ในโลกที่ความเจ็บป่วยไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว โรคหนึ่งอาจนำไปสู่อีกโรคหนึ่ง และการรักษาเพียงหนึ่งครั้งอาจกลายเป็นภาระที่ต้องแบกรับไปตลอดชีวิต
กล่าวสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ความเจ็บป่วยจึงไม่ได้มีต้นทุนเพียงแค่ค่ารักษาพยาบาล แต่หมายถึงค่าเดินทาง รายได้ที่หายไป ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้น รวมถึงข้อจำกัดที่ค่อยๆ พรากความสามารถในการดูแลตัวเองออกไปทีละอย่าง
The Momentum คุยกับ ‘ป้ากุ้ง’ กัญญา เงินแถบ สุภาพสตรีวัย 56 ปี ชาวพระนครศรีอยุธยา เป็นหนึ่งในผู้ป่วยที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคหลายชนิดพร้อมกัน
จนถึงวันนี้ ป้ากุ้งมีทั้งโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หลอดเลือดสมองตีบ ไตวายเรื้อรัง มะเร็งลำไส้ และอาการสะโพกหัก
หากอ่านถึงตรงนี้ หลายคนคงนึกภาพว่าป้ากุ้งคือผู้ป่วยติดเตียง รอวันจะจากไปอย่างสงบ…
แต่เปล่าเลย ป้ากุ้งยังคงอารมณ์ดี มีอารมณ์ขัน ชีวิตอาจไม่ได้ดีมาก ต้องไปพบแพทย์สัปดาห์ละ 3 ครั้ง แต่สิ่งที่ยังมีอยู่คือชีวิต และมีชีวิตที่ดี ด้วยโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
แต่สิ่งที่เด่นชัดยิ่งกว่าจำนวนโรค คือเสียงหัวเราะและอารมณ์ขันที่แทรกอยู่แทบตลอดการสนทนา
วันที่เรายกทีมไปหา ป้ากุ้งอยู่กับนักวิชาการสาธารณสุขที่มาฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้เธอ เพราะเธอถือเป็น ‘กลุ่มเสี่ยง’ เนื่องจากมีโรคแทรกซ้อนอยู่หลายโรค
ป้ากุ้งบอกว่าเธอมีอีกชื่อว่า ‘กุ้งลิงก์’ เพราะมีชีวิตลั้นลา “ลิงก์ไป ลิงก์มา”
ก่อนที่ชีวิตจะถูกผูกไว้กับโรงพยาบาล ป้ากุ้งเคยประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างอยู่ในพื้นที่เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา
“เมื่อก่อนขับวินค่ะ ใครจ้างไปไหนก็ไป ตกเย็นก็ไปร้องคาราโอเกะ ใช้ชีวิตลั้นลา”
ในเวลานั้น ป้ากุ้งยังใช้ชีวิตตามใจตัวเอง กินอาหารที่ชอบ ทั้งหมูสะเต๊ะ คอหมูย่าง หมูพะโล้ และอาหารรสจัดต่างๆ รวมถึงเหล้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ใช้ชีวิตสุด จนเริ่มป่วยเป็นโรคเบาหวานตั้งแต่อายุประมาณ 30 ปี
หลังจากนั้น โรคความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูงก็ตามมา
ป้ากุ้งยอมรับว่า แม้แพทย์จะคอยเตือนเรื่องอาหาร การควบคุมน้ำตาล และการปรับพฤติกรรม แต่ในตอนนั้นเธอยังไม่ได้ใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจัง
โรคเบาหวานไม่ได้ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปในทันที ป้ากุ้งยังคงขับวิน ทำงาน และใช้ชีวิตตามปกติ จนกระทั่งเมื่อ 16 ปีที่แล้ว เมื่ออายุประมาณ 40 ปี เธอเกิดภาวะหลอดเลือดสมองตีบ
