“ยายศรี อยู่บ้านบ่น้อ”
“อยู่ อยู่จ้า”
“มาตรวจน้ำตาลเด้อ”
บทสนทนานี้เกิดขึ้นในช่วงสายของวันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นเสียงของยายศรี ผู้สูงอายุวัย 70 ปี ในหมู่บ้านขุนด่าน ตำบลบ้านดง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ที่โต้ตอบกับ ดวง-บัณพร ไชยวาสน์ นักบริบาลชุมชนอายุงาน 3 ปี หลังจากเธอตัดสินใจลาออกจากการเป็นพนักงานบริการที่ท่าอากาศยานแห่งหนึ่ง เพื่อกลับบ้านมาดูแลพ่อแม่ที่แก่ชรา
บัณพรขี่จักรยานพ่วงข้างพร้อมกับสะพายกระเป๋าพยาบาลคู่ใจ ซึ่งภายในบรรจุอุปกรณ์จำเป็นสำหรับการออกตรวจ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องวัดความดัน หรือชุดตรวจค่าน้ำตาลในเลือด เข้ามาในบ้านของยายศรีอย่างเป็นกันเอง
หลังจากนั้นไม่นาน บัณพรก็เริ่มวัดความดัน วัดค่าน้ำตาลตามขั้นตอน พร้อมจดข้อมูลลงในสมุดบันทึกสุขภาพของยายศรี เธอยังพายายศรียืดแขน ยืดขา ให้ร่างกายมีความกระฉับกระเฉง และนักบริบาลชุมชนอายุงาน 3 ปีคนนี้ก็ไม่ลืมที่จะถามสารทุกข์สุกดิบ รวมถึงเตือนให้ยายศรีรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งไว้อย่างเคร่งครัด ก่อนจะปั่นจักรยานคู่ใจออกจากบ้านไป
บัณพรบอกกับ The Momentum ว่า ชีวิตประจำวันของนักบริบาลชุมชนจะเริ่มทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อออกไปเยี่ยมผู้ป่วยตามบ้านต่างๆ โดยแบ่งหมู่บ้านออกเป็นโซนๆ เพื่อให้ง่ายต่อการทำงานอันเป็นที่รักของเธอ
“แต่ละวันของเราตื่นเช้ามา ก็ดูว่ามีเคสไหนที่เรายังไม่ได้เข้าไปเจาะน้ำตาล เราก็ต้องไปเจาะน้ำตาลให้เคสนั้น เสร็จแล้วไปวัดความดันให้คนไข้ติดบ้าน แล้วก็แวะทักทายผู้สูงอายุที่เขายังไม่ป่วย เพราะเราก็ต้องดูแลเขานะ ดูแลครบวงจรเลย ทั้งผู้สูงอายุ เด็กติดจอ เราต้องดูแลหมด
“สมมติว่า ผู้สูงอายุอยู่กัน 2 คน ลูกเต้าไม่ได้อยู่ด้วย เราจะไปถามเขาว่ากินยาถูกไหม กินยังไง เอายามาดูหน่อยสิ ยาตัวนี้กินหลังอาหารหรือกินก่อนอาหาร ตัวไหนจำได้ไหม เราจะไปทวนให้เขาแบบนี้ค่ะ
“ถ้าตัวไหนเขากินผิด เราก็ต้องไปแนะนำเขาว่า ตัวนี้กินผิดนะ ต้องกินข้าวก่อน เราจะไปแนะนำอย่างนี้นะคะ อันนี้คือข้อดีที่เราได้ไปทุกบ้าน ทุกหลังคาเรือนที่มีคนไข้ เมื่อก่อนเขายังกินยาแบบสะเปะสะปะ พูดง่ายๆ คือเราไปช่วยตรงนี้ค่ะ” บัณพรอธิบายรายละเอียดในงานของเธอ
จากประสบการณ์ที่เธอทำหน้าที่ในฐานะนักบริบาลชุมชน ตลอดจนความรู้ที่เธอได้มานั้น เธอเล่าย้อนไปถึงอดีต ในวันที่เธอตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมาดูแลพ่อแม่ที่ป่วยตามประสาคนสูงอายุ บัณพรเล่าด้วยความภูมิใจว่า ในฐานะลูกสาวคนเดียวของบ้าน เป็นหน้าที่ที่ต้องกลับมาดูแลพ่อแม่
ด้วยใจรักงานบริการเป็นทุนเดิม ประกอบกับที่แม่เป็นอดีตอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จึงทำให้บัณพรถูกเลือกมาเป็น ‘นักบริบาลชุมชน’ โดยได้เข้าไปเรียนและอบรมหลักสูตรนักบริบาลชุมชนครบตามเกณฑ์ขั้นพื้นฐาน 510 ชั่วโมง ที่วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย จังหวัดขอนแก่น
