1

“เสียงปืนกลยิงสนั่นนานนับชั่วโมง พวกเราเห็นแต่ฝุ่นและเปลวควัน”

เด็กหนุ่มวัย 14 ปีบรรยายสิ่งที่เห็นจากฟาร์มของครอบครัว เขาไม่เคยปริปากเล่าเรื่องนี้จนกระทั่งมีนักข่าว BBC มาทำข่าวในอีก 70 ปีต่อมา

จากวัยรุ่นสู่ชายชรา แต่ภาพจำยังชัดเจน “ผมเห็นรถถังลุกไหม้ แล้วก็เห็นพวก SS นับร้อย”

สิ่งที่ผู้เฒ่าวัย 84 ปีเล่า กลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของสงครามโลกครั้งที่ 2

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 1945 หรือ 5 วัน หลัง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผู้นำนาซี ยิงตัวตายในวันที่ 30 เมษายน 1945 

ช่วงเวลาดังกล่าวเต็มไปด้วยความสับสนของผู้เกี่ยวข้องในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะเยอรมนียังไม่ประกาศยอมแพ้อย่างเป็นทางการ แม้จะสูญเสียจอมเผด็จการที่พาประเทศเข้าร่วมรบราฆ่าฟันจนมีคนตายนับล้านก็ตาม

ทหารจำนวนมากยังสู้ และเหล่าผู้รับใช้ระบอบจอมมารยังไม่วางอาวุธ แต่ต้องการล้างแค้นและฆ่าคนให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะองค์กรกึ่งทหารอย่าง SS ซึ่งจงรักภักดีต่อฮิตเลอร์และนาซี พยายามกลบเกลื่อนหลักฐาน ทั้งการฆ่าชาวยิว การสังหารเชลยและประชาชนอย่างสุดฤทธิ์

ณ ประเทศออสเตรีย ดินแดนที่ถูกเยอรมนียึดครองตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2 บัดนี้เป็นที่ตั้งของหน่วย SS ที่ประกาศจะสู้ตายไม่ยอมวางอาวุธ ระหว่างนั้นพวกเขาไล่สำรวจว่ายังมีเชลยตัวประกันใดที่อาจจะปริปากบอกเล่าความโหดร้ายที่เจอมาอีกหรือไม่ หากพบก็จะสังหารทิ้งอย่างเลือดเย็น

การตรวจสอบอย่างว่องไวของพวกมันนำไปสู่การค้นพบที่คุมขังในปราสาทอายุกว่า 700 ปีที่ชื่อ อิตเทอร์ (Itter Castle) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของออสเตรีย ใกล้กับพรมแดนเยอรมนี ที่ซึ่งเป็นป้อมปราการขังนักโทษระดับสูงของฝรั่งเศสเป็นจำนวนมาก

SS รู้ดีว่าสงครามกำลังจะจบสิ้นด้วยความพินาศของประเทศ และพวกเขาขอใช้ช่วงเวลาสุดท้ายจากนี้ในการสังหารศัตรูให้ได้มากที่สุด

กองกำลังกึ่งทหารนับร้อยเคลื่อนพลเข้าปิดล้อมปราสาทแห่งนี้ โดยมีคำสั่งข้อเดียว 

นั่นคือ…

ฆ่าเหล่าเชลยศึกฝรั่งเศสที่ถูกลืมพวกนี้โดยเร็วที่สุด

2

ปราสาทอิตเทอร์เป็นป้อมที่อยู่สูง แข็งแกร่ง ยากจะเข้าตีได้ กระนั้นก็เหมาะจะเป็นคุกขังคนได้อย่างสบายๆ หลังฝรั่งเศสถูกยึดครอง นักการเมือง นายกรัฐมนตรี นายทหาร และบุคคลสำคัญของประเทศ ถูกพาตัวมาขังไว้ที่นี่ โดยมีการ์ดคุ้มกันอย่างแน่นหนา ไม่ให้หลบหนีไปไหนได้

ปีแล้วปีเล่าผ่านไป จากวันรุ่งโรจน์ของนาซี พวกเขาค่อยๆ พบความปราชัย เมื่อสหรัฐฯ และชาติสัมพันธมิตรเหยียบทวีปยุโรปและไล่ปลดปล่อยหลายเมือง ฝรั่งเศสเป็นเอกราชอีกครั้ง แต่เหล่าตัวประกันในอิตเทอร์ไม่ได้รับการปล่อยตัว เพราะพวกเขาอยู่ในออสเตรีย ซึ่งต้องใช้เวลาพักใหญ่ๆ ถึงจะมีคนไปช่วยได้