วันนั้นป้ากุ้งหมดสติ ร่างกายด้านซ้ายอ่อนแรงและไม่สามารถเดินได้
หลังผ่านการตรวจด้วยเครื่องสแกนสมอง แพทย์ยืนยันว่า เส้นเลือดในสมองตีบ ไม่ได้แตก แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้ร่างกายครึ่งซีกไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิม
ป้ากุ้งต้องฝึกเดินและทำกายภาพบำบัดอยู่นาน จนกลับมาเดินได้อีกครั้ง แต่ที่กลับไปไม่ได้คือ ไม่สามารถกลับไปประกอบอาชีพขับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างดังเดิม
จากคนที่เคยเดินทางไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง ชีวิตของป้ากุ้งเริ่มแคบลง เหลือเพียงระยะทางภายในบ้าน ห้องน้ำ และพื้นที่ใกล้เคียงที่พอจะเดินไปถึง
ต่อมาเธอได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นคนพิการ และได้รับเบี้ยความพิการเดือนละ 800 บาท… เงินจำนวนนี้อาจดูเป็นเพียงตัวเลขเล็กน้อย แต่สำหรับคนที่ทำงานหารายได้ไม่ได้อีกต่อไป เงินทุกบาทหมายถึง อาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายจำเป็นในแต่ละวัน
ทว่าหลอดเลือดสมองตีบยังไม่ใช่จุดสุดท้าย ครั้งหนึ่ง ป้ากุ้งป่วยเป็นไข้เลือดออก และมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดจนอาการทรุดหนักและนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลัน
“ตอนนั้นเกือบตาย เขาเจาะกันแหลกลาญเลย สุดท้ายไตวาย ต้องฟอกไต” ช่วงแรกแพทย์ต้องเจาะคอเพื่อฟอกเลือด ก่อนเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ที่บริเวณหน้าอก แม้จะรอดพ้นจากภาวะวิกฤต แต่การทำงานของไตไม่กลับมาเป็นปกติ
นั่นหมายความว่า ป้ากุ้งต้องฟอกเลือดไปตลอดชีวิต
ปัจจุบันเธอต้องเดินทางไปศูนย์ฟอกไตสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ทุกวันอังคาร พฤหัสบดี และเสาร์
การฟอกเลือดแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2,000 บาท หากคิดเพียงเดือนเดียว ค่าใช้จ่ายอาจสูงถึงหลักหมื่น และเมื่อต้องฟอกไปตลอดชีวิต ตัวเลขดังกล่าวย่อมเกินกำลังของคนที่ไม่มีรายได้ประจำ
แต่ค่าฟอกเลือดทั้งหมดอยู่ภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ ‘บัตรทอง’ ป้ากุ้งจึงไม่ต้องจ่ายค่ารักษาส่วนนี้ด้วยตัวเอง
“ถ้าไม่มีบัตรทองก็แย่สิคะ ฟอกครั้งหนึ่งตั้ง 2,000 บาท แล้วต้องฟอกอาทิตย์ละ 3 ครั้ง”
ในขั้นตอนการรักษา ป้ากุ้งเคยได้รับทางเลือกระหว่างการฟอกเลือดด้วยเครื่อง กับการล้างไตทางช่องท้อง แต่เธอเลือกฟอกเลือดที่ศูนย์ เพราะกังวลว่าสภาพแวดล้อมภายในบ้านอาจไม่สะอาดเพียงพอสำหรับการดูแลล้างไตทางช่องท้องด้วยตนเอง
