จะเป็นอย่างไร หากภาพยนตร์หันมา ‘สบตา’ กับคนดู

ภาพยนตร์แบบ Metacinema หรือภาวะที่ภาพยนตร์ ‘ตระหนัก’ ถึงความเป็นภาพยนตร์ของมันเอง เมื่อคนทำหนังสะกิดคนดูว่า สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าพวกเขานั้นไม่ใช่ความจริงแท้ ทว่าเป็นผลงานจากการเสกสรรปั้นแต่งให้ออกมาเป็นภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นการที่อยู่ๆ ตัวละครหันมาสบตากับคนดู การจับจ้องไปยังกระบวนการถ่ายทำ หรือแม้แต่การที่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งในภาพยนตร์ ทำลายความสมจริงต่างๆ นานาที่ปรากฏมาตลอดทั้งเรื่องทิ้ง เพื่อยืนยันและยั่วล้อต่อ ‘ความสมจริง’ ของภาพยนตร์ ซึ่งไม่ว่าจะสร้างโดยอิงจากความสมจริงมากเพียงใด แต่ถึงที่สุด มันก็ยังเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น สมมติขึ้นในนามของภาพยนตร์อยู่ดี

เช่นเดียวกับ Teenage Sex and Death at Camp Miasma (2026) หนังยาวลำดับล่าสุด ของ เจน โชนบรัน ผู้เคยพาคนดูสำรวจโลกแสนพิศวงของรายการสื่อมาแล้วใน I Saw the TV Glow (2024) และโชนบรันยังคงจับจ้องไปยังอิทธิพลของภาพยนตร์ที่กระทำต่อคนดู รวมทั้งในทางกลับกัน คืออิทธิพลของคนดูที่กระทำต่อภาพยนตร์ ผ่านเรื่องราวของ คริส (ฮันนาห์ ไอน์บินเดอร์) ผู้กำกับชาวเควียร์ที่อยากรื้อแฟรนไชส์หนังสแลชเชอร์ในตำนานอย่าง Camp Miasma มารีเมกใหม่อีกครั้ง

โดยเธอหวังจะให้ บิลลี (จิลเลียน แอนเดอร์สัน) นักแสดงจากแฟรนไชส์ดังกล่าวกลับมารับบทนำอีกหน ถึงขนาดที่เธอออกเดินทางไปยังบ้านพักของบิลลีซึ่งพักอยู่ในสถานที่ถ่ายทำหนัง และเข้าไปทำความรู้จักพร้อมโน้มน้าวให้บิลลี ซึ่งลาวงการไปแล้ว กลับมารับงานแสดงในหนังของเธออีกหน 

คริสตั้งใจว่า เธอจะทำให้หนังสแลชเชอร์ที่ในอดีตเต็มไปด้วยฉากโป๊เปลือย การเหยียดเพศ และความรุนแรง มานิยามใหม่ให้หลากหลายขึ้น ทันสมัยมากขึ้น หากแต่ถึงที่สุด ยิ่งเธอใกล้ชิดกับบิลลี เธอก็ไม่แน่ใจอีกต่อไปแล้วว่า อะไรคือเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง

Teenage Sex and Death at Camp Miasma ตั้งคำถามต่อทีท่าแบบหนังสแลชเชอร์ ซึ่งมักมีสูตรสำเร็จอย่างการที่ตัวละครวัยรุ่นถูกฆาตกรปริศนาไล่ฆ่าตายเป็นเบือทั้งเรื่อง ต้องมีฉากสาวนุ่งน้อยห่มน้อยวิ่งหนีตาย ผู้ชายท่าทางนักเลงและเป็นหัวโจกจะถูกสังหารอย่างทรมาน ขณะที่คนเดียวที่รอดมักเป็นเด็กสาวใสซื่อ (Final Girl) พวกเธอมักเป็นคนเดียวที่ไม่ได้เสพยา ไม่ได้สูบบุหรี่และไม่ได้มีเซ็กซ์กับใคร Final Girl ในหนังสแลชเชอร์ จึงมาพร้อมคำสั่งสอนต่อคนดูทางอ้อมว่า หากอยากเป็น ‘ผู้รอด’ ก็จงทำตัวให้ใสซื่อตามนี้ อย่าเป็นตัวละครเด็กสาวเซ็กซี่ที่แอบไปพลอดรักกับหนุ่มหล่อจนถูกฆ่า หรืออย่าเสพยาอย่างนักเลงหนุ่มจนกลายเป็นเหยื่อ ฯลฯ 

