ตอนที่เขียน ‘ผืนเขียว’ เป็นการเติมคำต่อท้าย นึกอีกทีก็ออกจะไม่จำเป็น เพราะแค่คำ ‘ทุ่งนา’ จะเป็นสีอะไรไปได้ในจินตนาการต่อจากคำ แต่ใครจะรู้ และเราไม่อาจทึกทักว่าภาพในความนึกคิดของผู้อื่นจะออกโทนเขียวสามัญที่มากับคำว่า ‘ทุ่งนา’ เขียน ‘ทุ่งนา’ จึงอาจปรากฏเป็นภาพนาข้าวเหลืองอร่ามในจินตนาการของอีกหลายคน หรือท้องทุ่งแห้งกรังไร้น้ำไร้ต้นข้าวสำหรับผู้อื่นที่มีคลังความจำแบบอื่น และคำว่า ‘ทุ่งนา’ ก็อาจเป็นสีแดง ส้ม เหลือง ขาว ดำ เมื่อเป็นภาพที่วาดตามความไหลลื่น สติ ความรับรู้ ทั้งที่ออกมาบนแคนวัสวัตถุธาตุ หรือบนผืนแคนวัสล่องหน
และใครบอกว่าทุ่งนาต้องเป็นต้นข้าวอย่างเดียว แถมสีเดียวอีกต่างหาก
คำเกินที่ต่อท้าย นอกจากจะยุติฝัน จำกัดผืนสีให้เป็นผืนภาพจำของทุ่งนาแล้ว ยังปักหลักตัวเลือกของการรับรู้จากผู้จดจาร โดยไม่ได้หมายความว่าจะขยับเป็นสีอื่นไม่ได้ ไม่ว่าจะสายตาปกติหรือตาบอดสี หรือถาดสีในการรับรู้ล้นปนเปื้อนเกินสีเดียว
บางทีเราอาจสะดุดเมื่อไม่ระวังว่า ‘ทุ่งนา’ และ ‘ผืนเขียว’ ไม่จำเป็นต้องมาคู่กัน คือเมื่อเราเชื่อมั่นกับความคิดบางอย่าง ยึดติดโดยทึกทักไปว่ามันถูกต้องชอบธรรม เป็นสากลตราบกาลนาน
สูตรแห่งกรรม
อบรมการเขียนศิลปะภายใน 3 วัน อาจทำให้เห็นต้นกล้าที่กำลังงอก เห็นแววพืชพรรณที่กำลังโต
พอเปรียบเปรยข้างต้น รู้สึกจะเฝือ แถมทำให้ผู้เข้าร่วมอบรมเป็นผลิตภัณฑ์ เป็นวัตถุ หรือการพรวนดินรดน้ำใส่ปุ๋ย เลยละทิ้งอุปลักษณ์อะไรแบบนั้นไป
ผู้เข้าอบรมเป็นผู้อบรม จากบางคำ บางท่อนความคิด เสี้ยวส่วนความรู้ความเห็นของผู้อบรม เป็นการเก็บเกี่ยวของแต่ละคนที่รู้จะกระเตื้องขยับไหวติงไปแต่ละระยะ คือก้าวเดินของแต่ละคน วิทยากรต่างหากที่ออกจะเป็นเครื่องจักรถ่ายทอดประสบการณ์ที่ผ่านมา ยังไม่เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ตอบได้ทุกเรื่อง เพราะคนสร้างโปรแกรมที่แท้จริงคือฝั่งผู้เข้าอบรม
วิทยากรเขื่องทั้งสามกลับด้านเป็นผู้เรียนรู้จากผู้เข้าอบรมทั้ง 19 คน
ยามเมื่อบอกไปว่า การเขียนถึงงานศิลปะไร้สูตรสำเร็จเบ็ดเสร็จตายตัว จุดเริ่มแรกเช่นนี้ย่อมเปลี่ยนบทบาทผู้อบรมเป็นผู้เรียนรู้ไปโดยปริยาย เพราะเท่ากับบอกว่าไม่มีอะไรจะบอก ไม่มีค่าคำนวณและหลักการเชื่อถือได้ตลอดกาลและแน่นิ่ง ในแง่หนึ่งก็ชวนอุ่นใจกันถ้วนหน้า อิสระและเอกเทศจากข้อบังคับหรือหมุดระยะขอบเขตทั้งหลาย เสมือนว่าผู้อบรมรอดตัวจากภาระหน้าที่การสกัดหลักการหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ทลายขนบการเขียนตามสูตรวิชาการที่ต้องมีคำนำ เนื้อหา บทสรุป ผู้เข้าอบรมอาจพลอยโล่งใจโล่งหัว ไม่มีขอบเขตชอบธรรมของการเขียน ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง
ทว่าในอีกแง่หนึ่ง คำกล่าวที่ปัดปฏิเสธสูตรตายตัวหรือขนบปฏิบัติทื่อๆ ทำให้การเขียนถึงศิลปะเป็นกิจปฏิบัติแบบลอยตัวหรือล่องลอย ยึดเอาอะไรมาเป็นรูปธรรมไม่ได้ เกิดความเคว้งคว้าง สะเปะสะปะ เนื่องจากหลุดรอดไปจากเงื่อนไขที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืออะไร แบบไหน ประมาณใด ราวกับถูกลอยแพให้ต้องหาทางขึ้นฝั่งเองตามแต่สัญชาตญาณ การรับรู้ วิจารณญาณ จิตสำนึก จิตไร้สำนึก และอีกสรรพปัจจัยของแต่ละคน
บางที เราอาจไม่ประสงค์กรงขังเบ็ดเสร็จที่กำกับเราเป็นขั้นเป็นตอน
บางที เราก็ไม่ต้องการถูลู่ถูกังดั้นด้นตามลำพังอย่างเหว่ว้าโหยหา
แล้วถ้าอย่างนั้น ทำไมไม่ลองดูว่า ทุกการเขียนที่เอกเทศ เป็นการผจญภัยอย่างหนึ่ง เป็นการเสี่ยงไปตามเส้นทางที่มีผู้นำทางคือตัวเราและปัจจัยนานาในคลังที่เรามี เท่าที่เรามี ผจญภัยในความหมายของการลองผิดลองถูก และอาจถึงขั้นเป็นงานเขียนแนวทดลองจากความคิด เส้นทาง แผนผังที่เราสร้างขึ้นมาเอง
เขียนถึงศิลปะ ไม่ว่าจะในระบบปริทรรศน์ หรือในระบบการวิพากษ์วิจารณ์ ล้วนเป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่ง ทุกการผจญภัยของคำมีผลงานศิลปะเป็นเดิมพัน และมีคำเองเป็นเดิมพันด้วยเช่นกัน คุณค่าอาจไม่ได้วัดจากคุณภาพของคำ จากผลงานที่เอ่ยถึง จากเนื้อหาที่ขุด แกะ ไข ถอดออกมาได้ ยังมีเรื่องของจังหวะ โทนเสียง มุมมอง อะไรทั้งหลายที่ประกอบขึ้นในการผจญภัยแต่ละครั้ง
ในความหมายเก่าแก่หนึ่ง Adventure หมายถึง ชะตากรรม หรือโชคชะตา
ในสำนวนโทนพุทธ อาจบอกว่า ยถากรรม เป็นไปตามการกระทำของกรรม
เวรกรรม! เวรกรรมหรือเป็นกรรมเป็นเวรของผู้จะลองผจญภัยตามแต่สิ่งที่ตนกระทำหรือไม่กระทำ
เหตุนี้กระมัง เราจึงมักเตือนต่อกันว่า ต้อง master สถานการณ์ได้ คุมคำคุมความหมายที่ตนจะลองผจญภัยได้
ภัยและพิษมาจากเหตุข้างต้นเช่นกัน คือเมื่อเรากำกับควบคุมทิศทางการเขียนได้ นั่นเท่ากับเราปักหลักล่องหนของการเขียนขึ้นมา จดจาร ‘สูตร’ ของตนโดยพฤตินัย เลี่ยงไม่ได้ ไม่อาจเลี่ยง เพราะเราอาจถึงฝั่งแม้จะเคว้งคว้างอยู่กลางมหาสมุทรเมื่อคำถูกปลดเปลื้องออกไปแล้ว