การตัดสินใจดังกล่าวทำให้ป้ากุ้งต้องเดินทางไปศูนย์ฟอกไตอยู่เป็นประจำ หากลูกสาวลางานมารับส่งได้ ค่าใช้จ่ายก็จะลดลง แต่หากลูกสาวไม่ว่าง เธอต้องจ้างรถไปและกลับ เที่ยวละประมาณ 100 บาท เท่ากับว่าการไปฟอกไตแต่ละครั้งมีค่าเดินทางราว 200 บาท หรือประมาณ 600 บาทต่อสัปดาห์
นี่คือช่องว่างระหว่างคำว่า ‘รักษาฟรี’ กับต้นทุนที่ผู้ป่วยยังต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง
เพราะแม้ค่ารักษาจะครอบคลุมอยู่ในสิทธิ แต่ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าจ้างคนทำความสะอาดบ้าน ค่าซักผ้า และค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีวิตยังคงอยู่
ป้ากุ้งอาศัยอยู่คนเดียวเป็นส่วนใหญ่ โดยมีลูกสาวซึ่งทำงานอยู่ที่เทศบาลเมืองอโยธยาของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาคอยช่วยเหลือ ทั้งพาไปโรงพยาบาลและแบ่งรายได้บางส่วนมาให้
ด้วยร่างกายด้านซ้ายที่อ่อนแรง ประกอบกับอาการสะโพกหักที่เคยต้องผ่าตัดใส่เหล็ก ป้ากุ้งไม่สามารถซักผ้า ถูบ้าน ล้างห้องน้ำ หรือทำงานหนักด้วยตัวเองได้ งานหลายอย่างจึงต้องอาศัยการว่าจ้าง
เงินที่ได้รับในแต่ละเดือน ทั้งเบี้ยความพิการ เงินจากลูกสาว และความช่วยเหลือจากญาติ จึงถูกแบ่งออกเป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าจ้างทำงานบ้าน และค่าใช้จ่ายจิปาถะ เหลือเงินเพียงจำนวนเล็กน้อยสำหรับซื้อกับข้าวมื้อต่อไป
แต่แม้จะต้องฟอกเลือดตลอดชีวิต ความเจ็บป่วยของป้ากุ้งยังไม่สิ้นสุด…
วันหนึ่งเธอเริ่มมีเลือดออกทางทวารหนัก อาการดังกล่าวเกิดขึ้นมาระยะหนึ่ง แต่ป้ากุ้งไม่รู้ว่าเป็นสัญญาณของโรคอะไร จนกระทั่งเริ่มมีกลิ่นผิดปกติ ลูกสาวจึงบอกว่าเธอจำเป็นต้องแจ้งแพทย์ แพทย์ทำการส่องกล้องและนำชิ้นเนื้อไปตรวจ ก่อนพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ระยะที่ 2
“พอเอาชิ้นเนื้อไปดู ดันเป็นมะเร็ง เขาก็ส่งขึ้นตึกไปนอนรอผ่าตัดเลย”
ป้ากุ้งเข้ารับการผ่าตัดลำไส้ส่วนที่เป็นมะเร็งออกราวกลางปี 2568 และต้องมีถุงรองรับสิ่งขับถ่ายติดอยู่บริเวณหน้าท้อง
เธอพูดถึงเรื่องนี้อย่างติดตลกว่า ตอนนี้มี “ส้วมส่วนตัวติดอยู่กับตัว จะดูด้วยไหม” แต่เบื้องหลังคำพูดสนุกสนานคือความยากลำบากในการใช้ชีวิต
ถุงขับถ่ายต้องได้รับการทำความสะอาดและดูแลอย่างเหมาะสม การแต่งตัว การเดินทาง และการนั่งฟอกไตต้องระมัดระวังไม่ให้สิ่งของหรือเสื้อผ้ากดทับบริเวณถุง
ป้ากุ้งอยากกลับไปใช้ชีวิตโดยไม่มีถุงขับถ่าย และเคยสอบถามแพทย์ถึงความเป็นไปได้ในการผ่าตัดต่อลำไส้กลับคืน แต่แพทย์อธิบายว่า ต้องพิจารณาจากสภาพร่างกายและความเสี่ยงที่มะเร็งอาจกลับมา