เชลยศึกที่เป็นนักการเมืองคนสำคัญของกรุงปารีสติดตามข่าวสารและรู้ดีว่า บทอวสานของเหล่านาซีงวดเข้ามาแล้ว 

เมื่อพวกยามที่ดูแลปราสาทเริ่มหลบหนีไปเรื่อยๆ ทิ้งอาวุธแล้วผละจากคุกมหึมาไป เชลยเหล่านี้รู้ดีว่า พวกเขาใกล้ได้รับอิสรภาพ ทุกคนเตรียมหนีออกจากอิตเทอร์แล้ว

ทว่าเมื่อสำรวจและมองทุกอย่างโดยรอบกลับพบว่า สิ่งที่อยู่ล้อมปราสาทนั้น มีแต่ทหาร SS ที่ภักดีต่อนาซี และพวกมันกำลังรวบรวมกำลังคนอย่างรีบเร่ง ตระเตรียมอาวุธเป็นจำนวนมากเพื่อจุดประสงค์ข้อเดียว 

นักการเมืองที่โดนขังรู้ดีโดยไม่ต้องเรียนจบโรงเรียนนายร้อยว่า เป้าหมายพวกมันคือการบุกเข้ามาในนี้เพื่อสังหารทุกคนให้เกลี้ยง

ดังนั้นหากพวกเรายอมศิโรราบ ก็มีเพียงความตายเท่านั้นที่จะได้พบ 

“แต่ถ้าเลือกสู้ ก็มีลุ้นจะรอดชีวิต”

ว่าแล้ว เหล่านักการเมือง นายพล และฝ่ายต่อต้านในปราสาทแห่งนี้จึงลุกฮือ พวกเขาเริ่มจากการสังหารหัวหน้าการ์ดชาวเยอรมัน รวมถึงนายทหารนาซีที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนยิวก่อน

เมื่อปราสาทอยู่ในการปกครองของเชลยศึกแล้ว ทุกคนจึงเริ่มรวบรวมอาวุธแล้วสำรวจที่นี่ ซึ่งแม้จะมีชัยภูมิปกป้องเชลยศึกทั้งหมดได้ แต่ก็เพียงช่วงสั้นๆ เพราะผู้ถูกคุมขังมีกำลังคนน้อย แถมปืนกับกระสุนก็มีจำนวนจำกัดจนไม่เพียงพอจะตีฝ่าแนวทหาร SS ซึ่งเตรียมพร้อมจะสู้ตายจนถึงวินาทีสุดท้าย จนกว่านาซีจะสั่งให้พวกเขาวางอาวุธ

นักการเมืองชั้นนำของฝรั่งเศสคิดแผนการอย่างรวดเร็ว 

“ส่งคนไปติดต่อพวกอเมริกันให้มาช่วยเราโดยด่วน”

นักสู้ชาวเซิร์บที่โดนจับอาสาครั้งสำคัญ เขาลอบออกจากปราสาท ซ่อนตัวจากพวก SS​ แล้วปั่นจักรยานเลาะไปตามป่า เพื่อตามหากองทัพสหรัฐฯ 

ทว่าเขากลับเจอทหารเยอรมันแทน

3

พันตรี โยเซฟ กังเกิล (Josef Gangl) ได้รับแจ้งจากลูกน้องว่าพบเชลยหนีมาจากปราสาทอิตเทอร์ เขาจึงรีบเดินทางไปดูทันที 

โทษของการแหกคุกนี้คือการประหารชีวิต แต่นายทหารหนุ่มรู้ดีว่าสงครามใกล้จบแล้ว และเขารังเกียจพวกนาซีที่ทำประเทศอันเป็นที่รักนี้ป่นปี้อย่างมาก

แม้ภายนอกพันตรีผู้นี้จะเป็นทหารแห่งกองทัพเยอรมันอันทรงเกียรติ แต่ภายในเขาสูญสิ้นศรัทธาในรัฐบาลเผด็จการและลูกสมุนนานแล้ว คำสั่งจากผู้บังคับบัญชาถูกเพิกเฉย ในที่สุดกังเกิลก็ตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์

“ปล่อยตัวเขาเสีย”

เมื่อได้รับการปล่อยตัว หนุ่มชาวเซิร์บรีบพูดว่า

“พวก SS เตรียมจะบุกเข้ามาในปราสาท มันมีกำลังมากกว่านักโทษทุกคน 5 ต่อ 1 ช่วยเราด้วยครับ”

