ย้อนกลับไปในปี 2013 ฆาบิเอร์ กัลโบ (Javier Calvo) ยังเป็นนักแสดงหน้าใหม่ในสเปน ในค่ำคืนสามัญวันหนึ่ง เขาพบว่าละครเวทีเล็กๆ ที่พูดถึงระเบิดในตัวเมืองและบทกวีที่ยังเขียนไม่จบของ เฟเดริโก การ์เซีย ลอร์กา (Federico García Lorca) นักประพันธ์ผู้ล่วงลับ ทำให้เขาร้องไห้อย่างหนักจนตัดสินใจว่าจะออกตามหา ‘เรื่องราว’ ที่ลอร์กาอยากถ่ายทอด ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนก็ตาม

เขานัดกับ ฆาบิเอร์ อัมบรอสซี (Javier Ambrossi) เพื่อนนักแสดง ออกเดินทางไปยังกรานาดา เมืองทางใต้ของสเปน เพื่อตามหางานเขียนซึ่งกระจัดกระจายของลอร์กา “เราพบว่ามันมีอยู่ 4 หน้าเท่านั้น หลานของลอร์กาบอกว่า นี่คือบทประพันธ์เรื่องแรกของเขาที่มีตัวละครหลักเป็นเกย์ กัลโบบอก “เพราะฉะนั้นเรียกได้ว่าเป็นบทละครระดับปฏิวัติวงการเลยล่ะ แต่เขาทำให้มันเกิดขึ้นจริงไม่ได้ เพราะเขาถูกพวกฟาสซิสต์ฆาตกรรมเสียก่อน 

“เราเลยคิดว่า ช่างน่าเสียดายอะไรอย่างนี้นะ และนั่นล่ะ เราเริ่มทุกสิ่งทุกอย่างจากตรงนั้น”

และนั่นคือจุดกำเนิดของ La Bola Negra (2026) หนังซึ่งทั้งสองกำกับร่วมกันและคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ขณะที่ตัวหนังชิงรางวัลปาล์มทองคำและรางวัลเควียร์ปาล์มประจำปี ดัดแปลงมาจากงานชื่อเดียวกันของลอร์กา และบทละคร La piedra oscura โดย อัลแบร์โต โกเนเฆโร (Alberto Conejero) 

โดยหนังเล่าเรื่องของเกย์ 3 ยุค กล่าวคือในปี 1932 หนังเล่าเรื่องของ การ์ลอส (มิโล กีเฟส) หนุ่มน้อยลูกเศรษฐี ที่พยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชนชั้นนำในสังคม ทว่าก็ถูกสมาชิกในชมรมปฏิเสธด้วย ‘บอลสีดำ’ อันเนื่องมาจากข่าวลือเรื่องรสนิยมทางเพศของเขา 

ขณะที่ปี 1937 ช่วงสงครามกลางเมืองสเปน เซบัสเตียน (กิตาร์ริกาเดลาฟูเอนเต) นักดนตรีหนุ่มในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ชะตากรรมผลักให้ต้องเข้าร่วมกับฝั่งชาตินิยมสเปน และต้องไปเป็นคนควบคุมตัว ราฟาเอล ร็อดริเกซ ราปุน (มิเกล เบร์นาร์เดอาอู) เชลยฝั่งซ้าย ซึ่งเก็บงำบทกวีของลอร์กา คนรักของเขาซึ่งถูกพรากไปโดยฝั่งขวา และแนะนำบทกวีให้เซบัสเตียนรู้จัก ความรู้สึกของเซบัสเตียนจึงโอนเอนและหวั่นไหวกับเชลย ซึ่งต่อต้านความชาตินิยมทุกทาง 

ปี 2017 อัลแบร์โต (การ์ลอส กอนซาเลซ) นักประวัติศาสตร์หนุ่ม กำลังตั้งหน้าตั้งตาหาข้อมูลว่าด้วยส่วนเสี้ยวของเควียร์จากดนตรีในอดีต เขาพบว่าคุณตาเสียชีวิตลงและทิ้งมรดกให้เขาไว้ก้อนหนึ่ง เขาพยายามถามแม่เรื่องตาผู้ห่างเหิน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแม่ก็ย่ำแย่เต็มทนจนเขาออกเดินทางไปดูพินัยกรรมเพียงคนเดียว และพบว่า ส่วนหนึ่งของมรดกที่คุณตาซึ่งเขาแทบไม่เคยพบหน้าทิ้งไว้ให้ คือส่วนหนึ่งของต้นฉบับของลอร์กาซึ่งหายสาบสูญไปนานแสนนานแล้ว 

