นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่ผมได้เข้าไปที่ตึก GMM Music เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า ผมมีโอกาสสนทนาพิเศษร่วมกับสกาย-นานิ ยอมรับแต่โดยดีเลยว่า การมาเยี่ยมบริษัทความบันเทิงชั้นนำของไทยในวันนั้น เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความกดดัน ทว่าคราวนี้มันต่างออกไป
ถามว่าทำไมมันเช่นนั้น นั่นอาจจะเป็นเพราะครั้งนี้ ผมมีโอกาสพูดคุยกับศิลปินที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน จึงทำให้มีความรู้สึกสบายใจผสมกับความรู้สึกกังวลเล็กน้อย
แม้ฟังแล้วอาจจะงงๆ แต่เชื่อเถอะ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
ศิลปินในวันนี้ที่จะมาร่วมพูดคุยในคอลัมน์ at the Moment คอลัมน์ที่ถูกปัดฝุ่นกลับมาสู่ The Momentum อีกครั้ง หลังจากห่างหายไปกว่า 5 ปีเต็ม
at the Moment คือพื้นที่สนทนาที่ไม่ได้ชวนผู้คนมาเล่าเพียงว่า พวกเขากำลังทำอะไร หรือกำลังจะมีผลงานใดเกิดขึ้น แต่พยายามสำรวจว่า ณ ช่วงเวลานี้ พวกเขายืนอยู่ตรงไหนของชีวิต ผ่านประสบการณ์ ความเปลี่ยนแปลง ความคิด และความรู้สึกที่กำลังก่อตัว
พื้นที่นี้พาสำรวจทุกชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ผู้มีทั้งอดีตที่หล่อหลอม ปัจจุบันที่กำลังเผชิญ และอนาคตที่ยังคงเดินทางไปหา…
แขกรับเชิญของผมวันนี้ เขาปรากฏตัวอย่างโดดเด่นด้วยเส้นผมสีบลอนด์ทองที่ทำให้ใครต่อใครมองเห็นได้จากระยะไกล ‘MEYOU’ หรือ มิว-ชิษณุชา ตันติเมธ เดินเข้ามาในเสื้อฮูดดี้สีเทาพร้อมขวดน้ำในมือ ก่อนจะยกมือไหว้ทักทายเรา
“สวัสดีครับ นายชื่ออะไรนะ” มิวถามชื่อเล่นของผมและช่างภาพของ The Momentum ด้วยความเป็นกันเอง
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ก่อนหน้านี้ผมรู้สึกหนักใจไม่น้อยกับการได้รับโอกาสสัมภาษณ์ศิลปินหนุ่มคนนี้ เพราะเขาเองเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร L’Officiel Thailand ไว้ว่า เขาเป็นคนพูดไม่เก่ง ประกอบกับการสัมภาษณ์คอลัมน์ at the Moment นั้นเป็นครั้งแรกของผม จึงทำให้รู้สึกประหม่าหรือกังวลเล็กน้อยตามที่บอกไว้ตั้งแต่ต้น
เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะต้องถามเจ้าตัวในวันนี้เสียก่อนว่า คิดว่าตัวเองในวันนี้พูดเก่งขึ้นหรือยัง
มิวทำหน้าตางงเล็กน้อยก่อนจะถามกลับว่า “เราเคยพูดไว้อย่างนั้นใช่ไหม” ก่อนที่จะอธิบายเพิ่มเติมว่า สงสัยในวันนั้นอาจจะพูดไม่เคลียร์ เนื่องจากตัวเองเป็นคนที่พูดพอใช้ได้ เวลาพูดคุยกับคนที่ไม่สนิทก็อาจจะพูดไม่เก่ง แต่ถ้าเป็นคนใกล้ตัว เช่น ครอบครัว จะรู้สึกสบายใจที่จะพูดด้วย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ในใจของผมก็สบายใจขึ้นไปเปลาะหนึ่ง คิดว่าวันนี้ทุกอย่างน่าจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