ไม่ง่ายเลยที่จะไม่มีคน
หนึ่งในการผจญภัยระหว่างอบรม คือโจทย์หรือกรณีศึกษาที่ตั้งไว้เป็นเงื่อนไขของการทดลองเขียน หรือการเขียนแนวทดลอง นับแต่ลองพรรณนาภาพ ลองฟังศิลปินพูดถึงภาพตนเอง ลองเขียนจินตนาการต่อจากภาพ และลองตอบภาพด้วยภาพ
ภาพของ วัชรนนท์ สินวราวัฒน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิทยากรรับเชิญ หมุนเวียนอยู่หลายวาระจนแทบจะเป็นภาพจำจนตาแทบช้ำ เพราะต้องจ้องแล้วจ้องอีกกระทั่งสีเขียวของนาผืนกว้างสูง 2 เมตรกว่าติดตา แม้จะตำตา ทว่าแต่ละคนมีปฏิกิริยาตอบรับแตกต่างกัน บทพรรณนามีทั้งที่เขียนเท่าที่เห็น ทั้งที่เขียนตามรู้สึก ตามการรับรู้เชิงวิเคราะห์ การตอบภาพวาดด้วยการวาดภาพต่างก็ออกมาตามความถนัดความอยากไม่อยากและอารมณ์กระทบ การทดลองจินตนาการเรื่องอื่นสืบเนื่องจึงได้ทั้งที่มาจากประสบการณ์ครอบครัว เรื่องราวไกลห่าง พื้นเพใกล้เคียง หรือสุขนาฏกรรมและโศกนาฏกรรม
มีความเป็นไปได้หลากหลายกับงานเพียง 1 ชิ้นที่แสดงองค์ประกอบน้อยจำนวน ดูสามัญปกติ แต่บางคนกลับมองไม่ธรรมดาไม่ปกติ เมื่อฉากทุ่งนาซุกซ่อนฆาตกรรมที่จินตนาการเติมต่อขึ้นมา โศกนาฏกรรมดังกล่าวให้ข้อสังเกตว่า บ้าน 2 หลังกลางทุ่งมีแต่ประตู ไม่มีหน้าต่าง จึงอาจขยายความต่อจากรายละเอียดที่หายไปว่า จิตรกรรมทิวทัศน์ที่แลดูนิ่งสบายตาไร้สิ่งกระจุกกระจิก อาจเป็นเหรียญ 2 ด้านหรือหลากด้าน ภาพที่เห็นอาจมองสบายตาแต่มีความอึดอัดในนั้น เมื่อรายละเอียดบางอย่างฟ้องกลับว่า ภาพไม่ได้แน่นิ่งชิลเบาใจ แต่กลับน่าหวั่นใจ (ผลงานชิ้นอื่นของวัชรนนท์ก็มีลักษณะเดียวกัน)
คำหนึ่งที่วัชรนนท์เอ่ยขึ้นมานอกเวทีอบรมคือ Dialectic (วิภาษวิธี) การคิดทบทวน คิดย้อนคิดแย้ง คิดสืบเนื่องสลับกลับไปมา ทุกการเสพรับที่จะนำไปสู่การเขียนอาจดำเนินไปพร้อมกิจปฏิบัติแบบวิภาษวิธีที่จะแปลงให้นาผืนเขียวเกลี้ยงๆ มีโคลนตมสกปรกเลอะเทอะมอมแมม แม้จะไม่ใช่เรื่องเล่าที่เติมต่อขึ้นมา แต่เป็นปฏิบัติการทางความคิดผสมอารมณ์ บวกผัสสะและคลังทั้งหลาย เหล่านี้ที่จะแปลงร่างนาแบนเป็นนาสามมิติ และเปลี่ยนให้ความโหวงเหวงไร้ผู้คนมีคนขึ้นมา มีน้ำมือคนนอกเหนือไปจากฝีแปรงและฝีมือของศิลปิน ภาพไม่โปร่ง แต่มีร่องรอยความน่าอึดอัด ภาพไม่โล่งคน เพราะสิ่งก่อสร้างชี้หมายน้ำมือคน และหากยกคู่ปรับตรงข้ามยุคคลาสสิกมาใช้ นั่นคือ Nature & Culture และวัฒนธรรมนี่เองที่บอกว่าผู้คนมายุ่มย่ามดัดแปลงธรรมชาติ แทรกลงในผืนนา สร้างบ้านไร้ทางระบายอื่นนอกจากประตู จัดเรียงต้นไม้เป็นระเบียบนับต้นได้