“หนังว่าด้วยเรื่องความเห็นอกเห็นใจ และความเข้าอกเข้าใจที่เรามีต่อกันและกันน่ะ” อัมบรอสซีบอก “ใจความสำคัญของหนังคือความสัมพันธ์ระหว่างราฟาเอลกับเซบัสเตียน ความอ่อนโยนที่พวกเขามีต่อกัน ความห่วงใยที่พวกเขามอบให้กันโดยไม่ได้เอ่ยปากบอกออกไป และไม่แม้กระทั่งเอ่ยให้ใครรู้ ผมว่ามันคือความลับก้อนใหญ่มาก” 

La Bola Negra ทำรายได้ไปทั้งสิ้น 36 ล้านยูโร (ประมาณ 1,349 ล้านบาท) จากทุนสร้าง 15 ล้านยูโร (ประมาณ 562 ล้านบาท) ทั้งยังกวาดคำวิจารณ์แง่บวกถล่มทลาย ในฐานะเป็นหนังที่หยิบเอาประวัติศาสตร์บาดแผลของชาติสเปน เล่าผ่านความเป็นเควียร์ ความแปลกแยกที่ปรากฏในแต่ละยุคสมัย รวมทั้งยังเล่าบรรยากาศของสเปนช่วงสงครามกลางเมือง และความทุกข์ตรมของผู้คนใต้ระบบฟาสซิสต์ (Fascism) ทั้งคนตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกบีบให้เลือกข้าง เควียร์ที่ถูกบีบให้ต้องซ่อนงำตัวตนไว้ หรือแม้แต่บทบาทของผู้หญิงที่ถูกกำหนดโดยจารีตฝั่งขวาจัดจนไม่อาจคิดฝันอะไรไกลกว่าบ้านตัวเองได้

หรือแม้กระทั่งจะมองมันเป็น Generational Trauma (ความเจ็บปวดทางจิตใจที่ถูกส่งต่อรุ่นสู่รุ่น) จากการใช้ชีวิตใต้ระบอบฟาสซิสต์ในยุคหนึ่ง อันจะเห็นได้จากเส้นเรื่องของเซบัสเตียนกับอัลแบร์โต ที่ความเจ็บปวดของเขาจากการเป็นเกย์ในยุคหลังสงครามสิ้นสุด ทำให้เขาปฏิบัติต่อลูกสาว ซึ่งก็คือแม่ของอัลแบร์โตอย่างห่างเหิน เป็นอื่นโดยไม่รู้ตัว และไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม บาดแผลนั้นถูกส่งต่อมายังหลานชายที่ทุกข์ระทมจากแม่ผู้เย็นชาและดูเหมือนจะเกลียดชังโลกทั้งใบ 

ดังนั้นด้านหนึ่งแล้ว การได้เปิดเผยต้นฉบับของลอร์กาซึ่งมีตัวละครหลักเป็นเกย์เรื่องแรก ที่เซบัสเตียนครอบครองไว้กระทั่งบั้นปลายชีวิตไม่มากก็น้อย กลายเป็นสิ่งที่เชื่อมร้อยความสัมพันธ์ของ 2 แม่ลูกไว้ด้วยกัน 

“พอเราตาย ความทรงจำของเรามันจางหายไปทั้งนั้น สิ่งที่คงอยู่คือวัตถุ สิ่งของต่างหาก” อัมบรอสซีว่า “และนี่ก็เป็นทางเดียวที่คนรุ่นใหม่ในอนาคตจะใช้เพื่อทำความเข้าใจว่า โลกในอดีตเป็นอย่างไร”

หนังอีกเรื่องที่เล่าบริบทของสงครามกลางเมืองสเปนคือ Land and Freedom (1995) หนังชิงรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ของ เคน โลช (Ken Loach) คนทำหนังชาวอังกฤษ หนังเล่าเรื่องของ เดวิด คาร์ (เอียน ฮาร์ต) สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งบริเทน ออกเดินทางจากเมืองลิเวอร์พูลไปยังสเปน เพื่อเข้าร่วมกองพลน้อยนานาชาติ (The International Brigades) เพื่อต่อสู้กับกองกำลังฝ่ายชาตินิยม ทว่ากลับลงเอยได้เข้าร่วมกับกองกำลังอาสาสมัครแรงงานแห่งมาร์กซิสต์ (POUM) ซึ่งกองกำลังชายและหญิงสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกัน คาร์จึงค่อยๆ สนิทสนมกับเพื่อนใหม่ที่ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน รวมทั้ง บลังกา (โรซานา ปัสโตร์) หญิงสาวที่เป็นเสมือนใจกลางสำคัญของกลุ่ม 

Land and Freedom ฉายภาพการต่อสู้ยิบตาของฝั่งต่อต้านฟาสซิสต์ และอีกด้านหนึ่งก็ฉายภาพความเครียดเขม็งและสิ้นหวังของคนหนุ่มสาวในยุคนั้น ตลอดจนบรรยากาศอุดมการณ์จาก โจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) ที่ก่อตัวขึ้นในสงครามกลางเมือง ขณะที่นักวิจารณ์ทั้งในและนอกสเปนต่างมองตัวหนังในแง่การจัดการกับความทรงจำต่อสงครามและความขัดแย้ง 