คำอ้อนวอนจากชายหนุ่มเป็นเรื่องน่าหวาดวิตก แม้กังเกิลจะเกลียดพวก SS และแอบช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านออสเตรีย โดยการสั่งดูแลเมืองไม่ให้พวก SS ยิงประชาชนเพื่อล้างแค้น

กระนั้น คำขอร้องนี้ก็อันตรายอย่างยิ่ง เพราะตอนนี้เยอรมนียังไม่ประกาศยอมแพ้ และเขายังเป็นนายทหารของกองทัพบกอยู่ การไปช่วยศัตรูอาจทำให้เขามีโทษหนักถึงประหารชีวิตได้

ทว่าพันตรีหนุ่มตกผลึกแล้ว

พวกเรา ทหารบกแห่งเยอรมนีจะสู้กับกองกำลังกึ่งทหารของฮิตเลอร์เอง

เมื่อคิดได้แบบนั้น เขารีบรวบรวมลูกน้องผู้ภักดี แม้จะมียศสูง แต่กลับมีทหารที่เชื่อใจได้แค่ 20 นาย ซึ่งไม่พอที่จะยันพวก SS นับร้อยได้

กังเกิลครุ่นคิดก่อนแจ้งแผนสุดบ้าบิ่น เขาส่งลูกน้องโบกธงขาว เพื่อขอร้องทหารอเมริกันในบริเวณใกล้เคียงให้มาร่วมรบ

ทั้งที่เวลานั้น 2 ประเทศถือว่าเป็นศัตรูกัน

ร้อยเอก แจ็ก ลี (Captain Jack Lee) แห่งกองลาดตระเวนยานเกราะสหรัฐฯ รับฟังคำขอร้องสุดพิลึก แม้จะมากด้วยคำถามและความเหมาะสม แต่ผู้กองก็ตัดสินใจทันที เขารวบรวมทหารได้ 14 นาย พร้อมรถถัง 1 คัน นาม ‘เจนนี่ผู้น่ารัก’ เคลื่อนกำลังพลฝ่าแนว SS ไปยังปราสาทอิตเทอร์ทันที

นี่คือครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทหารอเมริกันแห่งสัมพันธมิตร จับมือกับทหารบกเยอรมันจากฝ่ายอักษะ เพื่อต่อสู้กับเหล่า SS ผู้รับใช้นาซี เพื่อปกป้องเชลยศึกของฝรั่งเศส

แม้จะฟังดูน่าเหลือเชื่อ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว

แถมทุกคนพร้อมจะโรมรันจัดการลูกน้องฮิตเลอร์ให้ตายตกไปตามผู้นำของมันให้ได้มากที่สุดด้วย

เช้าวันที่ 5 พฤษภาคม 1945 มาถึง

เหล่า SS เคลื่อนพลตามแผน เป้าหมายคือบุกเข้าไปยังปราสาทเพื่อสังหารเชลยศึกทุกคน

แต่หารู้ไม่ว่า ข้าศึกที่รอคอยในนั้น มีทั้งฝรั่งเศส สหรัฐฯ และเพื่อนร่วมชาติชาวเยอรมัน โดยทุกคนพร้อมแล้วที่จะต่อกรและตอบโต้อย่างดุเดือด

4

เด็กหนุ่มวัย 14 ปีในตอนนั้น ซึ่งครอบครัวมีฟาร์มอยู่ใกล้ปราสาทอิตเทอร์ เล่าให้นักข่าวฟังในอีก 70 ปีต่อมาว่า พวกเขาเห็นรั้วลวดหนามที่นั่น พร้อมการ์ดถืออาวุธเรียงราย แต่เมื่อถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 1945 เสียงปืนก็ดังสนั่นขึ้นอย่างดุเดือดเลือดพล่าน 

“ผมมองทุกอย่างผ่านทางหน้าต่าง”

เจนนี่ผู้น่ารักทำหน้าที่อย่างดีเยี่ยม กระสุนจากรถถังทำลายขวัญและชีวิตของพวก SS บางคนตายคาที่ บางคนบาดเจ็บสาหัส แต่กระนั้นเหล่าผู้ภักดีนาซียังสู้ถวายหัว พวกเขายิงปืนใส่รถถังเจนนี่จนถูกทำลาย เจ้าหน้าที่ในรถหนีออกมาได้ทัน แต่ไม่สามารถวิทยุแจ้งไปขอความช่วยเหลือได้