ขณะเดียวกันหนังทำนองนี้ยังเสิร์ฟภาพความเซ็กซี่โป๊เปลือยของตัวละครที่ต้องหนีตายในสภาพน่าอนาถ เช่น ภาพจำของสาวเซ็กซี่หน้าอกโตที่ต้องหนีฆาตกรถือมีด หรือแม้แต่ Final Girl ที่แม้จะรอดมาได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วพวกเธอต้องตกอยู่ในสภาพกรีดร้องเสียขวัญ เปื้อนเลือดเปื้อนโคลนตลอดทั้งเรื่อง และนี่คือภาพที่หนังสแลชเชอร์ป้อนให้คนดูเรื่อยมา

หนังของโชนบรันทั้งตั้งคำถามและยั่วล้อต่อสูตรสำเร็จนี้ ผ่านการจ้องมองกลับไปกลับมาระหว่างภาพยนตร์กับคนดู ราวกับกำลังจะถามว่า คนดูอยากดูอะไรแน่ ทั้งฉากความรุนแรง ความโป๊เปลือย หรือศีลธรรมที่เคลือบอยู่ในเส้นเรื่องนี้ หรือเงื่อนไขอะไรที่ทำให้หนังสแลชเชอร์ยังขายได้ในทุกยุคทุกสมัย แม้แต่ตัวละครเองที่แม้จะเป็นสาวเควียร์ที่ต่อต้านการเหยียดเพศทุกรูปแบบ ก็ยังอยากเอาแฟรนไชส์หนังที่ ‘เต็มไปด้วยการเหยียดเพศ’ กลับมารีเมกใหม่

“ฉันคิดว่าหนังสแลชเชอร์เรื่องต่างๆ ในอดีต ไม่ว่าจะ Friday the 13th (1980), A Nightmare on Elm Street (1984) หรือ Halloween (1978) ไม่ได้เป็นแค่หนังอีกแล้วล่ะ มันคือสินค้าเลย เป็นเครื่องมือทางทุนนิยมที่ผลิตเสื้อยืด เป็นลายในตู้เกมพินบอล เป็นวิดีโอเกมห่วยๆ ไม่มีที่สิ้นสุดเลยล่ะ” โชนบรันบอก “แต่ไอ้ความไม่สิ้นสุดนี่แหละที่น่าสนุก ภาพยนตร์ก็เรื่องหนึ่ง แต่ไอ้การที่เราหยิบจับอะไรต่ออะไรมาเล่นได้นี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งสำหรับฉันแล้วมันสนุกมากๆ เลย”

ทีท่ายั่วล้อต่อขนบแบบหนังสแลชเชอร์ ชวนนึกถึง The Cabin in the Woods (2011) หนังสุดเฮี้ยนแจ้งเกิดของ ดรูว์ ก็อดดาร์ด เล่าเรื่องหนุ่มสาวชาวอเมริกันที่ไปพำนักในกระท่อมกลางป่ากว้าง บุคลิกของพวกเขาแตกต่างกันชัดเจน ดานา (คริสเตน คอนนอลลี) เป็นสาวเรียบๆ ที่ไม่ค่อยยุ่งอะไรกับใคร เคิร์ต (คริส เฮมสเวิร์ธ) นักกีฬาหนุ่มรูปร่างกำยำ จูลส์ (แอนนา ฮัตชินสัน) แฟนสาวหน้าตาเซ็กซี่ของเคิร์ต มาร์ตี (ฟรันซ์ ครันซ์) เด็กหนุ่มเนิร์ดๆ ที่ดูเปิ่นเป๋อเอาแน่เอานอนไม่ได้ และโฮลเดน (เจสซี วิลเลียมส์) เพื่อนร่วมทีมฟุตบอลของเคิร์ต 

ทันทีที่ทั้งห้าเข้าไปพำนักในกระท่อม พวกเขาก็เริ่มมีพฤติกรรมประหลาดๆ ทำสิ่งที่ผิดธรรมชาติหรืออยู่นอกเหนือจากสามัญสำนึก เช่น ดานาที่ไปเจอสมุดบันทึกของครอบครัวหนึ่งที่เคยมาพำนักที่นี่ เล่าเรื่องอันโหดร้ายทารุณที่พวกเขาต้องเจอ และแทนที่เธอจะวางบันทึกนั้นลง เธอกลับอ่านคำศัพท์ที่เขียนไว้ในสมุดจนไปปลุกสิ่งลี้ลับขึ้นมา (!!) หรืออยู่ดีๆ เคิร์ตและจูลส์ก็อยากมีเซ็กซ์กันนอกบ้าน และถูกสิ่งลึกลับไล่สังหาร พวกเขาพยายามกลับไปที่กระท่อม แต่แทนที่จะรวมตัวกันกับเพื่อนๆ ทุกคนกลับแยกย้ายไปนอนห้องใครห้องมัน (!?) 

