัญมาจากราคาของ LNG ที่เพิ่มขึ้น เพราะเมื่อราคาก๊าซสูงขึ้น ก็จำเป็นต้องปรับค่าไฟตามไปด้วย
สิ่งที่ควรทำคือ หาวิธีลดการพึ่งพาการนำเข้า LNG เพื่อผลิตไฟฟ้า เพื่อให้ค่าไฟฟ้ามีความผันผวนน้อยลง และควบคุมต้นทุนได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยกำลังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน LNG เพิ่มเติม โดยเฉพาะโครงการท่าเรือ LNG Terminal แห่งที่ 3 ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) ถือหุ้น 70% และบริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT Tank) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ปตท.ถือหุ้นทั้งหมด โดยถือหุ้น 30% และจะเปิดดำเนินการในอนาคตอันใกล้
เมื่อมีการลงทุนสร้างท่าเรือแห่งใหม่แล้ว จะต้องมีการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะในปัจจุบัน ไทยมีท่าเรือ LNG อยู่แล้ว 2 แห่ง และหากมีแห่งที่ 3 เพิ่มขึ้น ย่อมเกิดคำถามต่อไปว่า ต้นทุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว ใครจะเป็นผู้รับภาระ และต้นทุนนั้นจะถูกผลักเข้ามาอยู่ในค่าไฟของประชาชนหรือไม่
ขณะเดียวกัน หากมี LNG Terminal แห่งที่ 3 ก็อาจหมายถึงการต้องนำเข้า LNG เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยยังติดกับดัก Fossil Locked-In คือยิ่งพึ่งพา LNG มากเท่าไร ค่าไฟก็ยิ่งมีความไม่แน่นอนและผันผวนตามราคาตลาดโลกมากขึ้น
“ดังนั้น ถ้าถามว่าทำไมค่าไฟในปัจจุบันจึงยังอยู่ในระดับสูง คำตอบสำคัญประการหนึ่งก็คือ ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ”
ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าไปสู่การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจริงหรือไม่ หรือกำลังสร้างเงื่อนไขให้ต้องพึ่งพา LNG ต่อไป และหากเป็นเช่นนั้น ต้นทุนของการลงทุนเหล่านี้ จะกลับมาปรากฏอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชนอีกหรือไม่
มากกว่าค่าไฟสาธารณะ คือประชาชนควรมีสิทธิรู้และตั้งคำถามกับเงินที่จ่าย
โดยหลักการแล้ว ค่าไฟสาธารณะถือเป็นต้นทุนของสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ทุกคนในสังคมได้รับประโยชน์ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นไฟถนน ไฟส่องสว่างในพื้นที่สาธารณะ หรือระบบไฟฟ้าที่ใช้เพื่อความปลอดภัยของชุมชน ดังนั้นไม่ว่าจะจัดเก็บในรูปแบบใด ประชาชนก็ยังเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายนี้อยู่ดี เพียงแต่คำถามคือ จะจ่ายในรูปแบบไหน
หากจัดเก็บผ่านบิลค่าไฟ ผู้ที่รับภาระจะเป็นเฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้า แต่หากเปลี่ยนไปจัดเก็บผ่านภาษี ค่าใช้จ่ายดังกล่าวก็จะกระจายไปยังประชาชนทุกคนผ่านทั้งภาษีทางตรง เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคล และภาษีทางอ้อม เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ในกรณีที่เปลี่ยนไปใช้ระบบภาษี รัฐจะต้องนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปบรรจุไว้ในงบประมาณแผ่นดิน หน่วยงานที่รับผิดชอบไฟฟ้าสาธารณะ เช่น กรมทางหลวงชนบท จะต้องตั้งงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นรายปี เช่น หากมีภาระค่าไฟฟ้าสาธารณะปีละ 2 หมื่นล้านบาท ก็ต้องบรรจุเป็นค่าใช้จ่ายประจำและจัดสรรงบประมาณรองรับ
ทั้งนี้ การสื่อสารและความโปร่งใสถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญ เพราะประชาชนจำนวนมากไม่เคยรับรู้มาก่อนว่ามีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายส่วนนี้ผ่านบิลค่าไฟ การเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจว่าในบิลค่าไฟประกอบด้วยต้นทุนอะไรบ้าง และเหตุใดจึงต้องมีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายดังกล่าว จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความเข้าใจและการยอมรับ
ดังนั้น การถกเถียงเรื่อง 10 สตางค์ค่าไฟสาธารณะ จึงอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคำถามที่ใหญ่กว่า โดยประเทศไทยจำเป็นต้องทบทวนโครงสร้างค่าไฟทั้งระบบ เพื่อสร้างระบบพลังงานที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืนมากขึ้น
สุดท้ายแล้ว นอกจากค่าไฟถนน ยังมีต้นทุนสาธารณะอื่นๆ ที่ถูกเก็บแบบแฝงอีกหรือไม่ รูปแบบนี้อาจเป็นวิธีการของรัฐไทยในการจัดเก็บค่าใช้จ่ายหรือเปล่า
อ้างอิง:
– https://justpow.co/article-electricity-bill-breakdown/
– https://justpow.co/article-availability-payment-2025/
– https://justpow.co/article-adder-18-years/
Tags: ค่าไฟสาธารณะ, ค่าไฟทาง, ค่าไฟ, ค่าไฟถนน, ค่าไฟฟ้า, ค่าความพร้อมจ่าย, ค่า Adder, ค่าไฟแพง, ค่า FiT, บิลค่าไฟ, Adder, JustPow, FiT, โครงสร้างค่าไฟ, ต้นทุนแฝง, ค่า Ft