1
ย้อนกลับไปในปี 2560 มิวได้ปล่อยซิงเกิลแรก ไม่เคยคิดแค่เพื่อน (I’m not your friend) ในฐานะศิลปินเดี่ยว แต่เส้นทางก่อนจะมาเป็นนักร้องเดี่ยวนั้น เขาเคยผ่านการประกวดคัดเลือกมาก่อน รวมถึงเกือบได้เดบิวต์เป็นหนึ่งในสมาชิกบอยแบนด์ชื่อดังของไทยเสียด้วย
“ในพาร์ตการประกวด เรารู้สึกว่ามันเป็นการแข่งขัน เขาจะมีโจทย์ให้เราทำ และเราต้องทำตามที่เขาบอก และเราก็ต้องมาลุ้นว่าใครจะเป็นที่ 1 หรือใครจะเป็นผู้ชนะ ถ้าถามเรา เราไม่ค่อยชอบเท่าไร เพราะไม่ค่อยชอบการแข่งขัน แต่ชอบการแข่งขันกับตัวเองมากกว่า เราไม่ชอบความรู้สึกที่ต้องไปแข่งกับเพื่อนๆ”
ศิลปินคนนี้เล่าให้ฟังต่อว่า พ่อของเขาสอนเอาไว้ว่าอย่าไปแข่งกับคนอื่น ให้แข่งกับตัวเองก็พอ หมายความว่า เมื่อทำอะไรได้แล้ว ประสบความสำเร็จอย่างหนึ่งแล้ว อย่าหยุดนิ่ง อย่าพอใจกับมันแค่นั้น ให้ก้าวต่อไปเรื่อยๆ อย่าหยุดที่จะเรียนรู้
อย่างไรก็ตาม ศิลปินวัย 26 คนนี้ยังบอกข้อดีของการลงประกวดในครั้งนั้นว่า ได้เปิดโอกาสให้ทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่น การเล่นซีรีส์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความฝันในวัยเด็กที่เคยบอกกับครอบครัวไว้ว่า เขาอยากออกโทรทัศน์
และก่อนที่มิวจะได้เดบิวต์เป็นศิลปินเดี่ยวในนาม MEYOU ก่อนหน้านี้เขาบอกกับผมว่า เคยไปร่วมทำโปรเจกต์บอยแบนด์ Nine by Nine ทว่าด้วยทักษะการเต้นที่เจ้าตัวเอ่ยปากยอมรับว่า ‘ไม่สนิทกับร่างกาย’ ทำให้เขาคิดว่า หากอยู่ในโปรเจกต์นี้ต่อไป จะทำให้ภาพรวมนั้นดูไม่ดีตามไปด้วย ดังนั้นการออกจากโปรเจกต์น่าจะเป็นผลดีมากกว่า
“เราเหลือหนทางสุดท้ายแล้ว คือการเป็นศิลปินเดี่ยว คือเราก็ใช้ชื่อ MEW ไปแล้วตอนประกวด MBO ดังนั้นจึงมองหาว่าจะใช้ชื่ออะไรที่มันใกล้เคียงกับมิวดี เลยตัดสินใจใช้ชื่อ MEYOU แล้วกัน เพราะว่าเวลาพูดเร็วๆ มันจะออกเสียงเป็นคำว่ามิว”
มิวเล่าด้วยน้ำเสียงติดตลกว่า ในตอนแรกไม่มีใครรอบตัวเห็นด้วยกับการใช้ชื่อนี้เลย แต่เขาก็ยืนกรานที่จะใช้ชื่อนี้ให้ได้ จนกระทั่งในช่วงเปลี่ยนผ่านค่าย อาร์ม-รัฐการ น้อยประสิทธิ์ ผู้บริหารค่ายเพลง White Music ก็มาเชิญให้เข้าร่วมชายคาเดียวกัน