ปัจจุบันผลตรวจติดตามยังไม่พบความผิดปกติ และมะเร็งถือว่าอยู่ในภาวะสงบ แต่เธอยังต้องเข้ารับการตรวจเลือด และตรวจด้วยเครื่องมือทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง
สำหรับผู้ป่วยทั่วไป การรักษาโรคมะเร็งอาจหมายถึงค่าใช้จ่ายตั้งแต่การส่องกล้อง การตรวจชิ้นเนื้อ การผ่าตัด การทำเพต-ซีทีสแกน ตลอดจนการให้เคมีบำบัดและฉายแสง หากโรคอยู่ในระยะที่จำเป็นต้องใช้การรักษาเหล่านั้น
แต่สำหรับป้ากุ้ง กระบวนการทั้งหมดอยู่ภายใต้สิทธิบัตรทอง
“มะเร็งเสียเงินเยอะนะ ถ้าไม่มีบัตรทอง คนก็ไม่กล้าไปรักษาหรอก”
พูดถึงเรื่องการรักษา ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ป้ากุ้งอยู่กับโรคเรื้อรัง เธอเข้ารับการรักษามาแล้วแทบทุกระดับ ตั้งแต่คลินิกผู้ป่วยนอก การทำกายภาพบำบัด การฟอกเลือด การผ่าตัดใหญ่ ไปจนถึงการรักษาในห้องไอซียู
ครั้งที่เธอรู้สึกว่าเข้าใกล้ความตายที่สุด คือช่วงที่เกิดภาวะน้ำท่วมปอดจนหายใจไม่ออก
แพทย์ต้องใส่ท่อช่วยหายใจและนำตัวเข้าห้องไอซียู ป้ากุ้งไม่สามารถพูดหรือช่วยเหลือตัวเองได้ เจ้าหน้าที่ต้องคอยพลิกตัว อาบน้ำ และดูแลทุกอย่าง
แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ทรมาน แต่สิ่งที่เธอจำได้ กลับเป็นความเอาใจใส่ของบุคลากรในโรงพยาบาล
“ห้องไอซียูเขาดูแลดีมาก มีคนพลิกซ้ายพลิกขวา มีคนอาบน้ำให้ เจ้าหน้าที่น่ารัก”
ในโลกที่ระบบสาธารณสุขถูกอธิบายผ่านตัวเลขผู้ป่วย ผ่านงบประมาณที่เพิ่มขึ้น ปริมาณผู้ป่วยนอก หรือปริมาณการให้บริการ เรื่องของป้ากุ้งทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งว่า การรักษาหนึ่งครั้งไม่ได้หมายถึงเพียงการจ่ายค่ายาหรือค่าหัตถการ
แต่ยังหมายถึงการทำให้คนคนหนึ่งยังสามารถกลับมาที่บ้าน ยังได้เห็นหน้าลูก ยังได้พูดคุยกับเพื่อน และยังมีโอกาสสร้างเสียงหัวเราะให้คนรอบตัว
สำหรับป้ากุ้ง บัตรทองจึงไม่ได้ช่วยเพียงโรคใดโรคหนึ่ง แต่เป็นระบบที่คอยประคองชีวิตในทุกครั้งที่ร่างกายพังลง
ตั้งแต่การรักษาเบาหวานและความดัน การทำกายภาพหลังเส้นเลือดสมองตีบ การฟอกไตสัปดาห์ละ 3 ครั้ง การรักษามะเร็งลำไส้ ไปจนถึงการผ่าตัดสะโพก
หากไม่มีระบบหลักประกันสุขภาพ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดอาจสูงถึงหลักแสนหรือหลักล้านบาทตลอดช่วงชีวิต และไม่ใช่จำนวนเงินที่ป้ากุ้งหรือลูกสาวจะรับผิดชอบได้
“ถ้าไม่มีบัตรทองก็คงตายไปแล้วสิ เผาไปแล้ว”
ประโยคดังกล่าวอาจฟังดูเป็นมุกตลกตามแบบของป้ากุ้ง แต่ความจริงที่อยู่ภายในกลับตรงไปตรงมา… สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ไม่มีรายได้ การเข้าถึงการรักษาไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าต้องการรักษาหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าจ่ายเงินเพื่อรักษาได้หรือเปล่า
