ช่วงนี้ไม่ว่าจะมองไปทางซ้ายหรือขวาก็มีแต่ ‘สกุชชี่’ (Squishy) เต็มไปหมด ของเล่นที่บีบแล้วคลายตัวคืนแบบสโลว์ (Slow Rising) กลับมาฮิตอีกครั้ง จนทำให้ใครหลายคนต้องออกตามหาสกุชชี่มาครอบครอง รวมถึงตัวผู้เขียนที่เคยไปตามหาถึงสำเพ็งมาแล้วเช่นกัน
สกุชชี่ ของเล่นหน้าตาน่ารัก หลากหลายรูปทรง มีกลิ่นหอมหวานเหมือนขนม มาจากคำภาษาอังกฤษว่า ‘Squish’ ที่แปลว่า การบีบ หรือของนุ่มนิ่มที่บีบได้ เพราะสกุชชี่ทำมาจากวัสดุประเภทโพลียูรีเทนโฟม (Polyurethane Foam: PU Foam) ที่มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้เวลาบีบแล้วจะคลายตัวคืนแบบช้าๆ ยิ่งช้าเท่าไร ยิ่งเพิ่มอรรถรสในการเล่นให้ฟินมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ สกุชชี่เป็นของเล่นสำหรับเด็กที่ช่วงหนึ่งต้องมีไว้บีบเล่นหรือสะสม แต่ตอนนี้สกุชชี่กลายเป็นของเล่นที่ครองใจเหล่า GEN Y ตอนปลาย และ GEN Z ตอนต้น ที่นำมาบีบเล่นเพื่อคลายเครียดจากการทำงาน
จากวลี ‘ของมันต้องมี’ สู่พฤติกรรม Overconsumption
จากกระแสความนิยมของสกุชชี่ และการเข้ามาของสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น TikTok, Facebook หรือ Instagram ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้สกุชชี่ได้รับความนิยมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคลิป ASMR บีบสกุชชี่ หรือคลิป Unbox ที่มียอดเข้าชมจำนวนมหาศาล
เมื่อคอนเทนต์เหล่านี้ถูกเผยแพร่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากของเล่นธรรมดา ก็กลายเป็นของตามกระแสที่ทุกคนอยากได้อยากมีเหมือนกับคนอื่นๆ เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ จนเกิดเป็นภาวะ ‘FOMO’ (Fear Of Missing Out) และปรากฏการณ์ ‘ห้องแห่งเสียงสะท้อน’ (Echo Chamber) ที่อธิบายถึงสถานการณ์ที่ผู้คนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งก็คือโลกอินเทอร์เน็ต มักเห็นและเลือกที่จะชอบสิ่งเดียวกัน นำไปสู่การถูกขังอยู่ในกะลาของตัวเอง
นอกจากนี้ เมื่อเรากดไลก์หรือใช้เวลากับคลิปเหล่านั้นมากเป็นพิเศษ อัลกอริทึมก็จะเริ่มนำสิ่งที่เราสนใจกลับมาปรากฏบนหน้าฟีดทุกวัน ทำให้เรารู้สึกว่าทุกคนกำลังเล่นสกุชชี่ แม้ในความจริงแล้ว มันอาจจะเป็นเพียงแค่สิ่งที่อัลกอริทึมเลือกมาให้
จากทั้งหลายทั้งปวงที่พูดกันมาก่อนหน้านี้ ก่อให้เกิดวลี ‘ของมันต้องมี’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ แนวคิดบริโภคนิยม (Consumerism) นั่นคือ ค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับการซื้อสินค้าและบริการ จนกลายเป็นเครื่องวัดความสุขและกำหนดคุณค่าของชีวิต โดยมักจะเป็นการบริโภคที่เกินความจำเป็นพื้นฐาน ที่นำไปสู่การซื้อของใหม่ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ยิ่งในบริบทปัจจุบัน สังคมถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการบริโภคอยู่ตลอดเวลา โดยมีระบบทุนนิยมและเทคโนโลยีเป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้ผู้คนเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายและรวดเร็วกว่าที่เคย ชีวิตประจำวันของเราจึงเต็มไปด้วยโฆษณาสินค้า โปรโมชันลดราคา หรือคลิปรีวิวปักตระกร้าของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ ปรากฏบนหน้าจอเกือบตลอด 24 ชั่วโมง
ทั้งหมดนี้ ถูกพัฒนากลายเป็นแนวคิด ‘บริโภคนิยมแบบสุดโต่ง’ (Hyperconsumerism) ซึ่งหมายถึง การที่สังคมมองว่าการบริโภคไม่ได้ตอบสนองเพียงความจำเป็น แต่ยังถูกใช้ในการเพิ่มสถานะทางสังคม หรือสร้างตัวตนบนโลกอินเทอร์เน็ต
เช่นเดียวกับกระแสสกุชชี่ในปัจจุบัน ที่แต่ละคนไม่ได้ซื้อเพียง 1-2 ชิ้น เพื่อเล่นหรือเอาไว้บีบคลายเครียดอีกต่อไป แต่ยังสะสมอีกหลายสิบชิ้น และยังต้องคอยติดตามคอลเลกชันใหม่ เพื่อนำมาทำคอนเทนต์ตามกระแสโซเชียลฯ อีกด้วย
พฤติกรรมดังกล่าวนำไปสู่ปัญหาใหญ่อย่าง ‘การบริโภคเกินความจำเป็น’ (Overconsumption) นั่นคือ การซื้อสินค้าที่เกินความต้องการ ซึ่งไม่เพียงสร้างภาระแก่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้เกิดการใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมาก ที่อาจส่งผลกระทบถึงสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