หวนนึกถึงภาพโบราณสมัยเรอแนซ็องส์บางภาพ สู้รบกันตรงฉากหน้า แต่ท้องทุ่งด้านหลังเป็นระเบียบเรียบร้อย ตีเส้นคันนาสม่ำเสมอเพื่อให้ได้มุมมองที่เป๊ะ ถูกตามหลักวิชา
ไม่มีใครบอกว่าทุ่งธรรมชาติแบบนั้นวาดจากความเป็นจริง แต่เป็นประดิษฐกรรมจากมนุษย์
เรื่องน่าจะจบด้วยบทสรุปแค่ว่า ไม่ใช่ว่าภาพไร้คน แต่มีคนล่องหนที่ทิ้งเศษซากน้ำมือของตนไว้ในผืนนาเขียวอร่ามปานนั้น
เรื่องน่าจะจบด้วยชื่อภาพที่ว่า ‘ไม่ง่ายเลยที่จะเขียวเช่นนี้’ อันบ่งบอกการกระทำของคนทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ
ไม่จบง่ายเช่นนั้น เนื่องจากบางคนเห็นว่าไซซ์บ้านไม่เท่ากัน ยิ่งถ้าขยับบ้านตรงพื้นหลังมาเคียงบ้านตรงพื้นหน้า บ้านหลังน้อยจะพลอยเป็นบ้านหมาไปเลย
ตรงนี้ที่ช่องเรื่องชนชั้นปรากฏเรื่องความไม่เท่าเทียม เรื่องระยะความห่างเหินระหว่างบ้าน 2 หลัง เรื่องการรุกล้ำปลูกบ้านกลางทุ่งนาเพื่อหวังชื่นชมธรรมชาติ (น้ำเอ่อท่วมไม่รู้ด้วยนะ…) เรื่องอุดมคติของคนเมือง และนานา ‘เรื่อง’ ที่ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าจากศิลปินเท่านั้น ยังรวมถึงเรื่องจากความนึกคิดของผู้เสพรับ ทั้งที่แบบฝันเฟื่องฟุ้ง ทั้งที่แบบคิดตลบกลับไปกลับมา ทั้งที่วิเคราะห์เชิงศิลป์
นาผืนเขียวจึงออกสีสันที่ล้นจานสีโทนเย็น
เงื่อน
โหมดคิดแบบวิภาษวิธีสร้างพลวัตให้กับเส้นทางการเขียน ดีไม่ดีอาจนำไปสู่อีกโหมดหนึ่งที่สรรพสิ่งย้อนแย้งต่อกัน ปะทะ ตอบโต้ ขัดขืนต่อกัน คือ Deconstruction (คิดแบบรื้อสร้าง) ซึ่งจะทำให้ทุกกระบวนความเลื่อนจากหมุดตายตัว ฉีกความคิดก่อนหน้า หักล้างปัจจัยทั้งหลายจนทุกอย่าง ‘ตีกัน’ ก็ว่าได้
ไม่ว่าจะในโหมดใด เงื่อน/ เงื่อนไขเบื้องต้นที่เข้ามาพัวพันเสมอ หมายถึงความรู้ที่เรามี และความรู้สึกที่เราจะแสดงออกหรือระงับไว้ ด้านหนึ่งคือคลังประสบการณ์จากการอ่าน ฟัง ดู รู้สดับ ฯลฯ อีกด้านคือพิงอิงกับผัสสารมณ์หรืออารมณ์กระทบ และหนทางประนีประนอมย่อมเป็นการมาประจบกันกึ่งกลาง แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าศูนย์กลางเป็นสิ่งที่เราอยากไปถึง ครึ่งหนึ่งความรู้ อีกครึ่งหนึ่งคือความรู้สึก เราจะโอนอ่อนผ่อนระงับความรู้ไว้ครึ่งเดียวและเผยอีกครึ่งออกมา และก็เป็นแบบเดียวกับอารมณ์ความรู้สึก นั่นคือเพ้อพกว่าทางสายกลางเป็นหนทางประเสริฐ