“ผมว่าการเข้าร่วมในครั้งนั้นดูราวกับเป็นภารกิจศักดิ์สิทธิ์สำหรับฝั่งซ้ายเลย มันถูกมองว่าเป็นการร่วมมือกันครั้งใหญ่ของชนชั้นแรงงานจากหลายประเทศ ที่อาสาไปร่วมต่อสู้เพื่อสนับสนุนรัฐบาลสาธารณรัฐสเปน” โลชบอก “แต่สิ่งที่คนไม่ค่อยเล่ากันคือ มันเกิดการแยกตัวในฝั่งซ้ายอยู่แล้ว คำถามคือ หากฝ่ายซ้ายรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกัน มันก็อาจนำไปสู่คำถามเก่าแก่ที่ว่า คุณเอาชนะฝั่งขวาด้วยการผนวกการปฏิวัติเข้ากับการต่อสู้ หรือคุณเอาชนะฝั่งขวาได้ด้วยการเลื่อนการปฏิวัติออกไป”

สงครามกลางเมืองสเปนยังถูกถ่ายทอดออกมาผ่านบาดแผลของผู้คน แม้สงครามจะสิ้นสุดลงไปแล้ว Josep (2020) งานแอนิเมชันขนาดยาวเรื่องแรกของ ออแรล (Aurel) ศิลปินชาวฝรั่งเศส เล่าเรื่องของ โจเซป บาร์โตลี (Josep Bartolí) ศิลปินและนักวาดการ์ตูนชาวกาตาลัน ที่เคยร่วมต่อสู้ในสงครามกลางเมืองสเปน ทว่าแอนิเมชันไม่ได้จับจ้องไปยังเรื่องราวการต่อสู้ของเขา แต่ว่าด้วยชีวิตอันเจ็บปวดของบาร์โตลีหลังสงครามสิ้นสุด เมื่อเขาเดินทางออกจากสเปนในปี 1939 หลัง นายพล ฟรันซิสโก ฟรังโก เรืองอำนาจ ปลายทางของเขาคือประเทศฝรั่งเศส แต่เขากลับถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกันที่ปฏิบัติต่อเขาอย่างไม่เป็นธรรม 

และแม้ในวันที่มืดหม่นที่สุดของชีวิต บาร์โตลีก็ยังวาดรูป เขาผูกมิตรกับเจ้าหน้าที่ทหารฝรั่งเศส ซึ่งจัดหากระดาษและดินสอให้เขาวาดรูป และบาร์โตลีก็ถ่ายทอดเหตุการณ์ความรุนแรงในสงครามที่เขาเผชิญ ความรุนแรงอำมหิตที่เขาพบในค่ายกักกัน ไปจนถึงชีวิตส่วนตัวเมื่อเขาโหยหา มารีอา คนรักที่พลัดพรากจากกันทั้งที่เธอยังตั้งครรภ์ 

และเช่นนี้เอง เพื่อนทหารจึงตามตัวเธอให้บาร์โตลีทุกทาง เพื่อพบว่าความจริงภายนอกค่ายกักกันนั้นโหดร้ายยิ่งกว่า เมื่ออำนาจเผด็จการของนายพลฟรังโกคืบคลานเข้ามาทำลายทุกสิ่งที่บาร์โตลีรัก 

ต้นกำเนิดของแอนิเมชันเรื่องนี้ มาจากการที่ออแรลเจอหนังสือเรื่อง La Retirada ซึ่งเขียนขึ้นโดย จอร์จ บาร์โตลี (George Bartoli) หลานชายของบาร์โตลี “เล่าเรื่องชาวสเปนที่ถูกขับไล่ในฝรั่งเศสหลังสงครามกลางเมืองสเปนสิ้นสุดลง งานภาพที่ปรากฏในหนังสือหลายภาพก็มาจากฝีมือของบาร์โตลี รวมทั้งภาพปกด้วย ซึ่งจะว่าไปก็เป็นงานแรกของเขาที่ผมเคยเห็นเลย 

“และนั่นแหละ ผมค้นพบงานของบาร์โตลีก็ด้วยเรื่องนี้ และรู้ทันทีว่าอยากทำงานกับศิลปะของเขา เรื่องราวในชีวิตของเขา”

อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่พูดถึงบาดแผลจากสงครามกลางเมืองสเปนคือ Pan’s Labyrinth (2006) หนังชิงรางวัลปาล์มทองคำและชิงรางวัลออสการ์ 6 สาขาของ กีเยร์โม เดล โตโร (Guillermo del Toro) เส้นเวลาจริงๆ ของหนังเกิดขึ้นหลังสงครามสิ้นสุดลง และสเปนตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จของนายพลฟรังโก โอเฟเลีย (อิวานา บาเกโร) เด็กหญิงวัย 10 ขวบซึ่งมีพ่อเลี้ยงเป็นทหารฝ่ายขวาจัด ทำงานออกล่ากลุ่มรีพับลิกันที่ต่อต้านนายพลฟรังโก 

อีกด้านหนึ่ง เด็กหญิงก็พบทางเข้าสู่เขาวงกตประหลาดที่นำพาเธอไปยังโลกแสนอัศจรรย์ เธอพบกับ ฟอน ภูตป่าที่เชื่อว่าเธอคือเจ้าหญิงโมอานนาของอาณาจักรที่กลับชาติมาเกิด โดยเธอต้องทำภารกิจเพื่อจะได้มาใช้ชีวิตในอาณาจักรแห่งนี้อีกครั้ง 

และขณะที่โอเฟเลียตื่นเต้นกับการทำภารกิจเพื่อจะได้หลบหนีจากโลกความจริง อีกด้านหนึ่งนั้น กองกำลังของนายพลฟรังโกก็เริ่มอำมหิตขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาออกล่าหัวฝั่งรีพับลิกันอย่างไร้ความปรานี ควบคู่กันไปกับโลกพิศวงของโอเฟเลียที่เริ่มน่ากลัวและคุกคามเธอมากขึ้นเรื่อยๆ

Pan’s Labyrinth ถูกอ่านว่าเป็นหนังที่สะท้อนบาดแผลที่สงครามสร้างไว้ให้เด็กและผู้คนในยุคนั้น นักวิจารณ์บางคนชี้ว่า โลกพิศวง สิ่งมหัศจรรย์ หรือแม้แต่อาณาจักรพิเศษของโอเฟเลียนั้น เป็นเพียงภาพสะท้อนโลกแห่งความจริงอันโหดเหี้ยมรอบตัวเธอ การหลบหนีไปยังพื้นที่อื่นในจินตนาการของตัวเอง ดูจะเป็นทางออกเดียวของเด็กหญิงในเวลานั้น กระนั้นแล้ว อำนาจเผด็จการของฟรังโกก็ยังตามมาหลอนหลอกเธอถึงในโลกส่วนตัว และนี่เองคือภาพที่ฉายชัดถึงความอำมหิตของสงครามอันยากจะปฏิเสธ รวมทั้งองคาพยพอื่นๆ ของระบอบฝ่ายขวาที่คุกคามคนตัวเล็กตัวน้อย เช่น ศาสนาคริสต์

“ผมพบว่าคริสตจักรมีส่วนสำคัญอย่างมากในขบวนการฟาสซิสต์ของสเปน” เดล โตโรบอก 

“อย่างในหนัง ถ้อยคำที่บาทหลวงกล่าวบนโต๊ะอาหาร ก็เป็นถ้อยคำเดียวกับที่พวกเขาพูดให้นักโทษรีพับลิกันในค่ายกักกันฟัง บาทหลวงจะเข้ามาสนทนาด้วย ก่อนกลับ เขาจะบอกเชลยว่า ‘จำไว้นะ ลูกๆ ควรสารภาพทุกสิ่งที่ลูกรู้ เพราะพระเจ้าไม่แยแสหรอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายลูกบ้าง พระองค์เพียงแต่ปกปักรักษาจิตวิญญาณลูกเท่านั้น’ อันนี้ผมหยิบมาแบบคำต่อคำเลยนะ 

“ชายผิวซีด (The Pale Man) ที่คุณเห็นในหนัง คือภาพแทนของคริสตจักรสำหรับผมเลยล่ะ เขาคือภาพแทนของฟาสซิสต์และคริสตจักรซึ่งกัดกินเด็กๆ ทั้งที่ตรงหน้ามีอาหารอย่างอื่นมากมายให้เลือกกิน แต่พวกเขากลับกระหายที่จะกลืนกินความบริสุทธิ์น่ะ”

สงครามกลางเมืองสเปนนับเป็นหนึ่งในบาดแผลทางประวัติศาสตร์และเป็นต้นเหตุของการนองเลือดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในยุโรป ทั้งปลายทางยังนำมาสู่การเถลิงอำนาจเบ็ดเสร็จของนายพลฟรังโก ซึ่งก็กลายเป็นอีกบาดแผลใหญ่ของสเปน และเปลี่ยนโฉมหน้าสเปนในอีกหลายปีนับจากนั้น 

ภาพยนตร์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการสำรวจและบอกเล่าผลกระทบที่สงครามกลางเมืองมีต่อชาวสเปน ทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งการพยายามจัดการความทรงจำของคนรุ่นหลังต่อเรื่องราวในอดีตด้วย

Tags: , , , , , , , , ,