เรื่องคือว่า พวกเขาถูกควบคุมโดยนักวิทยาศาสตร์ลึกลับ ที่พยายามทำหนังตาม ‘สูตรสำเร็จ’ และพบว่าหลายๆ ประเทศล้มเหลวไปเรื่อยๆ เนื่องจากคนดูไม่แยแสหนังสูตรอีกแล้ว หนังสแลชเชอร์จากสหรัฐฯ จึงเป็นความหวังสุดท้ายของพวกเขา และนั่นทำให้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ตัวละครที่ยังอยู่ในกระท่อมต้องถูกทำร้าย ถูกไล่ตาม ถูกฆ่าโดยฆาตกรลึกลับที่พวกเขาตั้งโปรแกรมไว้ และทั้งหมดทั้งมวลนี้จึงนำไปสู่ฉาก ‘ระเบิดเถิดเทิง’ ใจกลางเรื่อง เมื่อเหล่าตัวละครไปป่วนโปรแกรมที่นักวิทยาศาสตร์จัดตั้งไว้ ส่งผลให้เกิดการอาละวาดครั้งใหญ่จนเกินควบคุม

ตอนที่หนังออกฉาย เสียงวิจารณ์แตกออกเป็น 2 แขนง มีทั้งคนที่ไม่เข้าใจหนังและคิดว่า ‘เสียอารมณ์’ ที่ไม่ได้เห็นหนังสแลชเชอร์ที่พวกเขาอยากดู ขณะที่อีกขั้วหนึ่งก็ชื่นชมการพยายามสำรวจหนังสแลชเชอร์ และวิพากษ์ฮอลลีวูดในฐานะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ทำแต่หนังสูตรสำเร็จจนคนจับทางได้

พร้อมกันนั้น หนังก็ชวนตั้งคำถามว่า อะไรทำให้หนังสแลชเชอร์ยังเป็นที่ต้องการของคนดูในปัจจุบัน คนดูอยาก ‘ดูอะไร’ ในหนังที่เต็มไปด้วยเลือด เซ็กซ์ และความโหดร้ายเหล่านี้บ้าง เพราะถึงที่สุด การที่หนังสแลชเชอร์ยังมีที่ยืนและถูกผลิตซ้ำจนกลายเป็นสูตรตายตัว (อย่างที่หนังเสียดสีว่า สหรัฐฯ คือความหวังสุดท้ายของหนังสูตร) ย่อมบ่งบอกถึงความนิยมและความต้องการของคนดูต่อหนังแนวนี้ไม่มากก็น้อย

Funny Games (1997) หนังสัญชาติออสเตรียของ มิคาเอล ฮาเนเก คนทำหนังที่มักสำรวจผลกระทบและความรุนแรงของสื่อทั้งทางตรงและทางอ้อม หนังเล่าเรื่องครอบครัวชนชั้นกลางครอบครัวหนึ่ง เกออร์ก (อุลริช มูเออร์) ผู้เป็นพ่อ อันนา (ซูซานเนอ โลทา) ผู้เป็นแม่ และ ชอร์ชี (สตีเฟน แคลปซินสกี) ลูกชายวัยกำลังโต ขณะที่พวกเขาพักผ่อนอย่างรื่นรมย์นั้น ก็พบว่ามีชายหนุ่มแต่งชุดขาว หน้าตาท่าทางสุภาพมาขอไข่ไก่ แต่พวกเขาก็ดูเหมือนจะหาเรื่องวุ่นวายไม่ยอมกลับไปเสียที ขณะที่เกออร์กและอันนาก็เกรงใจ ไม่กล้าเอ่ยปากไล่โดยตรง กระทั่งอีกฝ่ายแนะนำตัวขึ้นมาว่า เขาชื่อ พอล (อาร์โน ฟริช) และปีเตอร์ (แฟรงก์ กีริง) ก่อนจะนำความรุนแรงเข้ามาในบ้านอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

ทั้งพอลและปีเตอร์จับสมาชิกทั้งสามในบ้านเป็นตัวประกันไว้โดยไม่มีเหตุผลชัดเจน เขาใช้ไม้กอล์ฟฟาดขาของเกออร์กจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่จับอันนาและชอร์ชีมัดเชือกล่ามไว้กับโซฟา โดยที่ระหว่างนั้น พอลหันมาขยิบตาให้กล้องครั้งหนึ่ง ราวกับกำลังจะประกาศว่า สิ่งที่จะได้เห็นนับจากนี้ คือความบันเทิงที่คนดูเฝ้ารออยู่

“หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เล่าถึงความรุนแรงในสื่อน่ะ” ฮาเนเกเคยบอก “ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับความรุนแรงโดยตรงหรอก อาจจะพูดได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนมองตัวเองอีกทีหนึ่ง” 