“White Music เป็นค่ายที่เราอยากเข้าอยู่แล้วตั้งแต่เด็ก เห็นรุ่นพี่เราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพี่อะตอม พี่แอมมี่ พี่โอ๊ต พี่เป๊ก พี่ป๊อบ เราก็อยากเข้าร่วมคอมมูนิตี้นี้อยู่แล้ว แต่ก็ยากนะที่จะเข้า White Music ได้ เพราะพี่อาร์มเขาก็คัดคน และเรารู้สึกว่าเราคงไม่มีหวัง เลยเปิด YouTube ของตัวเอง แต่พี่อาร์มชวนก็เป็นโอกาสดีที่เราได้ต่อสัญญากับ GMM แล้วยังไงไม่รู้ ผ่านมา 10 ปีแล้ว (หัวเราะ)”
“รู้สึกยังไงที่อยู่ในวงการเพลงมาเกือบ 10 ปีแล้ว” ผมถามต่อ
“รู้สึกแก่ครับ” มิวตอบสั้นๆ ก่อนจะบอกว่าล้อเล่น “ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาทำให้เราเจอประสบการณ์ต่างๆ มากขึ้น ทำให้ชีวิตได้เรียนรู้จากรุ่นพี่ รุ่นน้อง เรารู้สึกว่า 10 ปีนี้มันครบรสดี” เขาว่าอย่างจริงจัง
“แล้วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีเรื่องอะไรที่มิวรู้สึกว่ายังสู้กับตัวเองได้ไม่ดีพอ” ผมถามต่อด้วยความสงสัย
เขาให้คำตอบว่า “เรื่องที่ทำได้ไม่ดีไม่ค่อยมี แต่เรื่องที่ทำได้ดีคือหล่อทุกวัน” เขายิ้มก่อนบอกว่าล้อเล่นเป็นครั้งที่ 2
มิวนิ่งไปสักครู่เมื่อได้ยินคำถาม ก่อนจะบอกว่า เรื่องที่ยังทำได้ไม่ดี คือยังเป็นคนที่รับผิดชอบได้ไม่เต็ม 100% เขายังเป็นคนที่ติดเล่น ยังมีนิสัยเด็กๆ อยู่ แต่ถ้าถามว่าดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนหรือไม่ ก็คงบอกว่าดีขึ้นแล้ว
“มันก็เป็นช่วงเวลาที่บางครั้งเราก็อยากตื่นสายๆ ขี้เกียจไปทำงานบ้างอะไรบ้าง เข้าใจใช่ไหม มันเป็นเรื่องปกติมาก แต่พอเราโตขึ้นก็ต้องเรียนรู้ที่จะจัดสรรเวลาให้ดีขึ้น ตอนนี้ก็ทำได้ดีขึ้นประมาณหนึ่ง แต่ยังไม่ 100% อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องปรับปรุงตัว โดยเฉพาะเรื่องงาน
“แต่ก็มีอีกเรื่องที่ไม่ค่อยอยากพูดคือเรื่องผู้หญิง (หัวเราะ) แต่เรื่องนี้ขำๆ ตอนนี้เราโสด เราอยากโฟกัสงานเป็นหลักมากกว่า” มิวตอบ
2
หนึ่งในเหตุผลหลักของการพูดคุยกับมิวในวันนี้ คือเจ้าตัวปล่อยเพลงใหม่อย่าง ไม่ชัวร์ (Not Sure) (2569) ซึ่งจะเป็นหนึ่งในเพลงที่จะอยู่ใน Oxytocin อัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของเขา แม้ว่ามิวจะมีผลงานเพลงมามากมาย แต่การจะมีอัลบั้มเดี่ยวเป็นของตัวเองนั้น เขายังไม่เคยทำมาก่อน มิวยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่ารู้สึกตื่นเต้นมาก
“เราปล่อยเพลงจนไม่มีความตื่นเต้นแล้ว เราปล่อยเพลงมา 10 ปี ทำเพลงจนรู้สึกว่าทุกวันนี้แทบไม่ได้คาดหวังอะไรแล้ว เพราะบางทีคาดหวังไปแล้วผิดหวัง เราเจ็บ เลยคิดว่าไม่คาดหวังดีกว่า ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ
“แต่กับเพลงไม่ชัวร์ เราดันรู้สึกตื่นเต้นตอนจะปล่อย เพราะว่ามันเป็นเพลงแรกของอัลบั้มแรกในชีวิต ก่อนหน้านี้เราไม่เคยมีอัลบั้มมาก่อน เพลงนี้จะเป็นเพลงแรกในอัลบั้ม แต่เราจะยังไม่บอกหรอกนะว่าอัลบั้มมีกี่เพลง แต่เพลงนี้แหละ คือเพลงเปิดอัลบั้ม” มิวเล่าด้วยสายตาเปล่งประกาย
สำหรับเพลงไม่ชัวร์ เป็นเพลงสไตล์ Pop/ R&B ที่โชว์เนื้อเสียงหวานผสมกับแรงลมอันเป็นเอกลักษณ์ของมิว โดยเจ้าตัวได้เขียนข้อความไว้ใต้คลิปมิวสิกวิดีโอของเพลงนี้ว่า เพลงนี้จะพูดถึงความรู้สึกของการรอ การทำความเข้าใจกับคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ว่าความสัมพันธ์จะไปทางไหน
“ตอนนั้นเรากำลังจีบผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง และเราอยากเป็นแฟนกับเขา แต่เขาไม่กล้าเดินหน้าความสัมพันธ์สักที เพราะว่าด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง เราเลยถามเขาไปว่า ทำไมถึงไม่ตอบตกลงหรือไม่ชัดเจนสักที แต่ผู้หญิงคนนั้นบอกว่า เขาไม่ชัวร์จริงๆ เหมือนเขารู้สึกกลัวอะไรบางอย่าง บางอย่างของคนเก่าของเขามาทำให้กลัว 
“ตอนนั้นเราเลยจับเป็นคีย์เวิร์ดได้ประมาณว่า ‘ไม่ชัวร์’ ‘กลัว’ คีย์เวิร์ดพวกนี้ทำให้มีไอเดียขึ้นมา เป็นเรื่องที่เราคิดว่า น่าจะเชื่อมโยงกับใครหลายคน” มิวเล่าเสริมให้ผมฟัง
“ศิลปินมีความคาดหวังตอนจะปล่อยเพลงอย่างไรบ้าง” ผมถามต่อ
“ช่วงที่คาดหวัง ช่วงเด็กๆ ประมาณ 17-18 ปี ตอนเราปล่อยเพลง คาดหวังว่าเพลงนี้จะต้อง 50-100 ล้านวิวแน่นอน แต่พอมันไม่ถึง เราก็เซ็งละ แต่เราจำไม่ได้ชัดเจนว่าช่วงปล่อยเพลงไหน ตอนนั้นเป็นช่วงที่ใจร้อน
“ตอนเพลงภาวนา มันดีนะ แต่ช่วงนั้นมีเพลงที่เราทำออกมาอีก แต่มันไม่ได้ดังทุกเพลงอะไรอย่างนี้ เราก็มีเฟลบ้าง เหมือนภาวนามันได้ มันติดแล้ว เราก็จะคิดแล้วว่า ทำเพลงอะไรออกมาต้องดัง โดยที่ไม่ได้สนเลยว่าคนฟังเพลงเขาจะชอบไหม เราเอาตัวเองเป็นที่ตั้งเลย” มิวทบทวนตัวเองก่อนจะให้คำตอบ
ระหว่างการพูดคุยในเรื่องเพลงและดนตรี ศิลปินคนนี้พาผมและช่างภาพเข้าไปยังห้องอัดเสียง ซึ่งเป็นพื้นที่การทำงานของเขาอย่างเป็นกันเอง พร้อมหยิบกีตาร์ไฟฟ้าลาย Hello Kitty สุดน่ารักมาเกาให้ดู
บรรยากาศภายในห้องอัดเสียงนั้นเป็นไปอย่างอบอุ่น เขาชี้ให้ดูว่าตอนทำเพลงเขายืนอัดเสียงอยู่ตรงไหนของห้อง พร้อมเล่าไอเดียในการแต่งเพลงว่า ส่วนใหญ่เวลาที่แต่งเพลง เขาจะหยิบเอาประสบการณ์และเรื่องราวของคนรอบข้างมาเล่า
“อย่างเพลงพัทยา เราจำได้ว่าเพลงนี้แต่งตอนกำลังอาบน้ำอยู่ ตอนนั้นเป็นแฟนกับสาวพัทยาคนหนึ่ง และเขาสวย เขาน่ารัก เราเลยบอกตรงๆ ว่าตกหลุมรักสาวพัทยา ก็เธอช่างสวยเกินจะจินตนา มันก็ไปเรื่อยๆ เลย เราก็แต่งท่อนฮุกต่อหน้าเขาเลย แล้วอัดไว้ในโทรศัพท์เป็น Voice Memo แล้วท่อนอื่นๆ ก็ตามมา บางทีเข้าห้องน้ำ สระผมอยู่ แชมพูยังอยู่บนหัว มีท่อนนี้เข้ามา ก็วิ่งออกมาอัด Voice Memo ทุกอย่างมันจะมาจากเรื่องจริงหมด”