ก่อนที่จะได้เข้ามาเรียนรู้ภาคปฏิบัติที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์ ร่วมกับทีมแพทย์ โดยบัณพรเล่าต่อว่า ในการเรียนที่นี่ ได้เรียนรู้แบบครบวงจร ตลอดจนเข้าไปดูห้องผ่าตัด รวมแล้วเป็นเวลากว่า 6 เดือนเต็ม
“ตอนนี้งานนี้เป็นอาชีพหลักเราไปแล้ว เพราะงานนี้ทำแล้วไปไหนไม่ได้เลย ต้องอยู่ที่หมู่บ้านตลอด เพราะว่าต้องดูแลคนไข้ เหมือนเราทำงานสแตนด์บายตลอด 24 ชั่วโมง ไปไหนไม่ได้ คนไข้มันทั้งหมู่บ้าน เราไม่ได้ดูแลแค่คนๆ เดียว แต่เราดูทั้งหมู่บ้าน ใครจะเจ็บป่วยตรงไหน เราก็ต้องรีบเร่งไปให้ทันเวลา”
บัณพรกล่าวว่า ปัจจุบันในหมู่บ้านขุนด่านมี 300 กว่าหลังคาเรือนที่ต้องดูแล โดยแบ่งเป็นเคสผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด 64 คน ผู้ป่วยโรคความดัน 80 คน และผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงก็เริ่มมีมากขึ้นในหมู่บ้านอยู่ที่ราว 15 คน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การมีอยู่ของนักบริบาลชุมชนที่คอยช่วยดูแล คัดกรองความเสี่ยงให้กับผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงในแต่ละหมู่บ้าน ถือเป็นงานที่มีความสำคัญต่อระบบสาธารณสุข เพราะนอกจากจะเป็นหน่วยคัดกรองไม่ให้คนไข้เข้าไปแออัดในโรงพยาบาลแล้ว นักบริบาลชุมชนยังเป็นหนึ่งในหน่วยสาธารณสุขที่มีความใกล้ชิดกับคนไข้มากที่สุด เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือต้องการความช่วยเหลือ นักบริบาลชุมชนจะเข้าไปหาผู้ป่วยได้ทันท่วงที
อย่างในกรณีของ อ้อ-นิพาดา ถานะ นักบริบาลชุมชนในตำบลทุ่งโป่ง ที่มีเคสผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะสุดท้ายอยู่ภายใต้การดูแล นิพาดาเล่าให้ฟังว่า ได้ดูแลเคสผู้ป่วยรายนี้มากว่า 9 เดือน ในช่วงแรกคนไข้ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ จนกระทั่งคืนหนึ่ง นิพาดาได้รับสายจากญาติของผู้ป่วยรายนี้ว่า คนไข้มีอาการปวดเป็นอย่างมาก จึงต้องติดต่อมาขอความช่วยเหลือ
“ตอนนั้นประมาณ 2 ทุ่ม คนไข้ปวดมากจนทนไม่ไหว และญาติไม่รู้จะปรึกษาใคร เขาโทรมาหาพี่ พี่โชคดีที่มีทีมคุณหมอพี่เลี้ยงที่ปรึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง
“ในคืนนั้นพี่โทรปรึกษาหมอ คุณหมอก็ประสานท่าน ผอ.โรงพยาบาลเพื่อขออนุมัติปรับขนาดยาแก้ปวดให้คนไข้ในคืนนั้น เลยทำให้คนไข้ดีขึ้นโดยไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลอย่างลำบากในตอนกลางคืน หลังจากนั้นพี่ก็เข้าไปล้างแผล วัดความดัน และประสานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เข้ามาช่วยดูแลเรื่องสายสวนต่างๆ ค่ะ”
การทำงานในฐานะนักบริบาลชุมชนเริ่มต้นเมื่อราว 2 ปีก่อน หลังจากที่เธอย้ายกลับมาอยู่จังหวัดขอนแก่น หลังจากไปทำงานเป็นพนักงานในคลินิกไกลบ้านถึงจังหวัดระยอง และตอนนี้เธอเองก็มีผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวน 30 ราย รวมถึงโรคความดัน 35 ราย ที่อยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของเธอ
“จริงๆ งานตามเวลาของพี่จะเริ่มตั้งแต่ 8 โมงเช้าไปจนถึง 4 โมงเย็นเลยค่ะ แต่ความจริงพี่ก็เริ่มตั้งแต่ตี 5 แล้ว (หัวเราะ) เพราะชาวบ้านต้องออกไปไร่ทำนา เขาก็จะมาขอวัดความดันหรือเจาะน้ำตาลก่อนออกไปทำงาน” นิพาดาเล่า
โดยเนื้องานหลักๆ อดีตพนักงานคลินิกระบุว่า ในช่วงเช้าของวันจะออกตรวจเยี่ยมคนไข้เบาหวาน วัดความดัน ตลอดจนตรวจสอบความเค็มของอาหารที่ชาวบ้านรับประทาน หากเจอผู้ป่วยที่มีความดันสูง หรือเป็นกังวลต้องการพบแพทย์ เธอจะติดต่อแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ให้คำปรึกษาได้ทันที ในกรณีที่แพทย์จ่ายยา ก็จะเป็นหน้าที่ของเธอที่ต้องไปรับยามาให้ผู้ป่วยที่อยู่ตามบ้าน
ขณะที่งานในช่วงบ่าย นิพาดากล่าวว่า หลังจากออกตรวจก็จะออกไปดูแลผักปลอดสารพิษตามที่ นายแพทย์ อภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุบลรัตน์และหัวหน้าโครงการนักบริบาลชุมชนของพ่อ เป็นผู้ส่งเสริมให้ทำการเกษตร เพื่อนำพืชผลเหล่านั้นไปขายให้กับมูลนิธิของโรงพยาบาลอุบลรัตน์เป็นรายได้เสริม
หนึ่งในเหตุผลที่นักบริบาลชุมชนในโครงการของนายแพทย์อภิสิทธิ์ต้องทำการเกษตรหารายได้เสริมนั้น เพราะความเป็นจริง รายได้ของ ‘นักบริบาลชุมชน’ อาจพูดได้อย่างเต็มปากว่า ‘ไม่มั่นคง’ เท่ากับสายงานอื่นในหน่วยสาธารณสุข นั่นเป็นเพราะ นักบริบาลชุมชนไม่ใช่ลูกจ้างของรัฐหรือเอกชนที่จะมีสวัสดิการรองรับ อีกทั้งการจ้างงานส่วนใหญ่ยังคงเป็น ‘สัญญารายปี’ ที่เอกชนเป็นผู้จ้างงานตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ซึ่งผลตอบแทนที่จะได้รับคือ ภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรและการลดหย่อนภาษี
ทั้งนี้ หากเป็นการจ้างงานผ่านสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ จะจ่ายให้นักบริบาลชุมชนเดือนละ 5,000-6,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งมากกว่า อสม.ที่ได้รับอยู่ที่เดือนละ 2,000 บาท ดังนั้นการหารายได้เสริมให้กับตัวเอง ในมุมมองของนักบริบาลชุมชนอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกสักเท่าไร
คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะสร้างให้อาชีพที่มีความสำคัญมากในระบบสาธารณสุขให้ยั่งยืนได้หรือไม่ นายแพทย์อภิสิทธิ์ฉายภาพทางออกที่ควรจะเป็นให้เห็น โดยกล่าวว่า ในระยะสั้น การสนับสนุนจากภาครัฐเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะมาจาก สปสช.หรือกลไกอื่นๆ เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ หรือกระทรวงมหาดไทย เข้าจ้างงานนักบริบาลชุมชนให้มีความครอบคลุมมากขึ้น
“เงิน 5,000-6,000 บาทต่อเดือนนั้นอยู่รอดได้ลำบากครับ เราจึงมองหาภาคเอกชนให้มาทำ CSR เหมือนที่บริษัทสวนสนุกชื่อดังแห่งหนึ่งทำ และตอนหลังเราพบว่า มาตรา 35 ระบุว่าสามารถจ้างคนดูแลคนพิการแทนการจ้างคนพิการโดยตรงได้ ซึ่งจะช่วยจ้างงานนักบริบาลไปดูแลผู้ป่วยในชุมชนได้อีกมาก”