หน้าที่ของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกลายเป็น Safety Net เป็นหลังพิง คอยตัดเรื่อง ‘ภาระ’ และความสามารถในการจ่ายออกไป ทำให้การรักษากลายเป็นสิทธิที่ไม่จำเป็นต้องแลกด้วยหนี้สิน ไม่จำเป็นต้องแลกด้วยทรัพย์สินทั้งหมดที่ครอบครัวมี
อย่างไรก็ตาม การมีสิทธิรักษา ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยจะไม่มีหน้าที่ดูแลตัวเอง
เพราะแต่ละโรคที่ป่วยเพิ่มขึ้น หมายถึงค่าใช้จ่าย หมายถึงงบประมาณรัฐที่ต้องนำไปดูแล
หากทุกคนในประเทศนี้ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ก็แน่นอนว่าระบบสาธารณสุขไทยต้องพังพินาศ เพราะฉะนั้น การรักษาต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ ทั้งการออกกำลังกายและการกินอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยง ‘ความเสี่ยง’
โจทย์ของการดูแลสุขภาพจึงต้องเป็นโจทย์ที่ควบคู่ไปกับการรักษา ซึ่งแน่นอนว่า ในประเทศที่คนยังยากจน ยังต้องหาเช้ากินค่ำ เรื่องของการดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ ยังคงเป็นเรื่องยาก
แต่ในที่สุด โจทย์ของระบบสุขภาพจึงไม่ได้มีเพียงการบอกให้ผู้ป่วยหยุดกิน หยุดทำ หรือเปลี่ยนนิสัย แต่ต้องทำความเข้าใจสภาพชีวิตของผู้ป่วยแต่ละคน รวมถึงช่วยให้พวกเขาสามารถดูแลตัวเองได้ โดยไม่รู้สึกว่าชีวิตถูกพรากความสุขออกไปทั้งหมด
กลับมาที่ป้ากุ้ง ถึงวันนี้โรคของป้ากุ้งไม่ได้หายไป
เธอยังต้องฟอกไตสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ยังต้องตรวจติดตามมะเร็ง ยังต้องควบคุมเบาหวานและความดัน ยังต้องใช้ถุงขับถ่าย และยังเดินได้เพียงระยะสั้นๆ ภายในบ้าน
แต่สิ่งที่บัตรทองมอบให้คือ โอกาสที่จะอยู่กับโรคเหล่านี้ต่อไปโดยไม่ต้องยอมแพ้เพราะค่ารักษา เป็นโอกาสที่จะตื่นขึ้นมาในวันถัดไป ได้กินข้าว ใส่บาตร พบแพทย์และพยาบาลที่คุ้นเคย และได้ไปสร้างเสียงหัวเราะในศูนย์ฟอกไต
“ไปศูนย์ก็ไปแหย่พยาบาล ไปคุยกับคนป่วยด้วยกัน เขาก็หัวเราะ”
ในท้ายที่สุด สิ่งที่หลักประกันสุขภาพแห่งชาติมอบให้ป้ากุ้ง จึงไม่ใช่ชีวิตใหม่ที่ปราศจากโรค หากแต่คือชีวิตเดิมที่ยังคงเดินต่อไปได้ แม้ร่างกายจะมีโรคมากมาย แม้เงินในมือจะเหลือไม่มาก และแม้ทุกสัปดาห์จะต้องเดินทางไปโรงพยาบาล
เพราะสำหรับคนบางคน การมีระบบสุขภาพรองรับ ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่เจ็บป่วยอีกต่อไป
แต่หมายถึง เมื่อเจ็บป่วยแล้ว เขาจะไม่ถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง และไม่ต้องตายเพียงเพราะไม่มีเงินรักษา
Tags: สปสช., ไต, บัตรทอง, Branded Content, โรคเรื้อรัง, ฟอกไต