ระหว่างนั้นเองมิวก็เริ่มเกาคอร์ดกีตาร์ พร้อมร้องท่อน “ตกหลุมรักสาวพัทยา ก็เธอช่างสวยเกินจะจินตนา ตกหลุมรักสาวพัทยา…” ออกมาให้ฟัง
ทั้งนี้ มิวยังเล่าย้อนกลับไปถึงความฝันในการเริ่มต้นอาชีพนักร้องให้ฟังว่า จริงๆ แล้วแค่อยากออกโทรทัศน์ “ตอนเด็กๆ ที่เราดูละคร เห็นพี่ณเดชน์หรือพี่เจมส์ (จิรายุ ตั้งศรีสุข) เรารู้สึกว่าทำไมพวกเขาหล่อจังวะ อยากออกทีวีสักครั้ง
“เราดูแล้วเราอยาก ความฝันสมัยเด็กอยากออกทีวีมาก ไม่รู้หรอกว่าตัวเองหล่อหรือไม่หล่อ แต่รู้สึกว่าอยากถ่ายโฆษณา อยากไปอยู่กับโมเดลลิง อยากทำอะไรแบบนี้ รู้สึกว่าชีวิตจะต้องไปด้านนี้”
อย่างไรก็ตาม ในวงการบันเทิงหลายครั้งมีเรื่องถาโถมเข้ามาหาศิลปินคนนี้นับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย และนั่นเองทำให้เขาบอกกับผมว่า “โลกนี้มันสอนให้ต้องเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น”
ในเรื่องดี เขาเล่าว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งสมัยอายุราวๆ 18 ปี ได้รับการติดต่อจากบ้านวรรธนะสิน ให้ไปช่วยแต่งเพลงให้กับ เจ้านาย-จินเจษฎ์ วรรธนะสิน นั่นเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกว้าวในวงการบันเทิง
ขณะที่ผมถามต่อว่า “แล้วเรื่องที่ไม่ดีของมิว สอนอะไรให้กับชีวิตบ้าง” เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่องนี้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มิวยังบอกกับผมถึงเป้าหมายสูงสุดในฐานะนักร้อง ณ วันนี้ไว้ว่า อยากมีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเองสักครั้ง อย่างไรก็ตาม ต้องรอให้ ‘พร้อม’ เสียก่อน ทั้งร่างกายและจิตใจ ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น มิวเลือกจะบอกกับผมอย่างเรียบง่ายว่า “การมีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเองน่าจะเป็นเป้าหมายของศิลปินทุกคน มันเป็นเหมือน Goal ในการเป็นศิลปิน”
3
เชื่อเถอะว่าการยืนระยะในเส้นทางอาชีพ หากไร้แรงบันดาลใจหรือความหวังสูงสุดนั้น การทำงานในทุกวันคงเต็มไปด้วยการตั้งคำถามกับตัวเอง และท้ายที่สุดก็อาจหมดแรงเดินหน้าทำต่อ
แต่สำหรับมิวเองที่ยืนระยะในวงการเพลงมาได้เกือบ 10 ปีเต็ม ผมใคร่รู้ว่า สิ่งใดคือแรงขับเคลื่อนให้มิวเลือกที่จะทำเพลงจวบจนทุกวันนี้