และเป็นจริงดังที่ฮาเนเกว่า เพราะพ้นไปจาก 30 นาทีแรก หนังก็ยั่วล้อกับความอยากรู้อยากเห็นของคนดู เมื่อปีเตอร์ถือปืนนั่งในห้องนั่งเล่นกับตัวประกัน ขณะที่พอลเดินไปหาของกินในห้องครัว กล้องเลื้อยไล่ตามพอล ก่อนที่เสียงปืนจะดังขึ้น 1 นัดกับเสียงกรีดร้องลากยาว แต่กล้องกลับไม่ได้ขยับไปรับหรือเล่าเรื่องว่าใครโดนยิง (หรือแม้แต่ใครเป็นคนยิง) มันกลับอ้อยอิ่งอยู่กับการเปิดปิดตู้เย็นของพอล และเล่นกับความอยากรู้อยากเห็น ‘ความรุนแรง’ ที่เกิดขึ้นในอีกห้องหนึ่ง

เช่นเดียวกับฉากรีโมตมหัศจรรย์ที่ชวนช็อกสุดขีด เมื่ออันนายื้อยุดฉุดกระชากจนคว้าปืนมายิงสวนปีเตอร์ได้ สิ่งที่พอลทำคือมองเธอด้วยสีหน้าเคียดแค้น แล้วกด ‘กรอรีโมต’ ให้กลับไปยังช่วงเวลาก่อนหน้าที่เธอจะคว้าปืน และเธอก็พ่ายแพ้โดยเบ็ดเสร็จ ไม่อาจเอาชนะโครงเรื่องที่ภาพยนตร์กำกับไว้ได้

Funny Games เป็นหนังอีกเรื่องที่สำรวจความรุนแรงในภาพยนตร์ เท่ากันกับที่จับจ้องไปยังความกระหายในการจะเห็นความรุนแรงของกลุ่มคนดู และบิดพลิกความอยากรู้อยากเห็นนี้จนไม่อาจคาดเดาได้ ในเวลาต่อมาฮาเนเกรีเมกหนังเรื่องนี้อีกครั้งในปี 2007 แต่เป็นเวอร์ชันสหรัฐฯ

และหนึ่งในบรรดาหนัง Metacinema ที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือ 8½ (1963) หนัง ‘แปดครึ่ง’ ของ เฟเดรีโก เฟลลีนี คนทำหนังชาวอิตาลี เล่าเรื่องสุดวายป่วงของ กุยโด (มาร์เชลโล มาสโตรยานนี) ผู้กำกับหนังที่ประสบความสำเร็จสุดขีดในอิตาลี ที่กำลังเผชิญภาวะตีบตันทางความคิดอย่างรุนแรง เขาไม่แน่ใจว่าอยากกำกับหนังแบบไหน เล่าเรื่องอะไร แต่ยิ่งเขาทำหนังไม่ออก สตูดิโอและโปรดิวเซอร์ก็ยิ่งคาดคั้นให้เขาปั้นหนังออกมาให้ได้ ขณะที่กุยโดก็พยายามจะทำหนังที่ ‘สัตย์จริง’ และ ‘บริสุทธิ์’ อย่างที่สุด แต่ปัญหาคือเขาไม่มีความจริงใดจะถ่ายทอด และนั่นทำให้เรื่องราวทุกอย่างวุ่นวายเข้าไปอีก

ประเด็นที่ทำให้ 8½ ถูกพูดถึงและกลายเป็นที่รักเรื่อยมา คือการที่มันตั้งคำถามต่อความเป็นภาพยนตร์ ความ ‘จริงแท้’ ที่กลายเป็นอุดมคติของคนทำหนัง หากแต่มันจริงได้แค่ไหน และเป็นความจริงของใคร เพราะสำหรับกุยโด สิ่งที่เขาพยายามถ่ายทอดลงในภาพยนตร์คือความจริงแท้ เมียที่เขาใส่ในหนังก็เป็นความจริงแท้ที่เขามองเธอเช่นนั้น แต่เมื่อเมียเขามาเห็น เธอกลับโกรธเกรี้ยวที่เขาถ่ายทอดเธอออกไปในลักษณะที่เห็นต่างไปจากเธอ 

ถึงที่สุด ภาพยนตร์ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งในการสื่อสาร ถ่ายทอด สนทนาต่อคนดู มันไม่ใช่ความจริงแท้ และต่อให้พยายามรังสรรค์ด้วยความจริงแค่ไหน มันก็ยังมีกำแพงของการ ‘สร้างความจริงขึ้นใหม่’ ผ่านงานโปรดักชัน งานออกแบบ งานแสดง ซึ่งล้วนแต่เป็นการจำลองเหตุการณ์ทั้งหมด และการที่วันหนึ่งหนังหันมาสบตา ตั้งคำถามต่อคนดูถึงการดำรงอยู่ของมัน ยิ่งทำให้ภาพยนตร์กลายเป็นสิ่งที่ทั้งยั่วล้อ น่าฉงน และผลักบทสนทนาของการเป็นเรื่องเล่าไปให้ไกลยิ่งกว่าเดิม

Tags: , , , , , ,