ในยุคที่ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบข้อมูลสินค้าได้ง่ายกว่าที่เคย ผ่านทั้งข้อมูลมหาศาลบนโลกออนไลน์ ดูเหมือนว่าความโปร่งใสจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของธุรกิจ แต่ในความเป็นจริง เรากลับเห็นกรณีสินค้าตกฉลากและการกล่าวอ้างคุณสมบัติเกินจริงอยู่บ่อยครั้ง จนทำให้ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามต่อสิ่งที่ระบุอยู่บนบรรจุภัณฑ์ และนำไปสู่โจทย์สำคัญว่า ในวันที่ความเชื่อมั่นกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด แบรนด์จะสร้างและรักษาความไว้วางใจจากผู้บริโภคอย่างไร

ชนวนของคำถามนี้เกิดขึ้นจากกรณีดราม่าในตลาดนมโปรตีนสูง เมื่อผู้บริโภครายหนึ่งนำผลิตภัณฑ์ไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ก่อนเผยผลที่ระบุว่า ปริมาณสารอาหารบางรายการอาจไม่ตรงกับตัวเลขที่แสดงบนฉลาก ส่งผลให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ และทำให้แบรนด์ที่เกี่ยวข้องต้องออกมาชี้แจงพร้อมเปิดเผยผลตรวจของตนเอง ขณะเดียวกัน แบรนด์อื่นในตลาดก็ทยอยนำข้อมูลการตรวจสอบคุณภาพสินค้าออกมายืนยันความน่าเชื่อถือเช่นกัน

แม้ข้อเท็จจริงในแต่ละกรณียังคงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามหลักฐานและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเปลี่ยนแปลงสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน นั่นคือการไม่ยอมรับคำกล่าวอ้างของแบรนด์โดยปราศจากการตรวจสอบ และพร้อมตั้งคำถามต่อทุกข้อมูลที่ปรากฏอยู่บนฉลากสินค้า

ในหลายอุตสาหกรรมปัจจุบัน สินค้าไม่ได้แข่งขันกันด้วยต้นทุนหรือคุณภาพเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันกันด้วย ‘ความน่าเชื่อถือ’ ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าจากข้อมูลที่พวกเขาเชื่อว่าจะเป็นจริง ตั้งแต่ฉลากโภชนาการ รีวิวออนไลน์ ไปจนถึงคำรับรองจากผู้เชี่ยวชาญ เศรษฐกิจลักษณะนี้ถูกเรียกว่า Trust Economy หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความไว้วางใจ

ทั้งนี้ ‘โปรตีนตกฉลาก’ หมายถึง ปริมาณโปรตีนต่ำกว่าที่ระบุไว้บนฉลากโภชนาการ ซึ่งประเด็นดังกล่าวกระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และภาพลักษณ์แบรนด์อย่างมาก อีกทั้งยังเสี่ยงต่อกฎหมายฉลากอาหารโดยตรง

ความรุนแรงของประเด็นนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขโปรตีนที่หายไปเพียงไม่กี่กรัม แต่อยู่ที่เหตุผลที่ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าเหล่านี้ตั้งแต่แรก เพราะผลิตภัณฑ์กลุ่มโปรตีนสูง ไม่ว่าจะเป็นนมไฮโปรตีน เวย์โปรตีน หรืออกไก่ปั่น เป็นสินค้าที่ขายด้วย ‘คุณค่าทางโภชนาการ’ มากกว่ารสชาติหรือความอร่อย ผู้บริโภคจำนวนมากยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่าสินค้าทั่วไป เพราะเชื่อว่าตนเองจะได้รับสารอาหารตามที่ระบุไว้บนฉลาก

สำหรับบางคน ตัวเลขโปรตีนบนบรรจุภัณฑ์ไม่ใช่เพียงข้อมูลประกอบการตัดสินใจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ออกกำลังกาย ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่ต้องการเสริมโปรตีน หรือผู้ที่ควบคุมอาหารอย่างจริงจัง ดังนั้นเมื่อมีการตั้งคำถามว่า ปริมาณสารอาหารอาจไม่ตรงกับที่ระบุไว้ สิ่งที่ได้รับผลกระทบจึงไม่ใช่เพียงคุณภาพของสินค้า แต่คือความเชื่อใจที่ผู้บริโภคมีต่อข้อมูลบนฉลากทั้งหมด

แม้หลายแบรนด์จะกางผลการตรวจสอบออกมาอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คือความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ถูกสั่นคลอน

เช่น แบรนด์ Dairyhome ที่ออกมาเปิดเผยผลตรวจพบว่า โปรตีนที่พบอยู่ที่ 10.14 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร หรือประมาณ 30.4 กรัมต่อขวด (300 มิลลิลิตร) ซึ่งตรงกับฉลากบนขวดที่บอกว่า โปรตีน 30 กรัม ทั้งนี้ ทางบริษัทจะทำการตรวจอีกครั้งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายแบรนด์ที่ออกมาอัปเดตข้อมูลเรื่องมาตรฐานและปริมาณโปรตีน เช่น Meiji, Allymeal, Hooray!, Tofusan และ Fitwhey 

จากจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามต่อนมโปรตีนสูงเพียงหนึ่งแบรนด์ ความกังวลได้ขยายวงไปยังสินค้ากลุ่มเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นนมไฮโปรตีน เวย์โปรตีน หรือผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพประเภทอื่นๆ ที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อจากตัวเลขบนฉลากเป็นสำคัญ หลายแบรนด์จึงต้องเร่งออกมาเปิดเผยผลการตรวจวิเคราะห์ ยืนยันมาตรฐานการผลิต หรือแม้กระทั่งระงับการผลิตสินค้าบางล็อตเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้ยอมรับคำกล่าวอ้างของแบรนด์โดยอัตโนมัติอีกต่อไป หากแต่คาดหวังหลักฐานที่ตรวจสอบได้จริง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ขายด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งตัวเลขบนฉลากไม่ใช่เพียงข้อมูลประกอบการตัดสินใจ แต่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เชิญผู้ประกอบการและห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงรายละเอียดร่วมกัน เนื่องจากการวิเคราะห์ปริมาณโปรตีนมีรายละเอียดทางเทคนิคหลายประการ ทั้งวิธีการทดสอบ วิธีคำนวณ และมาตรฐานอ้างอิงที่ใช้ ซึ่งอาจแตกต่างกันในแต่ละห้องปฏิบัติการ

อย.ระบุว่า ผลการตรวจที่แตกต่างกันอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่ความคลาดเคลื่อนในการคำนวณ การแสดงข้อมูลบนฉลาก ไปจนถึงความแตกต่างของมาตรฐานและวิธีวิเคราะห์ของแต่ละห้องปฏิบัติการ จึงจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมก่อนสรุปผลอย่างเป็นทางการ

ขณะนี้หน่วยงานภาครัฐอย่างสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และ อย.เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้บริโภคจำนวนมากคาดหวังอาจไม่ได้มีเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่รวมถึงการกำกับดูแลเชิงรุกที่สามารถสร้างความมั่นใจได้ว่า ข้อมูลบนฉลากสินค้าจะสะท้อนคุณภาพที่ผู้บริโภคได้รับจริง

ในอดีต ฉลากสินค้าอาจเป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารทางการตลาด แต่ในปัจจุบัน ฉลากคือคำมั่นสัญญาระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค เป็นหลักฐานที่ทำให้ผู้คนเชื่อว่า สิ่งที่ได้รับจะตรงกับสิ่งที่ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์ เมื่อคำมั่นนั้นถูกตั้งคำถาม สิ่งที่สั่นคลอนจึงไม่ใช่เพียงตัวสินค้า หากคือความไว้วางใจที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์

ดราม่าโปรตีนตกฉลากจึงไม่ได้เป็นเพียงประเด็นของอุตสาหกรรมอาหารสุขภาพ แต่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่น ในวันที่ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูล ส่งตรวจสินค้า และเผยแพร่ผลการตรวจได้ด้วยตัวเอง อำนาจในการตรวจสอบไม่ได้อยู่กับหน่วยงานกำกับดูแลหรือผู้ผลิตเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป

แม้ผลสรุปอย่างเป็นทางการของกรณีนี้ยังต้องรอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นแล้วว่า ความเสียหายด้านความเชื่อมั่นเกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่ากระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และเมื่อความสงสัยแพร่กระจายในโลกออนไลน์ ผลกระทบย่อมขยายวงกว้างเกินกว่าแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง

ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่ว่าโปรตีนหายไปกี่กรัม แต่คือบททดสอบว่า ธุรกิจจะรักษาความไว้วางใจของผู้บริโภคได้อย่างไร ในยุคที่ทุกคำเคลมถูกตรวจสอบได้ตลอดเวลา เพราะใน Trust Economy ความน่าเชื่อถือไม่ใช่เพียงข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน แต่เป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของแบรนด์ และอาจเป็นสิ่งที่สูญเสียได้ง่ายที่สุดเช่นกัน

ที่มา:

– https://maydi.co.th/th/protein-label-claim-accuracy/

– https://www.facebook.com/MeijiHighProtein/posts/pfbid02ZG7yWxTLc74s1kXG3sddxrRbTTXKu5LRQFEV6vAxcyRf8HcxCMFGQvB6YwokHFjbl

– https://www.facebook.com/allymeal/posts/pfbid02b4xo1WzyqgJc5LyrzrY5p5cW9g6ZsQGa3F9vuSmgSq8GojNK6GKYNAf8A64xcpppl

Tags: , , , ,