แม้ SS จะเสียกำลัง แต่พวกเขายังมีกำลังคนมากอยู่ พวกมันบุกเข้าไปในปราสาท แต่เจอการต่อต้านจากทหารอเมริกันและเยอรมันที่จับมือกันสู้ เช่นเดียวกับเหล่านักการเมือง ทั้งอดีตนายกฯ ฝรั่งเศส นายพล และพี่สาวคนโตของ ชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaulle) ซึ่งเป็นผู้นำฝรั่งเศสเสรี รวมถึงฝ่ายต่อต้านคนอื่นต่างจับปืนยิงสู้แบบสุดชีวิต ไม่กลัวตาย

เหล่าผู้ภักดีฮิตเลอร์พยายามฝ่าเข้ามาในปราสาท แต่เจอการยิงสู้แบบดุเดือดจนต้องล่าถอย ระหว่างนั้น อดีตนายกฯ ฝรั่งเศส ปอล เรโน (Paul Reynaud) รัวกระสุนอย่างกล้าหาญ และกลายเป็นเป้าให้สไนเปอร์นาซีเล็งใส่

พันตรีกังเกิลสังเกตเห็นภยันตราย จึงรุดเข้าฉุดเรโนออกมาได้ทัน แต่กระสุนที่ลั่นออกจากศัตรู ซัดเข้าใส่ชายหนุ่มอย่างจัง เป็นเหตุให้ผู้นำการต่อสู้ของกองทัพบกเยอรมันในการศึกนี้เสียชีวิตทันที

ผู้กองลีเห็นเหตุการณ์ แม้จะช็อก แต่ยังรวบรวมคนปกป้องปราสาทและเชลยศึกทั้งหมด แม้กระสุนจะน้อย แต่ทุกคนปักหลัก ไม่ยอมถอยไปไหนอีก 

ทว่าเหล่าผู้กล้ารู้ดีว่า หากไม่มีใครมาช่วย พวกเขาคงไม่รอด โดน SS ยิงทิ้งแน่นอน

ฌ็อง โบโรตรา (Jean Borotra) อดีตนักเทนนิสชาวฝรั่งเศสชื่อดังก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่โดนจับมาอยู่ที่นี่ ตัดสินใจเสี่ยงตาย อาสาไปแจ้งกรมทหารราบที่ 142 ของสหรัฐฯ ให้รีบมาช่วยโดยด่วน 

ท่ามกลางห่ากระสุน โบโรตราปีนกำแพงอย่างหาญกล้า แล้วเล็ดรอดออกจากปราสาทได้อย่างเหลือเชื่อ เมื่อพ้นแนวรบ เขาก็วิ่งสุดฝีเท้าไปขอความช่วยเหลือ

เสี้ยววินาทีที่คนในอิตเทอร์รอคอยกำลังเสริม พวกเขายังจับปืนไม่ยอมแพ้ ทหารบกเยอรมันที่สูญเสียผู้บังคับบัญชายังคงมีขวัญกำลังใจดี ทุกคนตัดสินใจแล้ว งานนี้ต้องสู้จนกว่าลมหายใจจะสิ้นสุด

เหล่า SS ยังกรูกันเข้ามาเรื่อยๆ แต่ทหารอเมริกัน ทหารเยอรมัน และเชลยศึกฝรั่งเศสก็ไม่วางอาวุธ เสียงปืนดังตอบโต้แบบเดือดพล่าน โดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน

เวลาล่วงผ่าน จากนาที ต่อเนื่องเป็นชั่วโมง กระสุนของคนในปราสาทเริ่มร่อยหรอ แต่ทุกคนยังไม่หนีไปไหน ต่างสาบานว่าจะไม่มีวันยกธงขาวให้ทาสรับใช้ฮิตเลอร์อย่างแน่นอน

และแล้วในที่สุด การรอคอยก็สัมฤทธิ์ผล

เพราะโบโรตราพาทหารอเมริกันจากทั้งกรมเข้ามาช่วยได้ทัน ส่งผลให้การบุกของ SS ชะงักงัน บัดนี้พวกเขาถูกล้อมจากนักรบที่มีจำนวนมากกว่า พญาอินทรีบดขยี้กองกำลังแห่งนาซีจนสิ้นฤทธิ์ หลายคนวิ่งหลบหนีโดยทิ้งอาวุธและเครื่องแบบ ขณะที่ทหารอีกนับร้อยยกมือยอมแพ้แบบสิ้นท่า