นายแพทย์อภิสิทธิ์จึงร่วมกับภาคประชาสังคมในอำเภออุบลรัตน์ ในการสร้างธนาคารไผ่ซางหม่น ที่จะขอความร่วมมือจากประชาชนในอำเภอร่วมกันปลูกไผ่ชนิดนี้ที่มีลักษณะพิเศษคือ โตเร็วและขายได้ราคาดี เพื่อนำไปขายและนำเงินที่ได้จากพืชชนิดนี้มาเป็น ‘เงินจ้างงานนักบริบาล’
ปัจจุบันในอำเภออุบลรัตน์มีหมู่บ้านทั้งหมด 71 หมู่บ้าน มีนักบริบาลชุมชนอยู่เพียง 30 คน โดยแบ่งเป็นบริษัทสวนสนุกจ้างงาน 5 ราย มูลนิธิรามาธิบดีสนับสนุน 5 ราย มูลนิธิเอสซีจี (SCG Foundation) สนับสนุนอีก 5 ราย ภาคประชาชนร่วมกันลงขันจ้างงานอีก 5 ราย และภาครัฐจ้างงานจำนวน 10 ราย รวมเป็นทั้งหมด 30 คน ซึ่งถือว่ายังมีสัดส่วนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น จากความไม่ครอบคลุมหมู่บ้านทั้งหมด
นายแพทย์อภิสิทธิ์ยังเน้นย้ำความสำคัญของ ‘นักบริบาลชุมชน’ ให้ The Momentum ฟังว่า ในระบบปฐมภูมิ ไม่มีคนทำงานได้เต็มเวลา อีกทั้งเจ้าหน้าที่หน่วยสาธารณสุขก็ตกอยู่ในสภาวะ ‘งานล้นมือ’ ดังนั้นการที่มีคนในหมู่บ้านผันตัวมาช่วยดูแลคนในหมู่บ้านเอง เปรียบเสมือน ‘หมอของหมู่บ้าน’ ที่คอยวัดความดัน ควบคุมค่าน้ำตาลในเลือด ตลอดจนคัดกรองผู้ป่วย ก็ถือเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระให้แพทย์และพยาบาล
“การที่เป็นคนในหมู่บ้านทำเพื่อคนในหมู่บ้านเอง จะสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Ownership) และแรงบันดาลใจได้มาก ผลลัพธ์ที่เห็นชัดคือ เดิมทีประชาชนในอำเภออุบลรัตน์มีการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมอยู่แค่ 20% ของประชากร แต่พอมีนักบริบาลก็ขยับขึ้นมาเป็น 40% และบางหมู่บ้านไปถึง 60% แล้ว”
เมื่อถามถึงเสียงตอบรับจากผู้คนในหมู่บ้าน นายแพทย์อภิสิทธิ์บอกกับ The Momentum พร้อมรอยยิ้มว่า มีเสียงตอบรับที่ดีมาก ชาวบ้านต้องการนักบริบาลชุมชน 100% เนื่องจากได้รับความสะดวกสบาย มีคนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังมีระบบ Telemedicine ที่ให้ผู้ป่วยปรึกษาแพทย์ได้ทันที
“โรงพยาบาลที่มีนี้จึงกลายเป็น ‘โรงพยาบาลหมื่นเตียง’ เพราะทุกครอบครัวคือเตียงของโรงพยาบาล รักษาที่บ้านได้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ” นายแพทย์อภิสิทธิ์กล่าว
ขณะที่เสียงของนักบริบาลชุมชนทั้ง 2 คนที่มีโอกาสได้พูดคุยกับ The Momentum ด้านของบัณพรเปิดเผยอย่างจริงใจว่า รู้สึกภูมิใจที่ได้ทำงานตรงนี้ เพราะทุกวันนี้ เวลาเดินไปตามบ้านเรือนในหมู่บ้านก็จะได้รับแต่เสียงตะโกนเรียก “คุณหมอ คุณหมอ กินข้าวหรือยัง มากินข้าวเร็ว”
ด้านนิพาดากล่าวทิ้งท้ายสั้นๆ ว่า “แม้เงินเดือนจะน้อย แต่คุณค่าทางจิตใจมันสูงมาก เวลาเราเห็นคนไข้ยิ้มได้ เห็นคนไข้ที่เคยหมดหวังกลับมามีกำลังใจ เรามีความสุขทุกครั้งที่ได้ช่วยลดภาระให้ญาติคนไข้ ช่วยประหยัดค่าเดินทาง และทำให้คนในชุมชนรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งค่ะ”