สิ่งหนึ่งที่สะท้อนพฤติกรรมการบริโภคเกินความจำเป็นได้อย่างดี คือคอนเทนต์จากอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังคนหนึ่งที่ซื้อสกุชชี่ 1,000 ชิ้น จนกลายเป็นไวรัลบน TikTok ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อวัฒนธรรมการบริโภคที่เกินความจำเป็นของคนในยุคนี้
จากคอนเทนต์ของเล่นน่ารักๆ อย่างสกุชชี่ สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าเกินความจำเป็น ส่งผลให้ของเล่นเหล่านี้ค่อยๆ กลายเป็น ‘ขยะ’ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต![]()
Fast Toy, Long Lasting Waste
สกุชชี่เป็นของเล่นแบบ ‘Fast Toy’ มาไวไปไวตามกระแสความนิยม ทำให้ความต้องการซื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเลิกเล่นเร็วตามไปด้วย เพราะเมื่อเราบีบหรือดึงสกุชชี่ที่ทำมาจากวัสดุโฟมพียูเป็นเวลานาน พอเกิดการฉีกขาด เปื่อยยุ่ย หรือสกปรก ก็เอาไปล้างน้ำไม่ได้ ต้องทิ้งและซื้อใหม่เพียงอย่างเดียว ทำให้เกิดวงจรการสร้างขยะพลาสติกในปริมาณมาก
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ยังออกมาเตือนผู้ปกครองให้ระมัดระวังการเลือกซื้อของเล่นประเภทสกุชชี่ โดยเฉพาะสินค้าลอกเลียนแบบที่ไม่มียี่ห้อและแหล่งที่มาชัดเจน หลังมีกระแสข่าวจากต่างประเทศที่พบการปนเปื้อนสารเคมีอันตรายเกินเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค
ปัญหาไม่ได้จบอยู่แค่การทิ้งสกุชชี่ เพราะขั้นตอนการกำจัดนั้นยุ่งยากกว่าที่คิด สกุชชี่ไม่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ ต้องกลายเป็นขยะ ‘ฝังกลบ’ ที่ย่อยสลายยาก และใช้เวลานานกว่า 500 ปี กว่าจะย่อยสลายหมดก็แตกตัว กลายเป็นไมโครพลาสติก (Microplastics) ไปเสียก่อน จะใช้วิธีการเผาก็ไม่ได้ เพราะสารโพลียูรีเทนในสกุชชี่ จะปล่อยก๊าซพิษที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น ก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ (Hydrogen Cyanide) และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ทำให้เกิดปัญหามลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหารเป็นวงกว้าง จนท้ายที่สุดอาจส่งผลกระทบต่อมนุษย์ที่เป็นผู้บริโภคเอง
สกุชชี่ควรไปต่อ หรือพอแค่นี้?
แม้ว่าเราจะไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของคนในสังคมได้ทันที แต่เราสามารถเริ่มต้นจากตัวเองได้ เช่น ซื้อเท่าที่จำเป็น ไม่ซื้อตามกระแส เลือกซื้อสินค้าที่มีมาตรฐานจากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ เพื่อยืดอายุการใช้งาน
ในเมื่อมนุษย์มีเพียงแค่ 2 มือ จะให้เล่นสกุชชี่เป็นร้อยชิ้นคงจะไม่ใช่ และการเล่นสกุชชี่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ผิดเสมอไป ถ้าเราไม่ปล่อยให้กระแสหรืออัลกอริทึมกลายเป็น ‘กะลา’ ที่ครอบงำความคิดเราไปเสียก่อน
ท้ายที่สุดแล้ว ผู้เขียนไม่ได้ต้องการเชิญชวนให้เลิกซื้อของเล่นที่ช่วยเยียวยาจิตใจ แต่มองว่าควรเลือกซื้ออย่างมี ‘สติ’ โดยคำนึงถึงความจำเป็น ความปลอดภัย และผลกระทบต่อทั้งตัวเราและสิ่งแวดล้อม ก่อนของเล่นที่เรารัก จะกลายเป็นขยะที่จะอยู่กับเราไปอีกนับพันปี
ที่มา:
– https://www.theguardian.com/wellness/2026/jun/08/how-to-shop-less-overconsumption-tips
– https://www.sac.or.th/portal/th/article/detail/549
– https://thepotential.org/social-issues/echo-chamber-2/
– https://www.matichon.co.th/lifestyle/news_5779849
– https://www.springnews.co.th/lifestyle/inspiration/860287
– https://www.thairath.co.th/news/politic/2942412
– https://www.sdthailand.com/2026/07/squishy-fast-toy-to-landfill/
Tags: ของเล่น, Echo Chamber, ผู้บริโภค, สกุชชี่, Toy, Overconsumption, Environment, Consumerism, พฤติกรรมผู้บริโภค, Squashy, FOMO, สิ่งแวดล้อม, ขยะ