คงต้องกราบ…
เหตุที่มักงัดเอามัชฌิมาปฏิปทามาเป็นหลัก (แค่คำโบราณบางคนก็อาจไม่รู้แล้วว่าแปลว่าอะไร) อาจเนื่องในความสุดโต่งของทั้ง 2 ฟากฝั่ง
ปัญหาหรือประเด็นคลาสสิก
หลายครั้งที่อ่านงานเขียนเกี่ยวกับศิลปะ มักให้ความรู้สึกว่าผลงานที่เป็นประเด็นจมฝังอยู่ภายใต้เรื่องนอกเรื่องในนามของบริบท การตีความ ประวัติศาสตร์ หลักคิดทฤษฎี พื้นฐานวัฒนธรรม ประเด็นร้อนทางการเมือง จนชวนสงสัยว่าผลงานไปไหน นอกจากเป็นเครื่องประดับของความรู้ที่ท่วมท้น หากล้นแต่พัดพาผลงานไปด้วยในทุกจังหวะคงน่าตื่นตาตื่นใจ ทว่าหากท่วมพื้นที่จนกลบทุกสิ่งอย่างเพื่อแสดงถึงสิ่งที่ได้ไปอ่าน ไปค้นมาจนเต็มเชิงอรรถและบรรณานุกรม ความรู้รายล้อมคงไม่ต่างจากสารานุกรม ทั้งขยายความและนอกเรื่อง
หนึ่งในผู้เข้าอบรมเขียนความคิดเห็นไว้ว่า การเขียนเรื่องศิลปะเป็นการเรียนรู้ไม่ใช่การแสดงความรู้ หมายความหนึ่งว่า ต่อหน้าผลงาน ผู้เสพกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่เป็นทั้งโจทย์ ทั้งคำถามและคำตอบ เป็นประสบการณ์ที่เรียกร้องท่าทีหลากหลาย ไม่ใช่การงัดความรู้มาบรรจบ หมายความสองว่า พลวัตจึงไม่ใช่การงัดคลังเก่ามาครอบคลังใหม่ แต่คือการไถ่ถามว่าคลังใหม่ที่จะก่อตัวขึ้น จะมาอภิปรายกับคลังเดิมได้อย่างไร หมายความสามว่า อยากสมาทานความคิดข้างต้น แต่ต้องอภิปรายว่าเราไม่ได้คิดและเขียนจากความว่างเปล่าบริสุทธิ์ไร้มลทิน ทุกความคิดเป็นคลังแปดเปื้อนเสมอ แล้วก็ยังไม่อาจพึ่งคลังเก่าที่ทำได้แต่งัดองค์ความรู้เดิมมาอธิบายงาน
สลัดความรู้รายล้อมไม่พ้น แค่ไม่ให้มัน ‘หิวแสง’ เกินจำเป็น
อีกฟากก็สุดโต่งกับการถอดถ่ายอารมณ์ตนออกมาถ่ายเดียวโดยไม่คิดจะ ‘สำรอก’ ความรู้เหมือนอีกด้าน ขนบวิชาการสายแข็งมักปัดปฏิเสธการพึ่งความรู้สึก อารมณ์ ผัสสารมณ์ หรือนานาสิ่งที่ไม่อิงความรู้ใด (ใครจะบอกได้ว่าความรู้ก็สร้างอารมณ์ รู้สึกก็อาจนำสู่การรู้/ เรียนรู้…) ทึกทักไปว่างานเขียนที่เป็นการวิเคราะห์และตีความข้อมูลควรปลอดอัตวิสัย แล้วพลอยพาลละทิ้งทุกการใช้ภาษาที่ถูกมองว่าเป็นเพียงการเล่นคำเล่นสำนวน