มิวได้ยินคำถามก่อนจะนิ่งไปครู่และขอให้อธิบายเพิ่มเติม โดยผมเลือกที่จะอธิบายโดยหยิบยกอาชีพของตัวเองมาเล่าให้ฟังว่า ในฐานะนักข่าวคนหนึ่งอาจจะพูดได้ว่า “เราอยากเห็นสังคมที่ดีขึ้น”
เท่านั้นเอง นักร้องหนุ่มคนนี้ก็เข้าใจคำถามของผมในทันที ก่อนที่จะให้คำตอบที่เต็มไปด้วยเรื่องราวออกมา
“เราคาดหวังว่า อยากให้คนที่ฟังเพลงของเราได้ข้อคิดหรือแนวทางไปปรับใช้ชีวิตในประจำวันของตัวเอง ไม่ต้องเป็นเรื่องดนตรีอย่างเดียวก็ได้ อาจจะเป็นเรื่องที่เราเอามาเขียนเป็นเนื้อเพลงก็ได้ ลึกๆ เองก็อยากให้เพลงของเราผลักดันให้สังคมก้าวไปข้างหน้าเหมือนกันนะ
“แต่ความเชื่อนี้ไม่ใช่ความเชื่อที่มีมาตั้งแต่แรกของการเป็นนักร้อง เราเริ่มมาเห็นหลังๆ รู้สึกว่า กูอยากเป็นคนที่ดีขึ้น อยากให้ทุกคนที่ฟังเพลงของเราเป็นคนที่ดีขึ้นไปด้วย ความเชื่อตรงนี้น่าจะเปลี่ยนมาตั้งแต่อายุ 23 ปี ประมาณ 3 ปีที่แล้ว”
มิวอธิบายยาวพร้อมถกแขนเสื้อเล็กน้อยให้เห็นเลข ‘23’ ที่สักไว้บนแขน เพื่อเตือนใจตัวเองว่าจะไม่กลับไปสูบบุหรี่อีก มิวลูบรอยสักเล็กน้อยก่อนจะชี้ให้เห็นรอยสักอีกรอยที่อยู่ใกล้ๆ กัน โดยรอยสักลายนี้สร้างความแปลกใจกับผมไม่น้อย เพราะมันไม่ได้เป็นลายเส้นรูปวาดหรือสัญลักษณ์อะไรที่พิเศษนัก แต่เป็นข้อความที่เขียนไว้ว่า “เป็นคนดีนะ” จากยายอ่อน
“อันนี้เป็นชื่อของแม่นม เขาดูแลแม่ของเรามาตั้งแต่ปี 2542 ก่อนเราจะเกิด คือจริงๆ เขาจะมาดูแลเรานั่นแหละ เขาอยู่กับเรามา 26 ปี แต่เดือนนี้คือเดือนสุดท้ายที่เขาจะอยู่กับเรา เลยให้เขาเขียนอะไรให้หน่อย ตอนนั้นเราพยายามไม่ร้องไห้ ไม่ดราม่า แต่ยอมรับเลยว่าใจหาย เรารู้สึกว่าเขาเป็นเหมือนแม่อีกคน”
ในวัย 26 ปีที่ผ่านบทเรียนและประสบการณ์มามากมาย อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ได้ตกตะกอนในวันนี้ ผมตัดสินใจถามคำถามนี้เป็นการปิดท้ายบทสนทนา
ศิลปินคนนี้นิ่งคิดสักพักก่อนจะให้คำตอบที่เรียบง่าย “อยากให้ทุกคนเป็นคนดี ผมอยากบอกให้ทุกคนเป็นคนดีจริงๆ และสิ่งดีๆ จะตอบแทนคุณเอง”
มิวยังคงคาแรกเตอร์พูดติดตลกกับผมว่า เขาไม่ได้พยายามที่จะเป็นคนธรรมะธรรมโมอะไร หากแต่ข้อความที่อยากบอก เป็นสิ่งที่เขาตระหนักได้แล้วว่าเป็นกฎเกณฑ์ธรรมชาติ
“พอคุณทำอะไรที่ไม่ดี ผมลองมาแล้ว ผมถึงรู้ สิ่งไม่ดีจะตามมาและกระทบกับทุกอย่างเลย ง่ายๆ คือต้องมีสติ” เขาว่า
พร้อมกันนั้น มิวยังเลือกที่จะบันทึกข้อความทิ้งท้ายผ่าน The Momentum ส่งไปถึง MEYOU ในอีก 10 ปีข้างหน้า “ขอให้ตัวเองดูแลสุขภาพให้ดี เก็บเงินให้เยอะๆ และที่สำคัญคือต้องดูแลแม่และน้องสาวให้ดี” ก่อนจะลุกชวนช่างภาพของ The Momentum ไปถ่ายรูปบนชั้น 35 ของตึก GMM Music ซึ่งเป็นที่ทำงานของเขาทุกวันนี้