สมรภูมิที่ปราสาทอิตเทอร์สิ้นสุดแล้ว ฝ่าย​​ SS ตายเป็นจำนวนมาก บาดเจ็บก็ไม่น้อย ส่วนกองกำลังผสมแบบเฉพาะกิจ ทั้งทหารอเมริกัน ทหารเยอรมัน และนักสู้ฝรั่งเศส บาดเจ็บพอประมาณ และเสียชีวิตเพียงรายเดียว นั่นคือพันตรีโยเซฟ กังเกิล

ศึกครั้งนี้กินเวลาแค่วันเดียว คือ 5 พฤษภาคม 1945 แม้จำนวนคนจะน้อยกว่า แต่ก็ปกป้องป้อมปราการอิตเทอร์ได้สำเร็จ ทำให้เหล่าเชลยศึกฝรั่งเศสปลอดภัย หลังจากนั้นอีก 48 ชั่วโมง ในวันที่ 7 พฤษภาคม 1945 เยอรมนีก็ประกาศยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข 

ส่งผลให้สงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรปจบสิ้นลง

5

เหล่านักการเมือง นายทหารฝรั่งเศส และนักโทษในปราสาทแห่งนี้ถูกนำตัวกลับบ้าน เรโนและทีมงานมีส่วนสำคัญในการสร้างประเทศฝรั่งเศสขึ้นใหม่หลังสิ้นสุดความขัดแย้ง พวกเขาไม่เคยลืมสิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 1945 เลย 

นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังเชื่อว่า การต่อสู้อย่างดุเดือดในวันนั้น มีส่วนให้ผู้รอดชีวิตวางนโยบายเพื่อรวบรวมประเทศต่างๆ ในทวีปเป็นหนึ่งเดียว อันเป็นจุดเริ่มต้นของสหภาพยุโรปในเวลาต่อมา

โดยรวมเยอรมนีอยู่ในนั้นด้วย

เพราะเหล่านักการเมืองฝรั่งเศสเห็นชัดแล้วว่า ไม่ใช่ทุกคนในประเทศนี้จะเป็นศัตรูหรือเชื่อฟังนาซีสุดลิ่ม แต่ยังมีคนสติดีอีกมากที่เลือกจะทำสิ่งที่ถูกต้อง ดังเช่นกังเกิลและลูกน้องในวันนั้น

เรื่องราวของกังเกิลนั้นยิ่งใหญ่มาก การที่เขาเลือกจะไม่สวามิภักดิ์ต่อระบอบแห่งจอมมารที่สังหารคนนับล้าน แต่เลือกยืนอยู่ข้างความชอบธรรม ช่วยเหลือเชลย ประสานกับศัตรูอเมริกัน และพาลูกน้องไปปกป้องคนในปราสาท แม้ตัวเองจะถูกฆ่า ไม่มีโอกาสได้เห็นโลกใหม่หลังสงครามก็ตาม กระนั้นประชาชนละแวกนั้นก็ไม่เคยลืมชื่อของพันตรีคนนี้เลย

เนื่องจากร่างของกังเกิลถูกนำไปฝังในเมืองอันเป็นที่ตั้งของปราสาท ส่วนถนนบริเวณนั้นก็ตั้งชื่อตามเขา เพื่อให้คนรุ่นหลังได้จดจำ

เพราะหากไม่มีโยเซฟ กังเกิล ก็จะไม่มีการร่วมมือเฉพาะกิจเพื่อต่อกรกับสมุนนาซีอย่างแน่นอน

ชายชราวัย 84 ปีซึ่งจำเรื่องราวการปะทะในวันนั้นขณะเป็นเด็ก และผ่านร้อนผ่านหนาวในชีวิตอย่างยาวนาน บอกกับนักข่าว BBC อย่างภาคภูมิใจในความกล้าของทหารหาญในวันนั้นว่า สิ่งที่ทุกคนทำและสละชีพ มีส่วนทำให้โลกดีงามขึ้นกว่าเดิม

“ถ้าพวก SS บุกเข้าไปในปราสาทแล้วฆ่าเชลยศึกฝรั่งเศสทั้งหมดได้ ทุกอย่างคงจะไม่เป็นอย่างนี้ หากพวกเขาตายหมดเกลี้ยง ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอนาคตจะลงเอยแบบใด”

 

อ้างอิง:

– https://www.bbc.com/news/world-europe-32622651

– https://allthatsinteresting.com/battle-for-castle-itter

– https://historynet.com/the-battle-for-castle-itter/

– https://historyguild.org/the-strangest-battle-of-world-war-ii-uncovering-the-battle-of-castle-itter/?srsltid=AU7gw4XrZ8wMVuypxXMtqof-M2l8tNw9L92wj6daqvY17mEJw57Py2xZ

Tags: , , , , , ,