ข้อเขียนวิชาการไทยจึงมักออกมาแห้งกรังแข็งโป๊ก เนื่องจากขจัดสไตล์ทั้งหลายออก ขับทุกอารมณ์สะเทือนใจอ่อนไหวออกไปยังอีกด้าน ด้านที่พึ่งพิงแต่ความรู้สึกพลอยพาลสุดโต่งไปด้วย ด้วยเหตุผลคลาสสิกเพียงว่า อาร์ตเป็นเรื่องส่วนตัว คือค่าน้ำหนักอันชอบธรรมของอัตวิสัย คำคมคาย สำนวนพริ้งเพริศ ภาษาเจิดจรัส พรั่งพรูหรูหรา ถ้าไม่โรแมนติกจัด ก็อ่อนไหวไปกับน้ำฟ้าดอกเมฆเสียงกระซิบลมฝนธาตุทั้งสี่ ฯลฯ หากวิชาการไทยขาด ‘น้ำเสียง’ โทนทุ้มที่จะบ่งบอกผู้ศึกษา ด้านผู้กระทบกระเทือนใจง่ายดายก็มักปลิวหวิวลอยล่องจับต้องอะไรไม่ได้เช่นกัน
ทั้งนี้เพียงเพราะเราผูกเงื่อนวิชาการ+ภววิสัย งานลำลอง+อัตวิสัย แต่เราไม่อาจสบประมาทนักวิชาการผู้วิจัยว่าไร้ซึ่งอารมณ์ และระงับอารมณ์ไว้ในซอกมืดหลืบคล้ำ งานวรรณกรรมมีสไตล์บางชิ้นก็เป็นงานบอกเล่าแบบไม่เอาสไตล์ แค่พรรณนาความเหตุการณ์และสภาพแวดล้อม จังหวะการร้อยเรียงจะทำงานในตัว เพื่อบรรลุถึงอารมณ์ร่วม/ ไม่ร่วมของผู้เสพ และใครบอกกันว่าสำบัดสำนวนอารมณ์ความรู้สึกผัสสารมณ์จะไม่นำไปสู่องค์ความรู้ ในเงื่อนไขว่า ไม่มองความรู้เป็นเพียงข้อเท็จจริง งานวรรณกรรมหลากเรื่องประดิดประดอยพิถีพิถันลงในรายละเอียดที่บ่งบอกสายตาและเจตจำนงแสดงภายในออกมา บ่อยครั้งงานดังกล่าวก็พาไปถึงความคิดหรือแง่คิดมากกว่ารายงานวิชาการแบบตรงไปตรงมา
เหมือนที่ใครบางคนจากการอบรมทักขึ้นว่า ไม่ใช่ว่าเมื่อเราไม่เขียนว่า ‘ฉันคิดว่า’ แล้วฉันจะไม่คิดอะไร
เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่าเมื่อเราไม่เขียนว่า ‘ฉันรู้สึกว่า’ แล้วฉันจะตายด้านไม่รู้สึกไม่รู้สาอะไรกับสิ่งที่ฉันศึกษา
รู้ที่จะรู้สึก และรู้สึกว่าต้องรู้
อีกยังนับรวมการไม่รู้สึกและความไม่รู้ไว้ในนั้น หากผลงานไม่ส่งผลกระทบอะไรกับเรา แล้วจะฝืนรู้สึกรู้สา เค้นความรู้สึกออกมาลวงโลกทำไม หากอยู่ต่อหน้าผลงานแล้วไม่มีอะไร ไม่มีความรู้แขนงใดจะตอบโต้ด้วย ก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปเติมต่อให้งานเพิ่มสาระเนื้อหาไปทำไม ในเมื่อมันอาจโบ๋กลวงแต่แรกเริ่มเดิมที
ขั้วอำนาจ (แหมๆ เล่นคำใหญ่ เปล่าๆ แค่ในความหมายสามัญ เรื่องปฏิสัมพันธ์ต่อกันไม่ว่าอีกฝ่ายจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม) อาจดำเนินไปอย่างสงบในทำนองสัพยอกหยอกเอิน หรือแฝงความรุนแรงในทำนองช่วงชิงความหมาย ต่อรองความหมาย เหมือนที่ผู้ชมต้องต่อรอง/ ต่อกรกับบรรดา Paratext รายล้อม ทั้งบทนำนิทรรศการ แคปชัน ชื่อผลงาน บทความประกอบนิทรรศการ บทวิจารณ์ หาไม่แล้ว ผู้ชมจะได้แต่รับ-รู้ โดยไม่ถกอภิปรายใดๆ เป็นผู้ชมแบบ Passive (เชิงรับ) มากกว่าผู้ชมแบบ Active (เชิงรุก)
ก็อีกนั่นแหละ ผู้ชมในเชิงรุกคือผู้ชมในอุดมคติแบบที่ตำรามักบอกกล่าว เพราะสภาพความเป็นจริงของการชมงานอาจไม่เอื้อให้ต้องรุกหรือตอบโต้ใดๆ ผู้ชมอาจเฉยชา เนือย เรื่อยๆ ยิ้มบ้าง ขำหน่อย เซ็งนิด เบื่อจัด อะไรเหล่านี้นี่เองที่ยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเขียนถึงงานศิลปะ คือเมื่อเราไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่นิยมชมชอบ ไม่รักไม่ชัง ไม่กลางไม่กลวง เมื่อเราไม่มีความรู้สึกอะไรจะไปตอบโต้ด้วย เมื่อเราไม่ขอแงะความรู้ที่มีมาต่อกรด้วย
ระหว่างผลงานกับผู้เสพรับ ไม่ใช่โคลงกลอนที่มีฉันทลักษณ์ มีสัมผัสบังคับให้ล้อรับกัน พูดดาวอาจกล่าวตอบต้นหญ้า แสดงม้าอาจแปลความว่าหมู
ว่าไหมว่าเจ้าฟรีสไตล์นี่แหละคือสิ่งยากเย็นแสนเข็ญ ทุกการด้นสดยากพอๆ กับการมีแพตเทิร์น
หรือว่าฟรีสไตล์ไม่มีอยู่จริง The Real… The Real…
และในทำนองเดียวกันอีก การใช้สรรพนามบุรุษ/ สตรี/ LGBTQIA+ ที่ 1 ผม-ฉัน-หนู-ดิฉัน-ข้าพเจ้า แบบที่บางสาขาวิชาหวนหา/ โหยหาเอากลับมาอีกครั้ง ก็หาใช่บอกถึงอัตลักษณ์ความเป็นส่วนตน ความเป็นตัวของตัวเองหรือน้อมรับอัตวิสัยไปโดยปริยาย แถมด้วยเกร็ดบอกเล่าที่เอามาเคล้าบทเขียนในทำนอง Based on true story/ experience คำแทนตนอาจไม่ประกันตัวตนของผู้เขียนคำ
แต่บอกว่าใครสักคนเล่า เอ่ย พูดนิยามตน ไม่ปนกับการแจ้งองค์ประธานด้วยการพูดผม-ฉัน-หนู-ดิฉัน-ข้าพเจ้า เพราะอื่นๆ รายล้อมช่วยนิยามออกมา บทเขียนไร้สรรพนามบุรุษที่ 1 ก็แท้ก็จริงไม่ยิ่งหย่อนกว่า เผลอๆ เนื้อความ ท่วงจังหวะ โทน และอื่นๆ หลากหลายในตัวบทต่างหากที่ร่วมกันประกอบสร้างองค์ประธานขึ้นมา ไม่ว่าจะตรงตามภาพเดิมหรือบิดเบี้ยวก็ตาม ใครบอกกันว่าพูดตัวเองออกมาแล้วนั่นตรงตามความเป็นจริง ช่องระหว่างผู้สื่อแสดงกับผู้เสพรับไม่ได้จูนติดต่อกันจาก 1 ไป 2 แต่บิดพลิ้วไปตามคำประโยคสำนวน
จึงไม่ใช่ว่าเมื่อเขียนประธานบุรุษ/ สตรี/ LGBTQIA+ ที่ 1 ลงไปแล้ว จะรับรองตัวตน เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ และความจริงแท้ของเรื่องนั้น
และก็ไม่ใช่ว่าเมื่อไม่จดจารลงไป เมื่อละเอาไว้แล้ว ผู้เสพจะอ่านไม่ออกเสียเลยว่าเป็นมุมมองใคร ใครกำลังแสดงความเห็น แสดงความรู้ หรืออวดอารมณ์ความรู้สึก
บางทีเมื่อ ‘เรา’ เนียนไม่พอ แยบยลไม่พอ อะไรต่ออะไรจะประเจิดประเจ้อออกมา รกหู รกตา รกพื้นที่การเขียน ทั้งความรู้ ความรู้สึก องค์ประธานที่ 1
ครั้นจะหาค่ากลาง หาองศาศูนย์ของการเขียน ซ้ำดูเหมือนยากราวกับงมเข็มในมหาสมุทร เพราะจะงมได้ คงต้องว่ายน้ำเป็นก่อนกระมัง
***
การไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสำหรับการเขียนถึงงานศิลปะจึงไม่ได้แปลว่าเลื่อนลอย สูตรไม่สำเร็จคือสูตรที่เสร็จสำเร็จในวาระและพื้นที่หนึ่ง คือข้อเขียนที่พาตนเองมายังลิมิตของพื้นที่และเวลา หมดหน้ากระดาษ หมดเนื้อที่ออนไลน์ หมดเวลาเขียน หมดความคิด ยุติภาระของการเขียน แต่อาจไปต่อเติมจากฝั่งของผู้เสพรับ หากข้อเขียนดังกล่าวมีประกายพลวัตเพียงพอที่จะแหย่ให้ถกต่อ เถียงต่อ อภิปรายแล้วอภิปรายอีก พาไปถึงลิมิตหนึ่ง ผละจากลิมิตเดิมไปอีกลิมิต และผละออกต่อแบบอนันตภาพ (ที่ไม่ได้มาง่ายๆ แบบที่คิด)
ทีเด็ดของท้องทุ่งขจีของวัชรนนท์ก็มาจากความคิดเบื้องต้นเรื่องศิลปะ ไม่ใช่ภาพประกอบความคิดหรือทฤษฎีใด เพราะผลงานจะพลอยไร้คุณค่า เป็นติ่งห้อยไม่ใช่ตัวเอก ศิลปินแย็บกลับอย่างนิ่มๆ ว่า แล้วทำไมจะไม่ได้ หากมันจะมีประโยชน์และทำหน้าที่รับบทบาทหนึ่งในโอกาสหนึ่ง จึงไม่ได้เสียหลายว่าผลงานอาจถูกวิเคราะห์แกะไขจนถึงรูขุมขน อีกวันหนึ่งก็กลายเป็นเครื่องประดับของทฤษฎี เหมือนจะมีนัยว่า ในคุณค่าย่อมมีส่วนโฉมหน้าความไร้สาระปะปนอยู่
‘รู้สึก’ เหมือนถูกน็อกเนื่องจากยึดมั่นในคุณค่าของศิลปะแบบที่รับและ ‘รู้’ มา จนละเลยไปว่า ตำแหน่งแห่งหนของผลงานไม่ใช่แค่ขึ้นหิ้งขึ้นพาน แต่อาจลงมาคลุกฝุ่น กลายเป็นฉลากติดกระป๋องนม เป็นภาพปิดช่องว่าง
จนลืมไปว่าภาพ Las Meninas ก็ถูกปราชญ์ฝรั่งเศสเลื่องชื่อนำมาเปิดตัวบทก่อนจะผละไปเรื่องอื่นๆ ที่เป็นเรื่องหลัก และก็เพราะตำแหน่งการเป็นเพียงธรณีให้ผ่านนี่เอง ที่ทำให้ใครต่อใครหวนมาจับตามองภาพใหม่อีกระลอกแล้วระลอกเล่า
นึกขึ้นในใจว่า อยากยืมภาพ 2 เมตรกว่านั้นมาติดหลังโต๊ะทำงานสัก 1 สัปดาห์
ผนังมันโล่งน่ะ…
*** โครงการ ‘ห้องทดลองการเขียนศิลปะร่วมสมัย-ระหว่างกระบวนการ’ (Art Writing Lab-In Process) จัดโดยฝ่ายการศึกษาของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่าง 10-12 กรกฎาคม 2569 วิทยากร 3 คน ได้แก่ ประพันธ์ แจ้งกิจชัย, วัชรนนท์ สินวราวัฒน์ และสายัณห์ แดงกลม
อ่านงานเขียนของผู้เข้าอบรมได้ที่ https://www.bacc.or.th/events/95669
Tags: art, Feature, ศิลปะ, นิทรรศการ, งานศิลปะ, Art Writing Lab




